สังคม

ผู้ลี้ภัยคะเรนนี ขอบคุณไทยที่ช่วยเหลือ ไม่หมดหวังสันติภาพในเมียนมา

1 ก.ค. 2566

158 views

ยังคงมีผู้หนีภัยการสู้รบชาวคะเรนนีจากรัฐคะยะ ของเมียนมา อพยพมายังประเทศไทยที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกือบ 5 พันคน เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้ว ศูนย์สั่งการชายแดนไทย-เมียน จ.แม่ฮ่องสอนยังคงให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขณะที่ชาวคะเรนนี ขอบคุณคนไทยที่ให้การช่วยเหลือ และคาดหวังสันติภาพที่แท้จริงในเมียนมา



นายซอดาทู ผู้ใหญ่บ้านป่ากล้วยและชาวคะเรนนี ยังคงตื่นเต้นเมื่อเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12-13 มิถุนายนที่ผ่านมาที่เครื่องบินของกองทัพเมียนมา เข้ามาทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องหนีตายออกจากหมู่บ้านและข้ามมายังฝั่งไทย ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน



บ้านป่ากล้วยเป็นชุมชนเล็กๆในรัฐคะเรนนี ประเทศพม่า อยู่ติดกับชายแดนไทยด้านอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง โดยพื้นที่แถบนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงดาวแดง Karenni National People’s Liberation Front หรือ KNPLF และมีฐานทหารพม่าตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง(ภาพแผนที่ชายแดน )



ตั้งแต่เดือนมิถุนายน กองกำลัง KNPLE ได้จับมือกับทหารกลุ่มพันธมิตรคือพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี Karenni National Progressive Party-KNPP และกองกำลังดาวขาว KNSO รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ประชาชน PDF บุกยึดฐานทหารพม่าเพื่อขอให้ย้ายออกจากพื้นที่ ภายหลังจากที่รัฐคะเรนนี้ถูกกองทัพพม่าโจมตีอย่างต่อเนื่องจนทำให้ประชาชนในรัฐนี้กว่าครึ่งหนึ่งต้องหนีตายหลบอยู่ตามป่าเขากลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ



การจับมือกันของกลุ่มกองกำลังต่างๆทำให้สามารถผลักดันฐานทหารพม่าออกไปจากพื้นที่ชายแดนตอนใต้ของรัฐคะเรนนีออกไปเกือบหมด กองทัพพม่าตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินรบมาทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวต้องหนีภัยการสู้รบข้ามป่าเขามาอยู่ฝั่งไทย 4 จุดคือที่บ้านเสาหิน บ้านแม่อูนุ บ้านจอปร่าคีและบ้านพะแข่



จุดพักพิงชั่วคราวบ้านแม่อูนุอยู่ห่างจากหมู่บ้านแม่อูนุราว 3-4 กิโลเมตร โดยชาวบ้านแม่อูนุและชาวบ้านแถบชายแดนรัฐคะเรนนี้ต่างไปมาหาสู่กันในยามปกติเพราะเป็นเครือญาติกัน ดังนั้นเมื่อมีเพื่อนบ้านการหลบภัยหนีการสู้รบเข้ามา ชาวแม่อูนุจึงรู้สึกเห็นใจและช่วยเหลือดูแลเท่าที่ทำได้



ผู้สูงอายุรายหนึ่งเล่าว่า รู้สึกตกใจมากเมื่อเครื่องบินทหารพม่ามาทิ้งระเบิดแถวหมู่บ้าน ลูกๆหลานๆจึงได้พาเข้าไปหลบในป่าก่อนจะหนีข้ามมายังฝั่งไทย ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 10 ในชีวิตที่ต้องอพยพหนีภัยการสู้รบ ซึ่งหนีมาตั้งแต่เด็กจนตอนนี้อายุ 74 ปี



ขณะที่ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน อ.สบเมย สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน รวมทั้งองค์กรพันธมิตรต่างๆ ได้นำข้าวสารอาหารแห้งและสิ่งของที่จำเป็นจำนวน 2 คันรถเดินทางจาก อ.สบเมย และ อ.แม่สะเรียง ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่บ้านอูนุ ซึ่งการเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากต้องวิ่งลัดเลาะไหล่เขาและลำห้วยซึ่งเต็มไปด้วยโขดหิน โดยต้องใช้เวลาราว 6-7 ชั่วโมง



ชาวคะเรนนีที่อยู่ในศูนย์พักพิงต่างรู้สึกซาบซึ้งใจในน้ำใจของคนไทยที่ให้การช่วยเหลือด้านต่างๆ พวกเขายืนยันว่าเมื่อเหตุการณ์ฝั่งคะเรนนีสงบลงก็พร้อมเดินทางกลับบ้าน เพราะต่างก็รู้สึกเป็นห่วงไร่นาที่ไม่มีคนดูแล



สำหรับสถานการณ์การสู้รบในรัฐคะเรนนี ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้ว นับจาก กองกำลังร่วมของกองทัพคะเรนนี (Karenni Army) กองกำลังประชาชนคะเรนนี (KPDF) ได้ปฏิบัติการยึดฐานของพม่า ได้อย่างน้อย 3 แห่ง ส่งผลทหารเมียนมาเปิดฉากโจมตีทางอากาศ มาอย่างต่อเนื่อง นายพลบูที รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี

หรือ KNPP เปิดเผยว่า หวังว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะทำให้ประชาชนคะเรนนีมีโอกาสปกครองตัวเอง และแสดงศักยภาพต่อทหารเมียนมา เป้าหมายเพื่อยุติเผด็จการทหารพม่าและยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2008 เปิดทางสู่การกลับมาเป็นประชาธิปไตย



ขณะที่ศูนย์สั่งการชายแดนไทย-เมียนมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน รายงานสถานการณ์ล่าสุด มีผู้ลี้ภัยจากรัฐคะยา หรือคะเรนนี มายังพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว 4 แห่ง รวม 4,876 คน ทั้งที่บ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มากที่สุด 2,700 คน และที่บ้านพะแข่ อำเภอขุนยวม บ้านอนุ ตำบลแม่คง อำเอแม่สะเรียง และ บ้านจอปร่าคี โดยหน่วยงานราชการของไทย ได้ให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทำงานร่วมกับ ท้องถิ่น รวมถึง UNHCR และ MI ในการสร้างห้องน้ำ ที่พักพิงชั่วคราว การจัดระบบสาธารณสุข การจัดหาอาหาร เนื่องจากยังมีแนวโน้มที่ผู้หนีภัยการสู้รบจะต้องพักพิงอยู่ในพื้นที่ของไทยจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย

คุณอาจสนใจ