สังคม
หญิงบุกโรงพักขอของกลางคืน ช็อก! ทองแท้ถูกสลับเป็นทองปลอม แฉถูกตำรวจข่มขู่
9 ชั่วโมงที่แล้ว
71 views
ภรรยาผู้ต้องหาคดียาเสพติด ร้องขอความเป็นธรรม บุก สน.คลองตัน หลังรับของกลางคืนจาก ป.ป.ส. แต่พบสร้อยข้อมือทองคำถูกสลับเป็นทองปลอม และทรัพย์สินหลายรายการสูญหาย ขณะเดียวกันยังแฉถูกตำรวจหลายรายมาข่มขู่ถึงที่พักให้ยุติการร้องเรียน ด้านตำรวจนครบาล 5 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว
โดยเรื่องนี้คุณมะนาว ผู้ร้องเรียน ซึ่งเป็นหญิงสาวอายุ 27 ปี อาชีพแม่ค้าออนไลน์ ระบุว่า สามีของเธอ ชื่อ บังอ้วน ถูกจับกุมในคดียาเสพติดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 พร้อมมีการยึดทรัพย์สินหลายรายการ ได้แก่ สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือ เงินสด และนาฬิกาหรู ก่อนที่ต่อมาจะมีการส่งคืนของกลางบางส่วนจาก ป.ป.ส. ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569
แต่เมื่อได้รับคืน พบว่าสร้อยข้อมือทองคำที่ระบุว่าเป็นทองน้ำหนัก 3 บาท กลับมีลักษณะเป็นทองปลอม และน้ำหนักไม่ตรงกับเอกสารการตรวจยึด ขณะที่เงินสดที่ระบุในบันทึกการจับกุมมีเพียง 10,000 บาท แต่ผู้ร้องเรียนอ้างว่าถูกยึดไปถึง 60,000 บาท
นอกจากนี้ ยังพบว่า ทรัพย์สินประเภทนาฬิกา โดยมีนาฬิกาข้อมือยี่ห้อดังสูญหายไป 1 เรือน ยี่ห้อ Tag Heuer และไม่ปรากฏในเอกสารส่งมอบของกลางไปยัง ป.ป.ส.ด้วย
ขณะเดียวกัน ผู้ร้องยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 มีกลุ่มตำรวจ สน.คลองตัน จำนวน 7–8 นาย เข้าพบที่ห้องพักในย่านคลองตัน โดยอ้างว่ามาขอให้ยุติการร้องเรียน พร้อมมีลักษณะข่มขู่ ทำให้เกิดความไม่สบายใจและกังวลด้านความปลอดภัย จึงได้บันทึกคลิปไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2569 ผู้ร้องได้เดินทางไปแจ้งความที่ สน.คลองตัน แต่ไม่ได้รับการรับแจ้งความ พร้อมถูกแนะนำว่า เรื่องของกลางให้ไปติดต่อ ป.ป.ส. เอง และก็ไม่ได้รับเอกสารบันทึกการยึดของกลางจากตำรวจด้วย
วันนี้เธอจึงตัดสินใจร้องมายัง ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ให้ช่วยติดตามทวงถามความคืบหน้าและยืนยันว่ามีหลักฐานใบไถ่ถอนโรงจำนำที่แสดงว่าสร้อยข้อมือทองคำที่เป็นของกลางนั้นเป็นของจริง ผู้ร้องระบุว่าเธอเองไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีกับบังอ้วนและทรัพย์สินของเธอเองก็ไม่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ซึ่งในส่วนคดียาเสพติดของบังอ้วน ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน และขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์
ด้านทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจและบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก อาจเกี่ยวพันเป็นขบวนการ ซึ่งจะเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถึงที่สุด พร้อมยืนยันจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์หลังการจับกุมผู้ต้องหา โดยมีการให้เปิดรหัสแอปพลิเคชันธนาคาร และมีการโอนเงินจำนวน 50,000 บาทออกจากบัญชี ก่อนมีการคืนเงินบางส่วนให้ครอบครัว และมีการเก็บเงินส่วนที่เหลือไว้ โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดี
ด้านกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 ระบุว่า กรณีดังกล่าวยังมีข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดยได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเชิญผู้ร้องเรียนเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันนี้ เพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด พร้อมยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
พันตำรวจเอก ภูมิยศ เหล็กกล้า รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบการคลี่คลายคดีนี้ ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า บ่าย 3 โมงวันนี้ (5 มิ.ย.69) จะประชุมติดตามความคืบหน้าคดีที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 และให้ผู้เสียหายนำพยานหลักฐานเข้าชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อยืนยันรายการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีข้อสงสัยเรื่อง "ทองคำ" ที่อ้างว่าเป็นคนละเส้น รวมถึงการตรวจสอบทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น เงินสด iPad และนาฬิกา ว่าตรงกับบันทึกการตรวจยึดหรือไม่
แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า รายการทรัพย์สินที่ยึดไว้ตรงกับบันทึกการจับกุม แต่ผู้เสียหายระบุว่ามีทรัพย์สินบางส่วนมากกว่าที่ปรากฏในสำนวน ซึ่งยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเกิดความคลาดเคลื่อนในขั้นตอนใด
ส่วนทองที่บันทึกในเอกสาร ระบุว่า "วัตถุคล้ายทองคำ" ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นทองแท้ และได้ถ่ายภาพ รวมถึงชั่งน้ำหนักไว้เป็นหลักฐานตั้งแต่ต้น แต่เมื่อส่งคืนให้ผู้เสียหายกลับเกิดข้อโต้แย้งว่า เป็นทองคนละเส้นและน้ำหนักไม่ตรงกัน เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าอาจเกิดจากการใช้เครื่องชั่งคนละเครื่องระหว่างตำรวจและ ป.ป.ส. ทำให้ต้องนำมาตรวจสอบซ้ำด้วยเครื่องเดิมเพื่อความชัดเจน กรณีที่ ป.ป.ส.ไม่มีภาพถ่ายประกอบการตรวจยึดนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
ตามปกติแล้วขั้นตอนการตรวจยึดทรัพย์สินผู้เสียหายจะต้องตรวจสอบเอกสาร ก่อนลงนามยินยอม จากนั้นส่งของของกลางไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. จะมีเจ้าหน้าที่ 4 ฝ่ายร่วมตรวจสอบ ได้แก่ ชุดสืบสวน / ป.ป.ส. / พนักงานสอบสวน และผู้เสียหาย
พันตำรวจเอก ภูมิยศ ยอมรับว่า คดีนี้มีความซับซ้อน เนื่องจากต้องตรวจสอบทั้งที่มาและความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน โดยเฉพาะทองคำที่ยังต้องพิสูจน์ว่าเป็นของจริงหรือของปลอมตั้งแต่ต้น หากผู้เสียหายอ้างว่ามีใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อ ก็จะต้องนำมาตรวจสอบ เพื่อประกอบในสำนวน เรื่องนี้ต้องตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกคน ทั้งตำรวจและ ป.ป.ส.
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/6RRLL6BuYLw