สังคม

พวกหนูก็โดนหลอกเหมือนกัน! เปิดใจกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดี เผยพิรุธ “บุ๋ม” ใช้เงิน

4 ชั่วโมงที่แล้ว

129 views

รายการโหนกระแสวันนี้ (5 พฤศจิกายน 2569) ยังคงพูดคุยถึงประเด็นการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี หลัง “บุ๋ม ปนัดดา” ออกมาชี้แจงว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับกรณีที่ดิน จ.นครนายก ขณะที่เพจออยศรีและผองเผือกตั้งข้อสังเกตเรื่องเส้นทางเงินของมูลนิธิ ซึ่งเชื่อมโยงกับการก่อสร้างใน จ.ปทุมธานี ก่อนที่ประเด็นจะขยายวงกว้าง มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินและคำสั่งอายัดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบ


ช่วงหนึ่งของรายการ “ทนายเปิ้ล” เลขานุการมูลนิธิองค์กรทำดี ถึงกับร่ำไห้ พร้อมยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินบริจาคที่กำลังถูกตรวจสอบ และไม่ทราบรายละเอียดการเบิกถอนเงินจากบัญชี เมื่อถูกถามว่าในฐานะฝ่ายกฎหมายเคยทักท้วงเรื่องการเปิดบัญชีและการใช้บัญชีที่ซับซ้อนหรือไม่ ทนายเปิ้ลตอบว่าเคยเตือนบุ๋มมาตั้งแต่ช่วงเริ่มจดทะเบียนมูลนิธิ โดยก่อนหน้านั้นองค์กรใช้บัญชีชื่อองค์กรทำดี โดยปนัดดา วงศ์ผู้ดี จึงแนะนำว่าหลังจดทะเบียนมูลนิธิแล้วควรปิดบัญชีเดิมและใช้บัญชีในชื่อมูลนิธิเท่านั้น


ทนายเปิ้ลเล่าว่า บุ๋มให้เหตุผลว่าหากใช้บัญชีมูลนิธิอย่างเดียวจะเบิกถอนเงินได้ไม่สะดวก เพราะไม่สามารถโอนผ่านแอปพลิเคชันได้ ต้องเดินทางไปเบิกที่ธนาคารเป็นครั้งคราว โดยทนายเปิ้ลยืนยันว่าเคยเตือนหลายครั้ง และมีข้อความสนทนาผ่านไลน์เป็นหลักฐาน ต่อมามีมติให้ใช้บัญชี 2 บัญชีเพื่อรับบริจาค พร้อมระบุว่าตนสอบถามเรื่องบัญชีและการส่งงบอยู่เป็นระยะ


นอกจากนี้ ทนายเปิ้ลยังเปิดเผยว่า ในขั้นตอนการขอเปิดบัญชีธนาคารของมูลนิธิ บุ๋มเป็นผู้ลงนามเพียงคนเดียว โดยไม่มีกรรมการอีก 2 คนร่วมดำเนินการ พร้อมกล่าวถึงเอกสารมติที่ประชุมซึ่งบุ๋มนำไปยื่นต่อธนาคาร เพื่อมอบอำนาจให้บุ๋มมีอำนาจเบิกจ่ายเงินของมูลนิธิเพียงผู้เดียว ไม่ต้องใช้ลายเซ็นกรรมการ 2 ใน 3 ตามรูปแบบที่ควรเป็น ทำให้สามารถถอนเงินจากบัญชีได้โดยไม่ต้องอาศัยกรรมการคนอื่น


ด้าน “แพตตี้” รองประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารับรู้มาตลอดว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินเป็นเงินส่วนตัวของบุ๋ม และไม่กล้าสอบถามรายละเอียดการเงินของมูลนิธิ เพราะได้ยินบุ๋มพูดอยู่เสมอว่าไม่มีเงินและไม่ได้ใช้เงินส่วนตัวไปกับเรื่องอื่น


แพตตี้ยังเล่าว่า เคยทราบภายหลังว่า “องุ่น” ไปซื้อที่ดินโดยไม่ได้แจ้งบุ๋ม และใช้เงินส่วนตัวของบุ๋ม ทำให้บุ๋มต้องรับงานพรีเซนเตอร์เพิ่มขึ้น เนื่องจากเคยบอกแพตตี้ว่า “เงินไม่มีแล้ว” จึงไม่ได้เอะใจ เพราะเข้าใจว่าเงินของมูลนิธิไม่ได้มีจำนวนมาก และตนเองก็โอนเงินเข้าไปช่วยเหลืออยู่เสมอ


ขณะที่จิตอาสาซึ่งร่วมงานกับองค์กรทำดีมานานกว่า 10 ปี ได้เล่าถึงการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวองค์กรเมื่อปี 2559 โดยนำสิ่งของจากศิลปินดารามาประมูลหารายได้ ได้เงินรวมกว่า 500,000 บาท ใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดงานประมาณ 120,000 บาท ก่อนจะโอนเงินที่เหลือทั้งหมดเข้าบัญชีส่วนตัวของบุ๋มตามที่ได้รับแจ้ง โดยระบุว่าก่อนจัดงานบุ๋มโอนเงินมาให้ 200,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่าย และหลังจบงานตนได้โอนเงินคืนทั้งหมด


อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วัน บุ๋มแจ้งในไลน์กลุ่มว่าเหลือเงินเพียงแสนกว่าบาท ทำให้เกิดความสงสัยว่าเงินส่วนที่เหลือหายไปไหน แต่ไม่กล้าสอบถามหรือเล่าให้ใครฟัง เพราะกลัวถูกตำหนิและคิดว่าอาจไม่มีใครเชื่อ กระทั่งทราบข่าวการตรวจสอบเรื่องเงินบริจาค จึงรู้สึกตกใจและเสียใจ พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาคนในมูลนิธิไม่เคยทราบยอดเงินบริจาคหรือจำนวนเงินคงเหลืออย่างชัดเจน เนื่องจากประธานเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการเงินเพียงคนเดียว และไม่มีใครกล้าถาม


จิตอาสารายนี้ยังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้บุ๋มมักพูดว่าใช้เงินไปกับองค์กรจำนวนมาก จนตนเองแทบไม่มีเงินใช้ พร้อมยืนยันว่าคนในมูลนิธิรับรู้เพียงเรื่องการซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างมูลนิธิที่คลอง 8 ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับโกดังที่คลอง 12 หรือภาพกองสิ่งของบริจาคที่ปรากฏเป็นข่าว เมื่อเห็นภาพจึงรู้สึกหดหู่ เพราะที่ผ่านมาได้ทุ่มเทเวลาและทำงานด้วยใจจริง


ส่วน “องุ่น” เหรัญญิกของมูลนิธิ ได้โฟนอินเข้ามาชี้แจง ยืนยันว่าไม่ได้หายไปไหน และไม่ทราบเรื่องโกดัง รวมถึงไม่เคยถอนเงินสดให้บุ๋มเป็นการส่วนตัว แม้จะลงพื้นที่ทำงานร่วมกันบ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่รับผิดชอบงานหน้างาน โดยเฉพาะช่วงเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ซึ่งมีการรวบรวมเงินบริจาคส่งให้บุ๋ม ส่วนใหญ่เป็นเงินหลักพันถึงหลักหมื่นบาท และยืนยันว่าไม่ได้เก็บเงินสดไว้เอง


องุ่นอธิบายเพิ่มเติมว่า หากเป็นการซื้อสิ่งของในส่วนที่ตนรับผิดชอบ จะมีใบเสร็จหรือเอกสารประกอบ ส่วนเอกสารที่บุ๋มกล่าวถึงว่าเป็นบิลจำนวนมากนั้น เป็นรายการสิ่งของที่จัดซื้อเพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนบริเวณชายแดน ซึ่งตนเป็นผู้ดูแลหน้างานและจัดทำรายการเฉพาะส่วนที่ตนจ่ายเงิน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่บุ๋มเป็นผู้ดำเนินการ ตนไม่ได้เข้าไปตรวจสอบ เพราะได้รับคำชี้แจงว่าเป็นเงินจากงานพรีเซนเตอร์และงานส่วนตัวของบุ๋ม


สำหรับการลงพื้นที่แต่ละครั้ง องุ่นระบุว่าบุ๋มจะโอนเงินมาให้ โดยแต่ละครั้งไม่ถึง 1 ล้านบาท พร้อมเผยว่าตนเองทำธุรกิจร้านขายของชำและไลฟ์ขายส้มแผ่น มีรายได้ประมาณเดือนละ 200,000 บาทหรือมากกว่านั้น ส่วนกรณีเงินสดบริจาคที่โกดังของมูลนิธิ จะมีตู้อะคริลิกไว้รับเงิน โดยตนจะแนะนำให้ผู้บริจาคนำเงินใส่ตู้ เนื่องจากสามีของบุ๋มเป็นผู้ดูแล จึงไม่ทราบว่ามีการนับยอดและรายงานเงินสดที่ได้รับในแต่ละวันอย่างไร


ช่วงท้ายรายการ “ทนายเพชร” ได้โฟนอินเข้ามาชี้แจงกรณีกระแสข่าวเรื่องศาลอาญาออกหมายจับบุ๋ม โดยระบุว่า หากตำรวจต้องการเชิญตัวบุ๋มไปให้ข้อมูล สามารถมารับตัวได้ที่สำนักงานทนายความของตน ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ไปที่บ้าน เพราะไม่ต้องการให้เด็กเห็นภาพดังกล่าว


ทนายเพชรยืนยันว่า ขณะนี้บุ๋มทำใจและพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยหลังจากนี้หากมีเรื่องใดที่กระทำผิดก็ให้เป็นไปตามความผิด ส่วนประเด็นใดที่เกินกว่าข้อเท็จจริงก็จะดำเนินการชี้แจงและแก้ไขต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง  โหนกระแส ,บุ๋มปนัดดา

คุณอาจสนใจ

Related News