เลือกตั้งและการเมือง

“หมอวรงค์” เสนอเลิกบำนาญ สส.-สว. ชี้สิทธิประโยชน์ทะลุฟ้า ปชช.ต้องเลี้ยงดูตลอดชีวิต

5 ชั่วโมงที่แล้ว

24 views

เมื่อวานนี้ ( 2 เม.ย. 69) นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายรายงานเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าหากฟังผิวเผินแล้วประชาชนอาจไม่เข้าใจ แต่ถ้าเรียกกองทุนนี้ว่ากองทุนสวัสดิการของอดีต สส.และ สว.เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ ซึ่งกองทุนนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สมาชิกรัฐสภามีส่วนได้เสียกับส่วนนี้ในอนาคต วันที่ไม่มีตำแหน่ง

ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่ากองทุนนี้ยังไงก็เป็นกองทุนที่ติดลบและถือเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ เพราะสภาเสนอเองและพิจารณากฎหมายเอง และผู้ที่ใกล้ชิดก็เป็นผู้ออกระเบียบเอง ผมพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นกองทุนที่เอาภาษีของประชาชนมาดูแลมากที่สุดในทุก ๆกองทุนที่สภาเคยพิจารณา

หมอวรงค์ อธิบายเพิ่มเติมว่าหลายคนออกมาชี้แจงว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบโดยให้ สส. และ สว.จ่าย เดือนละ 3,500 บาท แต่เมื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการ 5 สิทธิ

-สิทธิแรกเงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ)

-สิทธิที่ 2 ค่ารักษาพยาบาล / ตรวจร่างกาย ได้ไม่เกิน 130,000 บาท/ปี

-สิทธิที่ 3 เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร /เบิกได้ 2 คนคั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงปริญญาตรี

-สิทธิที่ 4 กรณีทุพพลภาพ นอกจากได้บำนาญข้อ1 แล้ว ยังได้on top เงินเพิ่มอีก 15,000 ต่อเดือน

-สิทธิที่ 5 กรณีถึงแก่กรรม ครอบครัวได้เงินก้อนคืน 200,000บาท

นี่คือ 5 สิทธิประโยชน์ จ่ายรายเดือนที่ 3,500 บาท หมอวรงค์บอกว่าถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ทะลุฟ้า ทะลุเพดาน ที่ไม่มีกองทุนไหนให้สวัสดิการมากเช่นนี้ ตนมองว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไปหรือไม่ อะไรที่ลดได้ก็ลด อะไรตัดได้ก็ควรตัด ไม่อย่างนั้นกองทุนนี้ก็จะถังแตก เพราะเมื่อดูรายงานค่าใช้จ่ายแล้ว พบว่าปี 2566 ก็ติดลบที่ 19 ล้านบาท ปี 2567 ติดลบที่ 23 ล้านบาท

หมอวรงค์ ระบุ กองทุนนี้ออกครั้งแรกเมื่อปี 2556 สมัยอดีตนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 2558 สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และเปลี่ยนสิทธิบำนาญเมื่อปี 2567 สมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน-ปัจจุบัน

รัฐบาลอดีตนายกยิ่งลักษณ์ หากเป็น สส. ตั้งแต่ 1 เดือน ไม่เกิน 1 ปีและเกิดการยุบสภา จะได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิตที่ 21,300 บาท มองว่าตรงนี้เอาเปรียบประชาชนเกินไป ได้รับการเลี้ยงดูตลอดชีวิต ยิ่งสมัยนี้ สส.อายุยังน้อย 20 กว่า 30 กว่าหากเกิดการยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูตลอดชีวิต เผลอๆบางคนรัฐต้องเลี้ยงดูมากกว่า 40 ปี

และปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเชื่อไหมว่า เราเป็น สส.1 ปี ถ้ามีการยุบสภา ได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิต ผมว่าเราเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป

และหากเป็น สส.ไม่ถึง 1 ปีจะได้รับบำนาญที่ 4 เท่าระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง

หมอวรงค์ ยังได้กางแผนงบประมาณกองทุนฯ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันว่า ตั้งแต่ปี 2558 ใช้งบประมาณลดลง เพราะมีคสช.เข้ามาและลดสิทธิประโยชน์ และปี 2567 มีการแก้ไขระเบียบเพราะมีการใช้เงินมากขึ้น ทำให้ปี 2568 งบประมาณไม่พอใช้จึงจำเป็นต้องตั้งงบกลางมาเลี้ยงดูสมาชิกกว่า 500 ล้านบาท

หมอวรงค์ ระบุว่า การเก็บเงินสมาชิกที่เดือนละ 3,500 บาท สส.500 คน สว.200 คน 1 เดือนได้ 29 ล้านบาท หากเทียบที่กองทุนประกันสังคม หรือกบข.สัดส่วนการนำเงินรัฐมาอุดหนุนนั้นต่างกันมากกว่า 13-15 เท่า

ตัวเลขของอดีตสมาชิกที่มีสิทธิ์ 3,832 คน มีสมาชิกที่ยื่นบำนาญ 1,291 คน งบส่วนนี้ตีไปกว่า 500 ล้านบาท หากอดีตสมาชิกทั้ง 3,832 คนยื่นขอรับเงินบำนาญหมดทุกคน กองทุนนี้จะต้องจ่ายกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

"กองทุนนี้จะเป็นกองทุนที่แบกรับภาระคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในประเทศ ผมว่าประชาชนเพื่อนข้าราชการ รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงอยากให้พวกเราในฐานะผู้มีส่วนได้เสียลองช่วยกันเสียสละ ยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมพอรับได้ แต่บำนาญที่เป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดูผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้ เสนอให้ยกเลิกบำนาญ

"หมอวรงค์" ซัดข้ออ้าง "สส.จน-ป่วย-พิการ" ต้องรับเงินบำนาญหลังหมดสมัย ฟังไม่ขึ้น! ลั่นใครดูแลตัวเองไม่ได้ไม่สมควรอาสาเข้ามาบริหารประเทศ ตอกประชาชนไม่ได้ขอให้มาเป็น ตอนเป็นแย่งกันมา แต่หมดวาระต้องให้ประชาชนดูแล ยันเดินหน้ากดดันสภาเลิกสิทธิประโยชน์บำนาญนักการเมือง หวังสร้างศรัทธาใหม่ท่ามกลางวิกฤตข้าวยากหมากแพง

ทีมข่าวสอบถามเพิ่มเติมไปที่ คุณหมอวรงค์ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนรับไม่ได้อยู่แล้ว คุณจะเข้ามาดูแลประชาชนในนามของ สส. หรือ สว. วันหนึ่งที่หมดอำนาจหรือหมดตำแหน่ง ประชาชนต้องมาเลี้ยงดูตลอดชีวิต จะอ้างเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เชื่อว่าฟังไม่ขึ้น แม้แต่ท่านที่ไม่เห็นด้วยกับตน ก็พยายามไปยกตัวอย่างคนอื่นที่เป็นคนจน แต่ไม่รู้ว่าจะมีคนจนจริงๆ หรือไม่ ที่เข้ามาทำหน้าที่ในรัฐสภา

เมื่อถามว่า สส. และ สว. ส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากตัดท่อน้ำเลี้ยงตัวเองอยู่แล้ว จะทำอย่างไร นพ.วรงค์ กล่าวว่า ต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาล และต้องรอโอกาสที่เหมาะสม หากรัฐบาลต้องการจะปราบทุจริตคอรัปชัน อย่าลืมว่าการมีบำนาญ สส. และ สว. มันคือการเอื้อประโยชน์อย่างหนึ่ง ดังนั้น ถ้ารัฐบาล โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คิดว่าจะแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชัน ก็ต้องแก้ปัญหาส่วนนี้

เมื่อถามว่ามีเหตุผลที่บางคนในที่ประชุมยกตัวอย่างมา เช่น สส. บางคนเป็นสมัยเดียว แล้วต้องลาออกจากงานประจำ เพราะฉะนั้น ต้องมีกองทุนไว้สำหรับรองรับ หรือบางคนที่เจ็บป่วย เป็นคนพิการ คุณหมอวรงค์ มองว่า ต้องแยกเรื่องเจ็บป่วย เรื่องพิการออก เพราะเราไม่แตะเรื่องพวกนี้ เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย ทุพพลภาพ เราไม่แตะ สังเกตดู เราพูดเฉพาะบำนาญ คนที่จะมาดูแลประชาชน ดูแลประเทศชาติต้องมีความพร้อมส่วนตัวระดับหนึ่ง

"ไม่ใช่ว่าคุณจะมาดูแลประชาชน ดูแลประเทศชาติ อาสาเข้ามา แล้วแย่งกันด้วยนะ ไม่ใช่ประชาชนไปเชิญให้มาช่วยดูแลนะ ถ้าคุณแย่งกันเข้ามา แล้ววันหนึ่งแล้วคุณไม่มีตำแหน่ง คุณดูแลตัวเองไม่ได้ ไม่สมควรที่จะเป็น สส. และ สว. จริงๆ ข้ออ้างนี้มันฟังไม่ขึ้นครับ"

ส่วนจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อ ตนคิดว่าสภาจะมีจังหวะ เราก็รอจังหวะโอกาส เมื่อมีระเบียบวาระที่เกี่ยวข้อง เราสามารถขยายความคิด ขยายข้อมูลให้กับประชาชนได้รับทราบได้ แม้แต่ล่าสุด ตนก็เชื่อว่าประชาชนตื่นตัวมากขึ้น คลิปต่างๆ ที่ถูกเผยแพร่ไป ดูประชาชนให้ความสนใจมากขึ้น ดังนั้น ถ้ามีโอกาสในสภา เราก็จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อ

ส่วนเมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้างที่ขับเคลื่อนเรื่องอาหารแล้วสัมฤทธิ์ผล คุณหมอวรงค์ บอกว่า ในความเห็นตน ตนอยากให้การเมืองดีขึ้น การเมืองจะดีขึ้นได้ สส. และ สว. ต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าเรารู้จักเสียสละ ตนเชื่อว่าถ้าพวกเรารู้จักเสียสละ ประชาชนก็จะศรัทธา เจตนาของตน ตนต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ และสอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน



อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/YupNYrLAB7U

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ