เลือกตั้งและการเมือง

‘ทนายชา’ ยื่นฟ้องศาลปกครองปม ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’ - ‘วิโรจน์’ เปิดคำวินิจฉัยปี 49 เปรียบเทียบ เข่าข่าย ‘ไม่ลับ’

7 ชั่วโมงที่แล้ว

101 views

ศาลปกครองออกหมายเลขรับคดี หลัง"ทนายชา" ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอระงับการรับรองผลเลือกตั้ง ปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง


เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.69)  นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย หรือ ทนายชา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “Updateล่าสุด ศาลปกครองกลางออกหมายเลขคดีดำที่ 304/2569 จากกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและ QR code ที่ทำให้สามารถสืบย้อนกลับไปหาต้นขั้ว จนสามารถติดตามได้ว่าบัตรใบไหนลงคะแนนโดยใคร  จนทำให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาสูญเสียความเป็นความลับในการลงคะแนนไป

ผมได้ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกลาง ผ่านทาง e-fling ขอให้

1. จัดเลือกตั้งใหม่ โดยพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้ไม่สามารถtrackกลับได้ และเผาทำลายบัตรเลือกตั้งเดิมที่ได้ลงคะแนนไว้แล้วเสียทั้งหมด

2. ขอให้พิพากษาตามข้อ 1. เป็นการเร่งด่วนตามข้อ ๔๙/๒ ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง เนื่องจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปนั้นเป็นเรื่องที่กระทบประโยชน์สาธารณะเป็นอย่างสูง เป็นกลไกกำหนดทิศทางของประเทศ ในส่วนของการเผาทำลายบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการลงคะแนนมาแล้ว หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปอาจมีการสืบย้อนกลับว่าผู้ลงคะแนนแต่ละคนลงคะแนนให้ผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดได้

3. ขอให้ระงับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

4. ขอให้ศาลมีคำสั่งตามข้อ 3. โดยเร่งด่วนตามข้อ ๗๖/๑ ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง เพราะผู้ถูกฟ้องคดีอาจประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเมื่อใดก็ได้ ซึ่งเมื่อรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ย่อมเกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยา”
-----------------------

“วิโรจน์” เปิดคำวินิจฉัย “มานิต” ตลก.เสียงข้างน้อย ปมหันคูหาออก เมื่อปี 2549 


วานนี้ 13 ก.พ.2569 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร โพสต์ข้อความว่า [ เปิดคำวินิจฉัย คุณมานิต วิทยาเต็ม ตลก.เสียงข้างน้อย กรณีหันคูหาออก เมื่อปี 2549 ]

ตอนปี 2549 เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่เป็นการวินิจฉัย ว่าการที่มีหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหันคูหาออก นั้นถือว่าไม่ได้เป็นการเลือกตั้งโดยทางลับ จนเป็นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตอนนั้นแค่บางหน่วยเลือกตั้งเท่านั้นนะครับที่เป็นปัญหา การเลือกตั้งยังเป็นโมฆะเลย

ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ คำวินิจฉัยของคุณมานิต วิทยาเต็ม ตุลาการเสียงข้างน้อย ที่ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า การหันคูหาออก ยังไม่ถือว่า "ไม่ลับ" แต่หากมีการใส่เลขรหัสเฉพาะตัวของผู้ลงคะแนนในบัตรเลือกตั้ง ที่ตรวจสอบได้ว่าบัตรไหนเป็นของผู้ใชิสิทธิคนใด ถ้าเป็นแบบนี้ ย่อมถือว่า "ไม่ลับ"

เมื่อเทียบเคียงกับกรณีที่มีการใส่ Barcode ลงในบัตร ที่ตรวจสอบได้ว่า ผู้ลงคะแนนคือใคร เลือกอะไร แค่นี้ ก็ถือว่า "ไม่ลับ" แล้วครับ ไม่ต้องมาพล่ามพรรณนาต่อว่า การจัดเก็บเป็นอย่างไร

ถ้าคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ถ่ายต้นขั้วเอาไว้ ก็จะทำให้รู้รหัสเลขที่ผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง พอเวลานับคะแนน ก็ถ่ายคลิปเก็บเอสไว้ พอสแกนบาร์โค้ด ก็จะรู้ว่าใครเลือกอะไร ตามได้ถึงบ้าน

เพราะ ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ มีเจตจำนงที่ชัดเจนในการคุ้มครองปกป้องสิทธิของประชาชน เพื่อให้การเลือกตั้งของประชาชนที่มีเวลาเพียง 5 วินาที เป็นไปด้วยเสรี ไม่ต้องกังวลว่าถูกอำนาจใดคกคาม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของระบบประชาธิปไตย

ในความมุ่งหมายยังได้ย้ำอีกว่า คำว่า "ลับ" หมายถึงจะต้องไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หรือตรวจสอบได้ว่าผู้ลงคะแนน เลือกอะไร ซึ่งคำว่า "ผู้ใด" ย่อมต้องหมายถึง กกต. ด้วย

เพราะบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็หายเข้าไปอยู่ในโกดัง มันต้องมีกระบวนการจัดเก็บ ขนย้าย และต่อให้มันอยู่ในโกดัง ก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า ตลอดทุกวินาทีในโกดัง จะไม่มีใครมายุ่งกับบัตรเลือกตั้ง ดังนั้นระบบที่ "ลับ" ย่อมหมายถึง ต่อให้บัตรจะถูกเคลื่อนย้าย หรือถูกจัดเก็บในระบบใด ต่อให้มันปรากฏออกมาที่ใด ก็จะไม่มีใครล่วงรู้ หรือตรวจสอบได้ว่าบัตรเลือกตั้งนี้เป็นของใคร

ข้ออ้างของ กกต. ที่ระบุว่า จำเป็นต้องใส่บาร์โค้ด เพื่อควบคุมบัตรเขย่ง ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะการเลือกตั้งในปี 2569 ก็พบปัญหา จำนวนบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูที่แตกต่างกัน อย่างมโหฬาร ซึ้งจนถึงตอนนี้ กกต. ก็ยังหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลไม่ได้ และต่อให้กกตมีระเบียบ ในการทำสัญลักษณ์ ก็จะต้องเป็นการทำสัญลักษณ์เพื่อแยกแยะระหว่างบัตรของแท้ และบัตรของเทียม เท่านั้น แต่สัญลักษณ์จะต้องไม่สามารถสอบกลับไปยังผลการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิได้

กกต. ครับ ผิดก็รับว่าผิด ทำก็รับว่าทำ อย่าชักแม่น้ำทั้งห้าแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เลยครับ การบอกว่า บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ตรวจสอบ ได้ว่าใครเลือกอะไร ก็ไม่เป็นไรเพราะ กกต. ไม่ตรวจ ไม่แตกต่างกับกรณีที่ไปเจอกล้องซ่อนอยู่ในห้องน้ำ แล้วเจ้าของห้องบอกว่าถ่ายเก็บไว้เฉยๆ ไม่เอาไปดูหรอก เลยนะครับ

กกต. ควรรับผิด ยอมรับโทษทางอาญา และชดใช้ค่าช้จ่ายในการเลือกตั้งครับ


https://youtu.be/82JagdAqe4k


แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ