สังคม

กกต.เตรียมเรียกคลิปการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี ประกอบการพิจารณากรณี 'พิธา' ถือหุ้นสื่อ

12 มิ.ย. 2566

132 views

วันนี้บริษัท อินทัช ออกหนังสือชี้แจงตรวจสอบข้อเท็จจริงการประชุมผู้ถือหุ้น ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จะเข้าไปตรวจสอบมูลเหตุ ส่วนความเคลื่อนไหวจาก กกต.ล่าสุด ประธาน กกต.เตรียมนำข้อมูลคลิปภาพการประชุมผู้ถือหุ้น ไอทีวี ที่รายการข่าว 3 มิตินำเสนอ คณะกรรมการสืบสวนไต่สวน กรณีนายพิธา มาพิจารณาด้วย


นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เปิดเผยถึง คลิปภาพการประชุมผู้ถือหุ้น ไอทีวี ที่รายการข่าว 3 มิติ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ว่า ในเรื่องนี้ มีคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ของ กกต. รับผิดชอบอยู่แล้ว เนื่องจากได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนขึ้นมาพิจารณาคดีคุณสมบัติ ในส่วนของคดีอาญา ตามมาตรา 151 ของกฎหมายเลือกตั้ง ฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติแต่ฝ่าฝืนลงสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้น คณะกรรมการสืบสวนไต่สวน คงจะเรียกข้อมูลดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาพิจารณาในส่วนนี้ด้วย


ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. มีภารกิจเป็นประธานในพิธีเปิดหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง รุ่นที่ 6 ซึ่งผู้สื่อข่าวสังเกตว่า ทางสำนักงาน กกต. แจ้งหมายให้สื่อมวลชนทราบ เมื่อเวลา 06.40 น. ในขณะที่ภารกิจการเปิดงานของนายแสวง คือ เวลา 08.45 น. ทำให้สื่อมวลชน หลายสำนัก ที่มาเกาะติดสถานการณ์ การรับรองผลการเลือกตั้ง และ กรณีการถือหุ้น ITV ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่สามารถ สัมภาษณ์ นายแสวง ได้ เนื่องจาก ทาง กกต. แจ้งหมายด้วยเวลากระชั้นชิด และ นายแสวง ได้เดินทางไปทำภารกิจอื่นโดยทันที


ผู้สื่อข่าว พยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ กกต. เพื่อประสานขอสัมภาษณ์ นายแสวง แต่ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่ กกต. แจ้งว่า นายแสวง ติดภารกิจทั้งวัน ไม่สามารถหาช่วงเวลาว่าง มาพบสื่อมวลชนได้ จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า นายแสวง พยายามหลีกเลี่ยง การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน


ด้านบริษัท อินทัช ในฐานะผู้ถือหุ้น ไอทีวี ร้อยละ 52.92 ออกหนังสือชี้แจงกรณีที่เป็นข่าวของไอทีวีต่อกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ได้ให้ทางคณะกรรมการและฝ่ายจัดการของไอทีวี ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้นและหากมีประเด็นใดๆ ที่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทางไอทีวีจะดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีความโปร่งใสเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หนังสือลงนามโดยนายคิมห์ สิริทวีชัย ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์


นายไพบูลย์ ดำรงวารี ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวการเผยแพร่บันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น บริษัท ไอทีวี ไม่ตรงกับคลิปที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์นั้น


ทาง ก.ล.ต.ที่มีหน้าที่กำกับดูแลการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนกำลังเข้าไปตรวจสอบมูลใน เรื่องดังกล่าว ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนนั้น มีกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ควบคุมดูแลอยู่แล้ว


ขณะที่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งข้อสังเกต รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี ไม่ตรงกับคลิปที่บันทึกการประชุมว่า กรรมการผู้อำนวยการบริษัทอินทัช ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทไอทีวี จึงมีหนังสือสั่งให้คณะกรรมการบริษัทไอทีวีดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เรื่องนี้ประหลาดตรงที่กรรมการผู้อำนวยการบริษัทอินทัช ประธานคณะกรรมการบริษัทไอทีวี และคนเซ็นรายงานการประชุม เป็นคนเดียวกันหมด ก็คือตัวเองสั่งตัวเองให้ตรวจสอบในเรื่องที่ตัวเองทำ


ดร.ปริญญาตั้งข้อสงสัยว่าทำไมจึงไม่ชี้แจงเลยว่า รายงานการประชุมจึงคลาดเคลื่อนไปจากที่ประชุมกัน แต่กลับมาสั่งให้ตนเองตรวจสอบเรื่องที่ตนเองทำ นอกจากทำให้ผลตรวจสอบจะไม่น่าเชื่อถือแล้ว ยิ่งดูมีเงื่อนงำ และทำให้คนยิ่งสงสัย


นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น ยื่นคำร้องต่อกกต.เพื่อขอให้สอบข้อเท็จจริงกรณีคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ที่ยื่นร้องเรียนหุ้นสื่อไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ตามเรื่องธรรมนูญมาตรา 98 (3) โดยเห็นว่านายเรืองไกร ได้เสนอหลักฐานอ้างว่านายพิธา เป็นผู้ถือหุ้นสื่อไอทีวีเป็นการส่วนตัวไม่ใช่ถือในฐานะผู้จัดการมรดก ขณะที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ระบุชัดเจนว่าอำนาจของผู้จัดการมรดก มีหน้าที่ระบุหนี้สินและทรัพย์สินและแจกจ่ายให้กับทายาทตามกฎหมาย นั่นหมายความว่าการเป็นผู้จัดการมรดกนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทโดยตรง


ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบทบาทหน้าที่และความหมายของการถือหุ้นในฐานะผู้จัดการมรดก ในฐานะส่วนตัวมองว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


ขณะที่ล่าสุดยังมีการเปิดเผยคลิปวีดีโอการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นที่ระบุชัดเจนว่า บริษัทไอทีวีไม่ได้ดำเนินกิจการสื่อมวลชน ซึ่งอาจจะขัดต่อเอกสารที่นายเรืองไกร นำมาร้องต่อ กกต.


แต่กรณีที่นายเรืองไกร พยายามที่จะยื่นหลักฐานต่อกกต.เรียกร้องให้กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติขั้นต้น ตนพบข้อมูลว่านายพิธา ถือหุ้นในฐานะผู้จัดการมรดกเท่านั้นไม่ได้ถือในนามส่วนตัว จึงมองว่าการกระทำของนายเรืองไกร อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 143 ที่ระบุว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครฝ่าฝืน และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย บุคคลดังกล่าวอาจมีความผิด ต้องโทษจำคุกในที่สุด จึงอยากให้ กกต.ตรวจสอบคำร้องของนายเรืองไกร ว่าเข้าข่ายกระทำการผิดกฎหมายหรือไม่


ส่วนตัว ทนายอั๋น ยินดีที่จะเดินทางมาให้ข้อมูลกับ กกต. ในเรื่องดังกล่าว และเรียกร้องขอให้ กกต.ปฏิบัติกับคำร้องของตนเช่นเดียวกับคำร้องของนักร้องท่านอื่น


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นผู้ร้องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบกรณีการถือหุ้นไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ถูกพาดพิง หลังจากมีการเปิดเผยคลิปการประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งเนื้อหาไม่ตรงกับบันทึกรายงานการประชุมที่ออกมาก่อนหน้านี้


นายเรืองไกร กล่าวว่า ตนร้องไปแค่ 2 ประเด็น คือ ขอให้ กกต.ตรวจสอบว่านายพิธา ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯถือหุ้นไอทีวีหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) ที่ห้ามผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นสื่อ และ ขอให้ กกต.เรียกข้อมูลเพิ่มเติมมาตรวจสอบว่าไอทีวียังดำเนินกิจการสื่ออยู่หรือไม่ เพื่อประกอบการตรวจสอบว่านายพิธา มีลักษณะต้องห้ามในการสมัคร ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยย้ำว่าในคำร้องของตน ไม่ได้ใช้รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น

คุณอาจสนใจ

Related News