สังคม

ออกแล้ว! ผลสอบ 'สติกเกอร์ดาวบี' ไม่มีส่วย ส่วนเรื่องบรรทุกน้ำหนักเกิน เป็นหน้าที่ของ กทม.

โดย nattachat_c

14 พ.ย. 2566

28 views

จากกรณี วันที่ 8 พ.ย. 66 รถบรรทุกขนดินบรรทุกน้ำหนักเกิน จนทำให้แผ่นปูนปิดหน้าถนนทรุด และรถบรรทุกตกลงไปบริเวณอุโมงค์ร้อยสายไฟใต้ดินของการไฟฟ้า ซึ่งอยู่ปากซอยสุขุมวิท 64/1 ซึ่งจากการตรวจสอบ บริเวณกระจกหน้าของรถบรรทุกมีสติกเกอร์ 'รูปดาวสีเขียวตัวบี' ติดอยู่ และคาดว่าจะเป็น 'ส่วยสติกเกอร์' ของเสี่ยบิ๊ก วุฒิภัทร จันทรินทรากร


ต่อมา ‘เสี่ยบิ๊ก’ ได้ชี้แจงว่า สติกเกอร์ที่ติดบนรถบรรทุก ไม่ใช่จ่ายส่วย แต่เป็นชื่อย่อของตนเอง และสีตามวันเกิด ซึ่งตามความเชื่อจะทำให้เจริญรุ่งเรือง ระบุไม่ได้สั่งให้ลูกน้องบรรทุกน้ำหนักเกิน เผย ตักดินใส่รถใช้วิธีการกะเอา เพราะไม่มีเครื่องชั่งน้ำหนัก


เรื่องนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.ได้สั่งให้จเรตำรวจดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเรียกรับผลประโยชน์ทั้งทางตรงทางอ้อมหรือไม่ หากพบให้ดำเนินการเด็ดขาดทั้งอาญา วินัย และปกครอง ให้รายงานผลภายใน 3 วัน


ล่าสุด มีรายงานว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว โดยแหล่งข่าวซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ให้ข้อมูลว่า ผลสอบ ไม่พบข้อมูลการรับส่วย และการทำผิดของตำรวจ ทั้งสน.พระโขนง และผูู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนการบรรทุกน้ำหนักเกิน เป็นเรื่องของ กทม.ที่จะต้องตรวจสอบ

-------------
เมื่อวานนี้ (13 พ.ย.) พลตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มาสอบถามในประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นส่วยสติกเกอร์ และคดีรถบรรทุกตกบ่อพักร้อยสายไฟ ถนนสุขุมวิท พื้นที่ สน.พระโขนง


โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาลดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจร ส่วนประเด็นเจ้าหน้าที่รัฐจะรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่ ได้มอบหมายให้จเรตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ดูแล โดยคาดว่าจะส่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานต่อตนเองภายในวันนี้ หลังจากที่ตนเองมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน


สำหรับผลการตรวจสอบของกรุงเทพมหานคร ที่ไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น แต่ทางตำรวจก็จะต้องตรวจสอบให้ละเอียดและลึกขึ้นโดยจะดูเส้นทางการเงินควบคู่ไปด้วย หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดกระทำความผิดก็จะต้องดำเนินการทั้งทางอาญาและวินัยแน่นอน


ทั้งนี้ ขอให้สังคมอย่าเพิ่งมองว่าสติ๊กเกอร์ดังกล่าวเป็นสติ๊กเกอร์ส่วยเสมอไป และขอให้รอผลการตรวจสอบจากทางตำรวจก่อน


ส่วนประเด็นว่ารถบรรทุกดังกล่าวบรรทุกน้ำหนักเกินจะมีเจ้าหน้าที่รู้เห็นปล่อยปละละเลยด้วยหรือไม่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลการตรวจสอบออกมา แต่ปัญหาดังกล่าวได้สั่งการไปยังตำรวจทั่วประเทศ ให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการกวดขันจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินแล้ว ส่วนที่ปรากฏข่าวว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวเคยบรรทุกน้ำหนักเกินกว่า 60 ตันมาก่อนหน้านี้ ทางตำรวจก็จะนำข้อมูลทั้งหมดไปรวบรวมอยู่ในสำนวนแน่นอน

-------------
วานนี้ (13 พ.ย.) นายสุรชัย ตงสาลี ไรเดอร์ที่ได้รับบาดเจ็บจากกรณี รถสิบล้อบรรทุกน้ำหนักทรุดลงท่อของการไฟฟ้านครหลวง หน้าปากซอยสุขุมวิท 64/1 เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เดินทางมาร้องเรียนนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังไม่ได้รับการเยียวยาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้ นายสุรชัย นำใบรับรองแพทย์มายืนยันว่า ตัวเองได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจนต้องพักรักษาตัวนานถึง 30 วัน พร้อมเปิดบาดแผลที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างบริเวณใบหน้าโหนกแก้มซ้ายร้าว ปากฉีกเย็บ 11 เข็ม // บริเวณแขนขวาข้อมือหัก นิ้วนางเนื้อเปิดออกหมด แขนซ้ายมีแผลถลอกหลายจุด และ บริเวณเข่าขวามีแผลถลอกเนื้อเปิด ซึ่งต้องเดินทางไปล้างแผลทุกวัน


นายสุรชัย เล่าว่า วันเกิดเหตุตัวเองกำลังขับรถไปส่งพัสดุแถวสยาม ใช้ช่องทางถนนสุขุมวิทขับตรงมาเรื่อยๆ ตามปกติ ก่อนได้ยินเสียงดังขึ้น จากนั้นก็รู้สึกว่ารถของตัวเองชนเข้ากับขอบท่อคอนกรีต รถจักรยานยนต์และตัวเองกระเด็นไปด้านข้าง โดยจักรยานยนต์ทับขาไว้ ขณะนั้นตัวเองมีสติรู้สึกตัวอยู่จึงรีบลุกขึ้น ซึ่งชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็ได้มาช่วยพาตัวเองไปนั่งบริเวณฟุตบาท จากนั้นประมาณ 10 นาทีรถของมูลนิธิก็มาช่วยพาตัวไปส่งโรงพยาบาล ก่อนจะเอกซเรย์เบื้องต้นพบว่าข้อมือร้าว และมีบาดแผลถลอกเนื้อเปิดหลายจุด ส่วนบริเวณใบหน้าปากฉีดจนต้องเย็บถึง 11 เข็ม ซึ่งทางแพทย์ได้นัดให้ตัวเองล้างแผลทุกวัน และนัดหมายวันที่ 17 พ.ย.นี้ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนใบหน้าในวันที่ 22 พ.ย.ต้องไปพบแพทย์อีกครั้งว่าต้องศัลยกรรมหรือไม่


ในระหว่างที่ตัวเองรักษาตัว นายสุรชัย บอกว่าต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าเดินทาง ค่ารักษา ตกวันละเกือบ 1000 บาท ในขณะที่ไม่สามารถไปทำงานหาเงินได้ในช่วงระหว่างรักษาตัว เหตุผลที่เดินทางมาร้องเรียนในเนื่องจากว่าหลังเกิดเหตุมีเพียง กทม.ที่มอบกระเช้าเยี่ยมและเงินเยียวยา 5,000 บาท ขณะที่หน่วยงานการไฟฟ้านครหลวงและทางฝั่งรถสิบล้อ ไม่เคยมาเยียวยาตัวเอง มีเพียงให้ประกันของรถสิบล้อมาสอบถามอาการแค่วันแรก แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไป เมื่อทวงถามถึงความรับผิดชอบปรากฏว่าต่างฝ่ายต่างโยนกันไปมาไม่มีข้อสรุปว่าใครคือฝั่งผิดที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ ทำให้ตัดสินใจมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับเพจสายไหมต้องรอด


ด้านนายเอกภพ มองว่าเรื่องนี้เบื้องต้นทั้งการไฟฟ้านครหลวงและรถบรรทุกสิบล้อต้องเข้ามาสอบถามเยียวยาผู้บาดเจ็บไม่ใช้ปัดความรับความผิดชอบแบบนี้ ในส่วนของการไฟฟ้านครหลวงเป็นหน่วยงานที่มีการขุดท่อวางสายไฟฟ้าก็ต้องคำนึงเรื่องความปลอดภัยหากเกิดเหตุขึ้นก็ควรที่จะมาเยียวยาเบื้องต้น มองว่าการทำบ่อแต่ละครั้งก็ควรจะมีประกันความปลอดภัยไว้ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินแบบนี้ ขณะเดียวกันรถบรรทุกสิบล้อก็ควรมีมนุษยธรรมมาสอบถามให้ความช่วยเหลือกับผู้บาดเจ็บในฐานะที่ตัวเองก็บรรทุกน้ำหนักเกิน ซึ่งถือว่ามีส่วนในการกระทำผิด


ส่วนหน่วยงาน กทม.เป็นเจ้าของพื้นที่อนุญาตให้มีการขุดท่อนี้ก็ต้องไปดูว่ามีประกันไว้หรือไม่ มองว่าก่อนที่จะทำการก่อสร้างอะไรก็ควรมีการทำประกันความปลอดภัยไว้อยู่แล้ว


นายเอกภพ บอกว่าเบื้องต้นในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจะทวงถามความคืบหน้าด้านคดีกับตำรวจก่อนว่ามีใครที่สามารถเยียวยาเบื้องต้นได้บ้างเนื่องจากทางโรงพยาบาลออกใบรับรองแพทย์ให้ผู้บาดเจ็บพัก 30 วัน ซึ่งถือว่าค่อนข้างอาการสาหัส หลังจากนั้นก็จะพาไปร้องเรียนที่กระทรวงยุติธรรม เพราะถือว่าเป็นผู้เสียหายจากคดีอาญา

-------------













คุณอาจสนใจ

Related News