สังคม

กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน ชี้ประเทศไทยต้องเปลี่ยน “ทุนความรู้” ให้เป็น “พลังการแข่งขัน”

11 มิ.ย. 2569

29 views

กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน ชี้ประเทศไทยต้องเปลี่ยน “ทุนความรู้” ให้เป็น “พลังการแข่งขัน” เร่งเชื่อมมหาวิทยาลัย–อุตสาหกรรม–Startup สร้างเศรษฐกิจใหม่


คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน โดยมีผู้แทนจากสภาหอการค้าไทย สมาคมสตาร์ทอัพไทย และข้อเสนอจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการพัฒนากำลังคน การยกระดับระบบอุดมศึกษา และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)


นางฐิติมา ฉายแสง ประธานกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนเสียงจากภาคธุรกิจอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการแข่งขันในรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนหรือค่าแรงอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่คุณภาพของกำลังคน ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และความเร็วในการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ


“สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลไม่ใช่เพียงการขาดแคลนแรงงาน แต่คือการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึง Startup ต้องเผชิญการแข่งขันกับบริษัทระดับโลก แต่ยังเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพได้ไม่เพียงพอ”


นางฐิติมา กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการอาศัย ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ที่เคยมีอยู่ ไปสู่การสร้าง ความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Competitive Advantage) ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่ม และผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอาหาร เทคโนโลยีสุขภาพ เทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีบริการ และเศรษฐกิจฐานข้อมูล


อีกประเด็นสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อนตรงกัน คือประเทศไทยยังมีช่องว่างใน ห่วงโซ่นวัตกรรม (Innovation Value Chain) ตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนาต้นแบบ การทดลองใช้จริง ไปจนถึงการนำผลงานออกสู่ตลาด ทำให้หลายเทคโนโลยีและผลงานวิจัยที่มีศักยภาพไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงต้องมองทั้งระบบ โดยสร้างกลไกสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ นักลงทุน และภาครัฐให้ร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม”


ด้าน ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ อว. กล่าวว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนสะท้อนตรงกันว่า ประเทศไทยยังมีช่องว่างระหว่าง “ระบบการศึกษา” กับ “โลกการทำงานจริง” ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องลงทุนฝึกอบรมบุคลากรใหม่ ขณะที่มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยยังผลิตกำลังคนไม่สอดคล้องกับทักษะที่ตลาดต้องการ


“มหาวิทยาลัยในอนาคตควรทำหน้าที่มากกว่าการผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของภาคเศรษฐกิจ เป็นแหล่งสร้างนวัตกรรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี และร่วมพัฒนากำลังคนกับภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการออกแบบหลักสูตรร่วมกัน การเรียนรู้ควบคู่การทำงาน และการวิจัยที่ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริง”


ดร.ประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า เราควรผลักดันมหาวิทยาลัยไทยสู่การเป็น มหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้ประกอบการ (Entrepreneurial University) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการร่วมกันพัฒนานวัตกรรม สร้างธุรกิจใหม่ และต่อยอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านศูนย์บ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม กลไกถ่ายทอดเทคโนโลยี และความร่วมมือกับภาคเอกชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


พร้อมกันนี้ ประเทศไทยควรเร่งสร้างระบบ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ผ่านเครื่องมือใหม่ เช่น หน่วยรับรองทักษะขนาดย่อย (Micro-Credential) ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และ กระเป๋าสะสมทักษะดิจิทัล (Skill Wallet) รวมถึงมาตรการสนับสนุนการยกระดับและปรับทักษะแรงงาน (Upskill–Reskill) เพื่อให้คนไทยสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตการทำงาน


ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อเสนอจากภาคเอกชนมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ระบบการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ภาคธุรกิจ และระบบนิเวศ Startup ของไทยทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างการจ้างงานคุณภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

คุณอาจสนใจ