เลือกตั้งและการเมือง

“เท้ง-มาร์ค” แถลงอัด “โสภณ” ใช้อำนาจประธานสภาโดยมิชอบ ซ้ำเจอความพยายามสกัดตรวจสอบรัฐบาล

2 ชั่วโมงที่แล้ว

29 views

“เท้ง-มาร์ค” นำทีมฝ่ายค้านแถลงอัด “โสภณ” ใช้อำนาจประธานสภาโดยมิชอบ จ่อหารือก่อนยื่นหน่วยงานตรวจสอบ ซ้ำเจอความพยายามสกัดการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ใช้เพกาซัสเจาะมือถือ 2 ผู้นำ-ใช้เสียงข้างมาก กกต.ยืมคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กันคนเอี่ยวคดีโกง สว.ในชั้นฎีกา

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ เท้ง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ มาร์ค สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงข่าวเรื่องการสกัดกั้นและคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน เนื่องจากไม่กี่วันที่ผ่านมามีหลายๆ เหตุการณ์ที่บังเอิญเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ที่ทำให้เราตั้งข้อสงสัยได้ว่า ฝั่งรัฐบาล หรือผู้ที่มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินกำลังใช้ทุกกลไกที่เขาสามารถควบคุมได้ในการสกัด แทรกแซง และก็คุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านผ่านกลไกในฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร

1. กรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เห็นชอบแนวทางในการดำเนินงานของกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยสรุปก็คือจากนี้กรรมาธิการจะทำอะไร ต้องผ่านเป็นมติเสมอ พูดให้ชัดๆ การที่ออกแนวทางแบบนี้ก็เป็นการสกัดการทำหน้าที่ของกลไกสภาในกรรมาธิการในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะมีกลไกสำคัญในเวทีกรรมาธิการในการตรวจสอบรัฐบาล บรรดาโครงการต่างๆ ที่ไม่เป็นข่าว หรือมีข้อสงสัยว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน หรือแม้แต่การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ

“แต่ถ้าจะมีแนวปฏิบัติออกมาเป็นแบบนี้ว่าทุกอย่างที่ทำหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการต้องใช้มติ ซึ่งรัฐบาลถือเสียงข้างมาก ถ้าจะเอากันแบบนี้จริงๆ ผมเชื่อว่าจริงๆ แล้ว เท่ากับว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องมี สส. ฝ่ายค้านในการทำหน้าที่สภาเลยใช่หรือไม่ แล้วต่อไปกรรมาธิการก็จะกลายเป็นเพียงแค่ตรายาง ในการประทับรับรองสิ่งที่รัฐบาลทำผิดให้กลายเป็นถูก เวลามีข่าวอะไรต่อสาธารณะ มีโครงการทุจริตคอร์รัปชัน รัฐบาลก็แค่เอาเรื่องเข้ากรรมาธิการใช้เสียงข้างมากลากไป แล้วรับรองว่าโครงการทุกอย่างโปร่งใส เราจะยอมให้กระบวนการในสภาเป็นแบบนี้กันต่อจริงๆ หรือ” นายณัฐพงษ์กล่าว

2. ความพยายามในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีโกง สว. จากกรณีข่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. และก็ศาลฎีกา ซึ่งนี่เป็นความพยายามในการใช้กลไกในองค์กรอิสระ เช่น กกต.ที่เราก็รู้ว่า กกต. เสียงข้างมากมาจากการเลือกของ สว.ชุดใด เพื่อไปยืมคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า แม้ในกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาอาจจะพบพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมที่ชี้ว่าอาจมีบุคคลอื่นใดอยู่ในกระบวนการการโกง สว.นี้แต่บุคคลเหล่านั้นบังเอิญไม่ได้อยู่ในคำร้อง 11 รายชื่อที่ กกต. ยื่นต่อศาลฎีกา เท่ากับว่าเราจะไม่สามารถเอาผิดบุคคลเหล่านั้นได้เลย นี่คือสิ่งที่เราทำให้เห็นชัดเลยว่าเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินกำลังจะใช้กลไกในองค์กรอิสระที่พวกเขาอาจจะมีอำนาจในการควบคุมได้ เป็นการพยายามไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมซึ่งอยู่ในศาลยุติธรรม

และ 3. ความพยายามในการคุกคามการทำหน้าที่ของ สส. ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะตน และนายอภิสิทธิ์ ที่ได้รับข้อความแจ้งเตือน จาก Apple ว่า โทรศัพท์ของเรา มีความเสี่ยงที่อาจจะถูกโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักถูกใช้ได้จากหน่วยงานที่เป็นรัฐบาลในระดับประเทศอย่างเดียวเท่านั้น เลยทำให้อดสงสัยไม่ได้จริงๆ จากความพยายามหลายพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นบังเอิญเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ว่าขณะนี้ ตนหรือนายอภิสิทธิ์กำลังจะถูกโจมตี ถูกคุกคามโดยรัฐบาลไทยหรือไม่

“นี่เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ ที่พวกเราจะยอมไม่ได้ในการใช้อำนาจของรัฐบาล ซึ่งจริงๆ ในฝ่ายนิติบัญญัติอาจจะผ่านประธานสภา ในการพยายามรวบอำนาจของกรรมาธิการ ในฝ่ายบริหาร” ผู้นำฝ่ายค้านกล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเองเคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ มาแล้วหลายสมัยในประเทศไทย ผ่านเหตุการณ์มาแล้วหลายอย่าง และทราบว่าทุกยุคทุกสมัยมีข้อจำกัดปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ตรวจสอบ และรัฐบาลในหลายยุคไม่นิยมให้มีใครมาตรวจสอบ แม้กระบวนการตรวจสอบจะเป็นองค์ประกอบของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งนอกจากเรื่องของหนังสือเวียน ขณะนี้มีความพยายามในการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาโดยสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นความพยายามใช้มติเสียงข้างมากพิจารณา ซึ่งอาจสามารถไปถึงการพยายามยุบ กมธ. การเสนอเลือกประธาน กมธ. โดยมติเสียงข้างมาก จากเดิมที่ใช้เป็นตกลงตามสัดส่วนของ สส.ได้ ดังนั้นดูเหมือนกับเป็นความพยายามต่อเนื่องที่ทำให้กลไกทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทำงานตรวจสอบยากขึ้นหรือทำงานไม่ได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ระบบรัฐสภาทั่วโลก เป็นที่ทราบกันดีว่าเสียงข้างมากคือรัฐบาล เพราะหากไม่มีเสียงข้างมากคงเป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศต่อเนื่องไม่ได้ แต่ระบบรัฐสภาทั่วโลกตามมาตรฐานสากล จะมีความระวังเรื่องการยึดเสียงข้างมากหรือข้อบังคับ แต่จะสร้างประเพณีวัฒนธรรมทางการเมืองเพื่อยอมรับการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้น การออกหนังสือเวียนที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นการเรียกประชุมประธานกมธ. 35 คณะ แต่ได้ให้ฝ่ายกฎหมายสรุปแนวทาง ขอแนะนำว่าให้ประธานสภาฯ เรียกประชุมอีกครั้งเพื่อทบทวนแนวคิดว่ามีประเด็นใดที่พอตกผลึก และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร เช่น การบรรจุวาระควรใช้วิธีการหารือและแจ้งในที่ประชุม โดยไม่จำเป็นต้องใช้มติเพื่อให้เป็นธรรมทุกฝ่าย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขอให้นายโสภณได้ส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทยด้วยว่าจะแก้ไขข้อบังคับอะไร ควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีและหน้าที่ฝ่ายนิตติบัญญัติ การแทรกแซงด้วยกระบวนการต่างๆ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกฟ้องร้องทั้งที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ถือเป็นเรื่องแปลกและผิดธรรมชาติ ที่บริษัทเอกชนใช้สิทธิทางกฎหมาย และทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายการเมือง และขอให้นำคำแนะนำของประธานศาลฎีกามาพิจารณาต่อประเด็นฟ้องปิดปาก มาพิจารณาเพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นธรรม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่มีการแจ้งเตือนในหลายประเทศนั้น ระบุค่อนข้างชัดว่าสิ่งที่เขาเตือนในขณะนี้คือ การพยายามที่จะมุ่งเป้ามาสู่บุคคลด้วยเหตุผลในเรื่องของหน้าที่ การงานอาชีพ และสปายแวร์ที่เขายกตัวอย่างก็เป็นสปายแวร์ที่ขายเฉพาะภาครัฐ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากในการใช้ ทั้งนี้หากตนจำไม่ผิดเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว มีคนไทยประมาณ 30-40 คน ที่เจอปัญหานี้มาแล้วและปัจจุบันก็ยังต่อสู้ในชั้นของศาลปกครองอยู่ แม้ว่าศาลแพ่งอาจจะยกคดีนั้นไปแล้วก็ตาม

“สิ่งที่ผมอยากย้ำคือผมใช้ไอโฟนมานาน ผมก็ไม่เคยเจอข้อความแบบนี้ และแทบไม่เคยเจอใครที่รู้จักแล้วเจอข้อความแบบนี้ ดังนั้น ความพยายามที่จะมาอธิบายเสมือนว่าเกิดขึ้นทั่วไปในหลายประเทศ ฉะนั้นจึงอยากให้รัฐมนตรีเข้าใจสถานการณ์จริง เพราะคำแจ้งเตือนมีความชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้ว สิ่งที่เราเรียกร้องมากกว่าคืออยากให้รัฐบาลยืนยันว่าหน่วยงานของรัฐฝ่ายความมั่นคงหรือหน่วยงานใดก็ตามไม่ได้มีการกระทำเช่นนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามถึงกรณี หนังสือเรียนเรื่องอำนาจกรรมาธิการ 35 คณะ ถือว่าผิดมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่จะยื่นต่อ ป.ป.ช.หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากการติดตามการแถลงข่าวของตัวแทนสภาที่พยายามอ้างถึงระเบียบห้องประชุมที่ผ่านมาระยะหนึ่ง ซึ่งถ้าจะอ้างว่ามีระเบียบแบบนั้นออกมาใช้นานแล้ว เท่ากับแนวปฏิบัติที่ผ่านมาของสภาหลายๆ ชุดไม่ถูกต้องตามระเบียบ ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับใช่หรือไม่ ดังนั้นเรามองว่าเรื่องแนวปฏิบัติที่ออกมาล่าสุดนี้ เป็นความพยายามในการสกัดกั้นในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านมากกว่า และมองว่า การใช้อำนาจของประธานแบบนี้อาจเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบเนี่ย ดังนั้นจึงอยู่ระหว่างการหารือร่วมกันของฝ่ายค้านว่าจะไปยื่นเรื่องต่อหน่วยงานใด

เมื่อถามว่านายนิกร จำนงค์ สส.พรรคภูมิใจไทย แถลงว่าควรเป็นเอกภาพไม่ควรแบ่งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลในชั้นกรรมาธิการ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การทำงานในเวทีกรรมาธิการ ต่างจากสภาใหญ่ บางส่วนมีวาระฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลอาจจะทำงานร่วมกันได้ นั่นเป็นเรื่องปกติที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่คำว่าทำงานร่วมกันได้นั้นหลักการสำคัญที่ไม่ว่าอย่างไรก็ละเมิดไม่ได้คือ เรื่องกลไกกรรมาธิการที่ฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ดังนั้น ถ้าจะมีเหตุผล มีข้ออ้างว่าควรจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วกลายเป็นว่ากลไกฝ่ายค้านไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้เลยนั้น มองว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล

เมื่อถามถึงกรณีที่ 2 ผู้นำฝ่ายค้านได้รับคำเตือน ทาง รมว.DE ระบุว่ามีการตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้ถูกเพกาซัสแต่เป็นมัลแวร์ อีกทั้งจะมีการประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดังนั้น พร้อมจะให้ข้อมูลหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนเองก็กังวลใจ เนื่องจากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ได้รับการแจ้งเตือนว่าอาจถูกโจมตีโดยสปายแวร์ขั้นสูง อาจจะมาจากการกระทำของรัฐบาลประเทศไทยหรือไม่ อาจจะไม่ค่อยสบายใจที่จะส่งเครื่องไปให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบ อาจจะกลายเป็นว่า ยิ่งเข้าถึงข้อมูลเราได้มากขึ้นหรือไม่ แต่จริงๆ จะมีองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศในการตรวจสอบร่องรอยการถูกเจาะข้อมูลในเครื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้เราก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งจนก็นำเครื่องเข้าไปตรวจสอบในส่วนนี้เช่นกัน

เมื่อถามต่อว่ามีการออกมาระบุว่าเรื่องนี้มีการแจ้งเตือนกว่า 159 ประเทศทั่วโลก นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เรื่องนี้มีเฉพาะบางคนที่โดนความพยายามในการเจาะเครื่อง ถึงจะได้ข้อความแจ้งเตือน

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สส.ฝ่ายค้านต้องระมัดระวัง เพราะเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ยืนยันว่าไม่ได้หวั่นไหวอะไร เพียงแค่ขอย้ำว่าอย่าให้เป็นเรื่องของการกระทำของรัฐ เพราะนี่เป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของรัฐบาล อยากได้รูปแมวมาขอดีๆ ก็ได้ ไม่ต้องเจาะสปายแวร์เข้ามา


คุณอาจสนใจ

Related News