เลือกตั้งและการเมือง

ส.ว.มอง 'ก้าวไกล' ยื่นแก้ ม.272 เป็นไปได้ยาก ก่อนหน้านี้ถูกเสนอแล้ว 2 ครั้งแต่ไม่เคยผ่านขั้นรับหลักการ

14 ก.ค. 2566

89 views

ส่วนความเห็นจากสมาชิกวุฒิสภาต่อการเสนอยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ของพรรคก้าวไกล ถูกมองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะก่อนหน้านี้เคยถูกเสนอเข้าสภามาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง แต่ไม่เคยผ่านขั้นรับหลักการ



นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ระบุถึงการที่พรรคก้าวไกล จะเสนอยกเลิกมาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ ส.ว. ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ว่าไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะต้องใช้เสียง ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งเคยทำมาแล้ว และเป็นไปไม่ได้ที่ ส.ว. จะปิดสวิตช์ตัวเอง ซึ่งการยกเลิกหรือแก้ไขไม่สามารถทำได้ แต่มองว่าการยื่นแก้ไขของพรรคก้าวไกล

เป็นการดิสเครดิต ส.ว. และทำให้ ส.ว.ลดความน่าเชื่อถือ เพื่อนำมาวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเท่านั้น ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจของ ส.ว.



ด้านนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ กล่าวถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลยื่นปิดสวิตช์ ส.ว. ตามมาตรา 272 ไม่คิดว่าเป็นการตอบโต้ ส.ว. ที่ไม่โหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ตามกฏหมาย แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องอาศัยเสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 84 คน ที่จะให้แก้หรือไม่ก็ต้องไปวัดกัน



นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคก้าวไกล ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว.อีกครั้งว่าการแก้ไขกฎหมายธรรมนูญมาตราดังกล่าวการประชุมที่ผ่านมาเพื่อไทยได้ยื่นการแก้ไขในมาตรานี้มาสองครั้งแล้วและไม่ผ่านการพิจารณาของสภา เพราะฉะนั้นการที่พรรคก้าวไกลได้เปิดประเด็นนี้ขึ้นมา ตนเข้าใจว่าเป็นการทลายกำแพงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่มีการโหวตนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ เพราะ ส.ว. ตั้งกำแพงเรื่องมาตรา 112 เอาไว้เพราะ ฉะนั้นพรรคก้าวไกล อยากจะหยิบยกประเด็นนี้ เพื่อที่จะให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องเฉพาะของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น



สำหรับการเสนอแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ก่อนหน้านี้เคยมีการเสนอเข้าสภาอย่างน้อย 2 ครั้ง เมื่อปี 2563 และปี 2565 แต่ไม่ผ่านขั้นรับหลักการเพราะมีเสียง ส.ว.รับหลักการไม่ถึงเงื่อนไข 1 ใน 3 หรือ 84 คนขึ้นไป โดยในปี 2563 มี ส.ว.โหวตตัดอำนาจตัวเอง 56 คน ส่วนปี 2565 มี ส.ว.โหวตตัดอำนาจตัวเอง 23 คน



โดยขั้นรับหลักการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ในวาระแรก ขั้นรับหลักการต้องมีเสียงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของรัฐสภาคือ 375 เสียง ขึ้นไป และในจำนวนนี้ต้องมีเสียง ส.ว.จำนวน 1 ใน 3 รับหลักการด้วยคือไม่น้อยกว่า 84 คน ส่วนวาระ 2 ในชั้นพิจารณานั้น การพิจารณาต้องใช้เสียงข้างมากของที่ประชุมในขณะนั้น



ส่วนวาระ 3 การให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องมีเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของรัฐสภา คือ 376 เสียงขึ้นไป ให้ความเห็นชอบ ใน 376 เสียง ต้องมี ส.ว. 1 ใน 3 คือ 84 เสียงเห็นชอบด้วย และอีกเงื่อนไข คือ ต้องมีเสียงฝ่ายค้านร้อยละ 20 เห็นชอบด้วย หากใช้ตัวเลขฝ่ายค้านขณะนี้ ที่ไม่ได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกลมี 188 เสียง เท่ากับต้องมีฝ่ายค้านเห็นชอบ 38 เสียงขึ้นไปจึงจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญได้

คุณอาจสนใจ

Related News