สังคม

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังมวลน้ำรอบใหม่ คิกออฟประกันภัยพิบัติ เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.

2 ชั่วโมงที่แล้ว

9 views

นายกรัฐมนตรีประชุมติดตามสถานการณ์ภาพรวมที่ ปภ. เป็นวันที่ 2 ก็สั่งทุกหน่วยงานเฝ้าระวังมวลน้ำรอบใหม่


ช่วง 8 โมงเช้าที่ผ่านมา คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ ปภ. โดยมีรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงคอนเฟอเรนซ์ ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศ


นายกฯ กำชับให้ ปภ.ปรับแผนอุดช่องว่างในการทำงาน ให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็บอกว่า ด้านหนึ่งหลายพื้นที่น้ำเริ่มลด จะมีเรื่องของขยะมูลฝอยที่ค้างคาอยู่ ต้องเร่งจัดการ ไม่ให้มีปัญหาด้านสุขอนามัยและมลพิษ


ส่วนอีกด้าน หลายพื้นที่ก็ยังต้องมีการเฝ้าระวังมวลน้ำรอบใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นความพร้อมของทุกจังหวัดจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในระดับสูงสุดอยู่ตลอดเวลา


นายกฯ บอกว่า การเตรียมความพร้อมและการรองรับพื้นที่เสี่ยง "ตนได้ลงในพื้นที่หลายแห่ง ยืนยันว่าไม่มีพื้นที่ไหนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปไม่ถึง"


จากนั้นนายกฯ ได้คิกออฟโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชนที่จะมีผลวันนี้ 1 ต.ค. ก็กำชับให้ส่วนราชการท้องถิ่น ศึกษารายละเอียด ใช้ภาษาเข้าใจง่ายสื่อสารกับชาวบ้าน


ซึ่งกรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองปีต่อปี คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 ซึ่งไม่ได้ทำแค่ปีเดียว แต่จะทำปีต่อปี จึงขอให้ทุกคนสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ว่าจะได้รับความคุ้มครองจากประกันภัยพิบัติและเข้าถึงการชดเชยได้อย่างรวดเร็ว


สำหรับโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ประเภท คือ น้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย การสูญเสียชีวิต และกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร


กรณีน้ำท่วม ความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 90,000 บาท ส่วนวาตภัย ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท ขณะที่แผ่นดินไหว ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท


ส่วนกรณีเกิดภัยน้ำล้อมที่อยู่อาศัยจนไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน โดยเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 30 ล้านครัวเรือน

คุณอาจสนใจ

Related News