สังคม

ดรามาโต๊ะจีนในห้อง ICU หมอแจงไทม์ไลน์เด็ก 5 วันเสียชีวิต ยันไม่ฟ้องพ่อแม่เด็ก หากผลสอบ รพ.ไม่ผิด

10 ชั่วโมงที่แล้ว

28 views

โรงพยาบาลอ่างทอง ชี้แจงไทม์ไลน์เด็ก 5 วันก่อนเสียชีวิต ผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด พร้อมยืนยันทีมแพทย์รักษาเต็มความสามารถ

จากกรณี พ่อแม่เด็กได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับ มูลนิธิปวีณาฯ อ้างว่าโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง จัดเลี้ยงโต๊ะจีน 5 โต๊ะในห้อง ICU เด็ก ซึ่งมีเด็กที่เพิ่งคลอดประมาณ 5 คนอยู่ในห้องนั้น รวมทั้งลูกของพ่อแม่ที่มาร้องทุกข์ ที่เพิ่งผ่าคลอดได้ 5 วัน มีภาวะความดันในปอดสูง และหมอแจ้งว่าปลอดภัยแล้ว แต่ภายหลังโรงพยาบาล ได้จัดเลี้ยงโต๊ะจีนในห้อง ICU ปลอดเชื้อเด็กอ่อน ซึ่งมีพนักงานเสิร์ฟที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย จากนั้นรุ่งขึ้น ลูกของพ่อแม่คู่นี้เสียชีวิต จึงติดใจสาเหตุการเสียชีวิต

จากข้อร้องเรียนของพ่อแม่ เมื่อวานนี้ แพทย์หญิง ปาริชาติ ติระ วัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง และ นายแทพย์ ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดฯ (สสจ.) และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงกรณีดังกล่าว

แพทย์หญิง ปาริชาติ กล่าวว่า โรงพยาบาลอ่างทอง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีการเสียชีวิตของทารกที่ปรากฏเป็นข่าว พบว่าแม่เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดยจากข้อมูลการฝากครรภ์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่ของแม่สูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์อายุครรภ์

กระทั่งวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทารกคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ โดยแม่มีโรคประจำตัวได้แก่ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ร่วมกับมีภาวะน้ำเดินก่อนครบกำหนดคลอด ส่งผลให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง

ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา การช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU)

ขณะที่อาการของผู้ป่วยมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลักษณะการดำเนินของโรค ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อพิจารณาการส่งต่อผู้ป่วย ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การให้ยา การประคับประคองระบบหายใจและระบบไหลเวียน โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ในสภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของภาวะโรคและโอกาสเสียชีวิตให้กับพ่อแม่เด็กทราบ รวมถึงยังคงให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ

ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม ผู้ป่วยมีอาการคงที่ แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องรับยากระตุ้นความดันโลหิตและใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง โดยทีมแพทย์ได้ปรับการรักษากับสภาวะของผู้ป่วย

วันที่ 20 กรกฎาคม ทางโรงพยาบาลมีการจัดรับประทานอาหารภายในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด (NICU) และในวันดังกล่าวผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกายและมีปริมาณปัสสาวะลดลง อันเป็นผลจากภาวะวิกฤติของโรค ส่งผลให้ไม่สามารถคงปริมาณสารน้ำไว้ภายในหลอดเลือดได้

ทั้งนี้ระดับความดันโลหิตปรับตัวสูงขึ้น จึงได้ลดขนาดยากระตุ้นความดันโลหิตลง แต่ยังจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตอีก 4 ชนิด เนื่องจากยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ทีมแพทย์จึงได้ปรึกษากุมารแพทย์ทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งมีความเห็นให้ดำเนินการรักษาตามแผนเดิม พร้อมติดตามอาการและปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้ชิด

กระทั่งวันที่ 21 กรกฎาคม ผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างต่อเนื่อง ทีมแพทย์ได้ปรับเครื่องช่วยหายใจและให้การรักษาเพิ่มเติม ก่อนโทรศัพท์แจ้งให้พ่อแม่เดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อรับทราบอาการและร่วมตัดสินใจในการรักษา และเวลา 10.11 น. ในวันเดียวกัน ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมแพทย์ได้ช่วยฟื้นคืนชีพเป็นเวลาประมาณ 35 นาที แต่ไม่เป็นผล ก่อนประกาศการเสียชีวิตในเวลา 10.45 น.

พญ.ปาริชาติ กล่าวว่า จากการทบทวนข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด สรุปได้ว่าการเสียชีวิตของทารกเกิดจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ร่วมกับภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ทั้งนี้ ทีมแพทย์ได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ และได้สื่อสารข้อมูลอาการและแนวทางการรักษาให้กับครอบครัวผู้ป่วยรับทราบอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการรักษา

และถ้าผลตรวจออกมาว่าทางโรงพยาบาลไม่ผิด ก็ยังไม่ได้คิดถึงการใช้กฎหมายฟ้องร้องกลับ เพราะทางโรงพยาบาลเห็นว่าเป็นผู้สูญเสียลูก เพียงแต่อยากให้เข้ามาพูดคุยขอโทษกันและกัน สุดท้ายนี้ต้องขอความเห็นใจทางโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องถูกพาดพิงต่อว่าเข้ามาเป็นจำนวนมาก



อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/zieijhPWmdQ

คุณอาจสนใจ