สังคม
เมียสุดช้ำ ผัวซึ้งในรสพระธรรม แชทหวาน-แอบคบชู้กับพระ เสนออยู่กินแบบ 3 คนผัวเมีย ล่าสุดยอมสึกแล้ว
9 ชั่วโมงที่แล้ว
183 views
เมียหลวงสุดช้ำ ร้องคบหาอยู่กินกับสามีมานาน 23 ปี เพิ่งมาจับได้สามีแอบคบชู้เป็น พระวัดดังเมืองโคราช แชทบอกรักหวานชื่นทุกคืน หลังจับได้คิดว่าจะเลิก กลับเสนออยู่กินแบบ 3 คนผัวเมีย ขณะที่พระลูกวัดคนสนิท เผยพระรูปดังกล่าวมีลักษณะเป็นคนตุ้งติ้ง แทบไม่เชื่อสายตา พอได้อ่านแชทหวานคุยกับผัวชาวบ้าน ด้านสำนักพุทธฯ นครราชสีมา และเจ้าคณะฯ ชี้ไม่ใช่พระในสังกัดของวัดบึง เป็นเพียงที่เคยมาขอศึกษาเล่าเรียนในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
คุณจ๋า ออกมาร้องขอความเป็นธรรมกับทนายพัฒน์ หรือ ทนายเมียหลวง หลังใช้ชีวิตคู่กับสามีมานานกว่า 23 ปี จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับพบว่าสามีมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ก่อนจะจับได้ว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระสงฆ์ในวัดชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา หลังจับได้ทางพระรูปดังกล่าวเสนอให้อยู่กัน 3 คนผัวเมีย เธอรับไม่ได้กับข้อเสนอดังกล่าวยอมอดทนอยู่ต่ออีก 3-4 เดือนเพราะเธออาศัยอยู่ที่บ้านสามี เธออดทนเพื่อเก็บข้อมูลและหลักฐานสำหรับดำเนินคดีทางกฎหมาย
ทีมข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ลงพื้นที่พูดคุยกับคุณจ๋า เล่าว่า เธอกับสามีเจอกันในงานเลี้ยงของบริษัท ฝ่ายชาย เข้ามาขอเบอร์ จากนั้นก็โทรมาจีบเรื่อยมา ซึ่งเธอยอมรับตั้งแต่แรกว่าเธอเคยแต่งงานและมีลูกติด 1 คน แต่ฝ่ายชายบอกว่ารับได้ สุดท้ายตัดสินใจคบหากันเป็นแฟนคบหากันเป็นแฟนได้ 5-6 ปี ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสและจัดงานแต่งขึ้นตามประเพณี แม้จะไม่มีลูกด้วยกัน แต่ก็ช่วยกันสร้างครอบครัวมาตลอด 23 ปี
กระทั่งช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา สามีเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป กลับบ้านไม่ตรงเวลา ไม่ชวนไปไหนเหมือนเดิม และเริ่มตีตัวออกห่าง
จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความสงสัย คือช่วงคืนวันปีใหม่ 1 มกราคม 2569 เวลาประมาณเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง เธอสังเกตเห็นสามีนั่งพิมพ์แชทในโทรศัพท์ และมีข้อความลักษณะบอกรักกัน เธอจึงแอบเข้าไปดูโทรศัพท์แฟนพบว่า ใช้รูปโปรไฟล์เป็นรูปผู้ชาย แต่มีข้อความบอกรักบอกคิดถึงกันทุกวัน ซึ่งตอนนั้นเธอคิดว่าอาจใช้รูปคนอื่นมาปิดบังตัวต้น
เธอเลื่อนอ่านข้อความไปเรื่อยๆ จนมั่นใจแล้วว่าคู่สนทนาของสามีของเธอต้องมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งแน่นอน และที่ต้องช็อคซ้ำเมื่อสืบค้นให้ลึกเข้าไป พบว่าคู่สนทนาของสามีเธอเป็นผู้ชายจริงๆ และอยู่ในสถานะพระสงฆ์
ในช่วงแรก เธอพยายามคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นเพียงความศรัทธา ในลักษณะอาจารย์กับลูกศิษย์ ตอนนั้นเธอตัดสินใจยังไม่ถามสามีอยากสังเกตพฤติกรรมต่อไปก่อน
และสังเกตพฤติกรรมต่อเนื่อง พบว่าทั้งสองมีการพูดคุยกันทุกวัน ตั้งแต่เช้าจนค่ำจนดึก จนส่งฝันดีกันก่อนนอนทุกวัน และใช้เวลาคุยกันนานมาก นานกว่าคุยกับเธอเสียอีก
นอกจากนี้ สามียังเข้าห้องน้ำวันละเป็นชั่วโมงๆ ทำให้เริ่มมั่นใจว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบปกติ จึงตัดสินสอบถามตรง ๆ สามีกลับยอมรับว่าเป็นการคุยกับเพื่อน และยืนยันว่าการบอกรักเป็นเรื่องปกติเป็นความรัก แบบเลื่อมใสศรัทธา แต่คุณจ๋า มั่นใจว่าลักษณะการคุยมันไม่ใช่
เหตุการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อสามีบอกว่า พระรูปดังกล่าวต้องการใช้รถของเธอ และยังมีการฝากสามีมาบอกเธอด้วยว่า อยากให้ทั้ง 3 คน อยู่ร่วมกันในลักษณะ 3 คนผัวเมีย ซึ่งทำให้เธอรับไม่ได้เลย
หลังจากนั้นเธอเริ่มเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อความแชท ภาพถ่าย จนกระทั่งช่วงวันวาเลนไทน์ พบหลักฐานสำคัญ เป็นคลิปวิดีโอที่สามีไปใช้ชีวิตร่วมกับพระรูปดังกล่าวนานถึง 4 วัน มีภาพไปทานอาหาร เดินทาง และอยู่ในห้องพักเดียวกันในลักษณะใกล้ชิด
แม้ในคลิปจะไม่มีภาพเปลือยกาย แต่มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ทำให้เธอมั่นใจว่าไม่ใช่เพียงความศรัทธาอีกต่อไป
ที่ผ่านมาเธออาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เป็นบ้านของสามี หลังตัดสินใจสู้ รวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย เธอย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวทันที โดยทีมงานทนายพัฒน์ยื่นมือเข้ามาช่วยเรื่องที่อยู่อาศัย ยืนยันว่าที่ผ่านมาพยายามอดทนและตั้งสติ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงชัดเจนที่สุด
คุณจ๋า ยังตั้งคำถามถึงพระรูปดังกล่าวว่า ในฐานะผู้ครองผ้าเหลือง ควรมีศีลธรรมและสติยับยั้งชั่งใจ ไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับครอบครัวผู้อื่นในลักษณะเช่นนี้ พร้อมย้ำว่า การกระทำที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อจิตใจและครอบครัวอย่างรุนแรง
ทีมข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์เดินไปที่วัดดังกล่าวภายในจังหวัดนครราชสีมา สอบถามข้อมูลจากพระที่สนิทสนม คุ้นเคยกับพระเก้า ทราบว่า พระเก้า ที่ถูกกล่าวหาว่ามีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับผัวชาวบ้าน ไม่ได้บวชที่วัดนี้บวชจากวัดอื่นและขอมาจำพรรษาช่วงกลางปี 2568 ซึ่งระหว่างที่จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้
พระลูกวัด บอกว่า พระเก้า ก็ทำกิจของสงฆ์ควบคู่ไปกับการเรียนปริญญาโท ดูผิวเผินก็เหมือนพระปกติทั่วไป แต่อาจจะมีลักษณะตุ้งติ้งบ้าง
หลังจากมาจำพรรษาครบ 3 เดือนพระเก้า ก็ย้ายกลับไปอยู่ที่วัดบ้านเกิดในอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อพูดคุยกันอีก กระทั่งมีกระแสข่าวในโซเชียลและทราบต่อมาว่า คือ พระเก้า ก็ได้มีการโทรศัพท์ไปสอบถาม ซึ่งพระเก้า ไม่ได้ยอมรับว่ากระทำตามที่ถูกกล่าวหา พาลูกมาถึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นการแต่งภาพหรือทำ AI หรือไม่ อยากให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมก่อน
ทีมข่าวจึงเปิดหลักฐานบางส่วนให้พระลูกวัดรูปดังกล่าวได้ดู พาลูกวัดบอกว่าเจ้าตัวจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าได้ทำอะไรลงไปหากทำผิดในขณะที่ยังครองผ้าเหลืองก็ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าอันไหนถึงขั้นปาราชิก ทางที่ดีหากรู้ว่า ทำผิดก็ให้สึกไปใช้ชีวิต รักใคร ชอบใคร ก็สึกออกไปอยู่ด้วยกันดีกว่า อย่าทำในขณะที่ยังครองผ้าเหลืองแบบนี้มันผิดมันไม่ดี
ขณะที่ทีมข่าวยังได้คุยข้อมูลทางโทรศัพท์กับพระลูกวัดอีกรูปเล่าถึงพฤติกรรมพระเก้าว่า มีลักษณะเป็นคน 2 บุคลิก บางทีก็ดี บางทีก็โมโหร้าย และเคยมีพฤติกรรมรุ่มร่ามไม่สำรวม อยู่ๆ ก็แก้ผ้าให้สามเณรเห็น จนสามเณรตกใจต้องวิ่งออกจากกุฏิแทบไม่ทัน
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดบึง พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจาการสอบถามเณร และพระลูกวัดแห่งนี้ ซึ่งไม่ขอให้สัมภาษณ์ เพียงแต่ให้ข้อมูลว่า เคยเห็นพระรูปดังกล่าวเพียงผ่านๆ อุปนิสัยพระรูปนี้เป็นคนชอบเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่ระยะหลังย้ายออกจากวัดไปไม่พบเห็นแล้ว ซึ่งเมื่อทราบข่าวก็รู้สึกตกใจ ส่วนที่มีข่าวว่าพระรูปนั้นได้ทำการสึกขาดจากการเป็นพระแล้ว ก็ไม่มีใครทราบเรื่องนี้
ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา ชี้แจงว่า ทราบชื่อพระรูปดังกล่าว คือ พระพรชัย หรือพระเก้า อายุประมาณ 30 ปี อุปสมบทที่ วัดห้วยหุงเกลือ ตำบลทัพรั้ง อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2567 ปัจจุบันเข้าสังกัดที่วัดห่องคำ ตำบลนาเจริญ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยก่อนหน้านี้พระพรชัยเคยมาศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดบึงฯ เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2568 แต่ไม่ได้สังกัดที่วัดบึง พระอารามหลวง แต่อย่างใด
เพียงมาขอเข้าศึกษาพระปริยัติธรรมเท่านั้น และไม่ทราบถึงพฤติกรรมส่วนตัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีความสัมพันธ์ตามที่ปรากฏในข่าวหรือไม่ ทั้งนี้จะได้ประสานข้อมูลกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขอรายละเอียดข้อเท็จจริง และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ขณะเดียวกัน พระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา และเจ้าอาวาสวัดบึง พระอารามหลวง ก็ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า พระภิกษุที่ปรากฏในข่าวไม่ใช่พระในสังกัดของวัดบึง แต่เป็นเพียงพระอาคันตุกะที่เคยมาขอศึกษาเล่าเรียนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และได้ออกจากวัดไปตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2568 แล้ว
ทั้งนี้ ทางวัดบึงฯ ยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับวัดแต่อย่างใด พร้อมขอให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง และรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/YH3ybdN9DFk
แท็กที่เกี่ยวข้อง เป็นชู้กับพระ ,ผัวมีชู้ ,โคราช