สังคม
ผู้การฯ นครปฐม เตรียมแจ้งหลายข้อหา "ลุงคนขับแท็กซี่" ป่วนด่านตรวจ อ้างตำรวจผลักล้ม
3 ชั่วโมงที่แล้ว
35 views
พลตำรวจตรี พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เดินทางลงพื้นที่ สภ.กำแพงแสน เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีบุคคลถ่ายทอดวิดีโอเผยแพร่ภาพในสื่อโซเชียลมีเดียและแจ้งความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ บริเวณจุดตรวจกวดขันวินัยจราจร หน้า สภ.กำแพงแสน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
โดยผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 10.00 น.ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กำแพงแสน ได้ตั้งจุดตรวจบริเวณถนนมาลัยแมน ด้านหน้า สภ.กำแพงแสน มีผู้ขับขี่รถแท็กซี่เข้ามาถึงบริเวณจุดตรวจ รอง สว.(ป.)สภ.กำแพงแสน ที่ปฏิบัติหน้าที่จราจร จึงได้ส่งสัญญาณเรียกให้รถแท็กซี่คันดังกล่าว หยุดรถ เมื่อผู้ขับขี่จอดรถและลดกระจกลง ตรวจพบว่าผู้ขับขี่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย แต่ปรากฏว่าทางผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวได้จอดรถแล้วเดินลงมา และปฏิเสธว่าตนเพิ่งปลดเข็มขัดนิรภัยออก
ซึ่งขณะนั้นมีตำรวจ สภ.กำแพงแสน ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้วย ได้แจ้งคนขับแท็กซี่ว่า หากไม่ได้คาดเข็มขัดจะได้ว่ากล่าวตักเตือน แต่คนขับแท็กซี่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจ และได้ทิ้งตัวล้มลงแล้วตะโกนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจผลักจนล้ม
จากกรณีดังกล่าวมีข้อพิจารณาใน 2 ประเด็นคือ 1.กรณีบุคคลดังกล่าวแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.กำแพงแสน ในข้อหาทำร้ายร่างกายและกระทำอนาจาร ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การและส่งตัวไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลกำแพงแสนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
2.กรณีบุคคลที่เข้ามารบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.กำแพงแสน ฝ่ายกฎหมายพิจารณาแล้วมีความเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดดังนี้
ข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเสียหายอันเป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ โดยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 174 ประกอบมาตรา 172 และ 173
ข้อหากระทำด้วยประการใดๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ อันเป็นการกระทำในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397
ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน โดยทุจริตหรือหลอกลวง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1)
โดยได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีอย่างรอบคอบ รวดเร็วและให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย
แท็กที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ ,ตั้งด่าน ,แท็กซี่