เลือกตั้งและการเมือง
“โสภณ” เดือด! สวนฝ่ายค้านใช้วาทกรรมดิสเครดิต กล่าวหาขี้ข้ารัฐบาล ลั่นคราวนี้ไม่แน่อาจเจอกันในศาล
3 ชั่วโมงที่แล้ว
30 views
“โสภณ” เดือด! สวนฝ่ายค้านใช้วาทกรรมดิสเครดิต กล่าวหาขี้ข้ารัฐบาล ทำให้สภาตกต่ำ ยื้อศึกซักฟอก ลั่นผิดก็ร้องตามช่องทางกฎหมาย อย่าด่าเอาสะใจ เติมฟืนเติมไฟ สร้างสังคมแห่งความเกลียดชัง เตือนล้ำเส้นมาหลายครั้ง คราวนี้ไม่แน่อาจได้เจอกันในศาล
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ประธานสภามุ่งช่วยเหลือรัฐบาล จากการออกคำสั่ง เรื่องอำนาจของกรรมาธิการ ว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานสภา ได้เห็นการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านในแง่ลบมาโดยตลอด เข้าใจว่าเป็นบทบาทของฝ่ายค้าน แต่ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นแทบไม่มีข้อเท็จจริง เป็นเพียงการใช้วาทกรรมต่างๆ เพื่อดิสเครดิตการทำงานของตนเอง ทั้งในสภาและการบริหารงานของสภา เป็นการทำการเมืองด้วยวาทกรรมเพื่อความสะใจ
นายโสภณ ยังกล่าวถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ตนเองชี้แจงหลายครั้งแล้วว่า ฝ่ายค้านเป็นฝ่ายที่เจรจาไม่ลงตัว ก่อนจะขึ้นมาพบตนเอง ทั้งที่วันนั้นตนเองมีภารกิจสำคัญต้องไปดำเนินการ แต่เห็นความสำคัญของฝ่ายค้าน เมื่อฝ่ายค้านต้องการเจรจา ซึ่งวันนั้นมากันครบทุกคน และขอร้องให้เป็นตัวกลางเจรจากับรัฐบาล โดยเสนอว่าการอภิปราย 4 วัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสัปดาห์ถัดไป จะเป็นวันใดก็ได้ในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม จึงบอกว่าหากฝ่ายค้านถอยตามเงื่อนไขดังกล่าว ตนจะช่วยไปเจรจาให้
จากนั้นฝ่ายค้านขอให้ตนเองทำหนังสือประสานไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็ดำเนินการตามข้อตกลงที่พูดคุยกันไว้ โดยกำหนดเวลาอภิปรายตั้งแต่ 09.00 น. ถึงเที่ยงคืน รวม 4 วัน และวันสุดท้ายให้อภิปรายก่อนเที่ยงคืน ก่อนลงมติในวันถัดไป
“สิ่งที่ผมบอกว่าผิดหวังและรู้สึกตลกคือ วันนั้นฝ่ายค้านขอบคุณและชื่นชมผมที่ใช้บารมีประธานสภาเข้ามาช่วยประสาน เพื่อให้สภามีศักดิ์ศรี แต่หากผมเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลจริง ก็สามารถบรรจุวาระในวันที่รัฐบาลพร้อมได้ทันที ฝ่ายค้านจะอภิปรายหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้วก็หมายความว่าพร้อมทันที เนื่องจากปัญหาสำคัญคือการถอนญัตติและปรับเปลี่ยนวันเวลาเป็นเรื่องยาก ฝ่ายค้านจึงเสนอให้ไปอภิปรายช่วงต้นเดือนธันวาคม
แต่วันนี้กลับมาพูดว่าผมยื้อเวลาและรับใช้ฝ่ายบริหาร เพียงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องตลกแล้ว ผมเสียใจที่การตกลงกันในระดับผู้ใหญ่กลับถูกนำไปพูดอีกแบบ ซึ่งไม่ถูกต้องและทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ยาก จึงอยากให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เพราะผมหวังดีต่อสภาและต้องการรักษาภาพลักษณ์ของสภาในสายตาประชาชน
สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผมในวันนี้ ยิ่งทำให้ผิดหวัง เพราะมีการใช้ถ้อยคำว่าผมเป็นขี้ข้ารัฐบาล ทำให้สภาตกต่ำ จำเป็นต้องเล่นการเมืองกันด้วยถ้อยคำเช่นนี้เลยหรือ ใช้วาจาเพื่อความสะใจอย่างเดียวหรือไม่” นายโสภณกล่าว
นายโสภณกล่าวต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นมีที่มาจากการร้องเรียนว่าการทำงานของกรรมาธิการซ้ำซ้อน ทำให้ข้าราชการต้องทำงานหนัก เนื่องจากมีกรรมาธิการทั้งหมด 35 คณะ และยังมีการตั้งอนุกรรมาธิการอีกจำนวนมาก เห็นปัญหานี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรี และต้องการให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญยังมีผู้ร้องเรียนว่าประธานกรรมาธิการใช้อำนาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงต้องเรียกประชุมหารือ
โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งการจะนำเรื่องใดมาพิจารณาต้องสอบถามในที่ประชุมก่อนว่า สัปดาห์ถัดไปจะเชิญใครหรือจะนำเรื่องใดเข้าสู่การพิจารณา เมื่อมีการถกเถียงกันไปมา ตนจึงสรุปว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ก็ขอให้ฝ่ายกฎหมายของสภาไปตรวจสอบแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ
จากนั้นฝ่ายปฏิบัติได้จัดทำร่างระเบียบเสนอให้ตนเองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และก็เห็นชอบตามที่เลขาธิการสภาเสนอมา
นายโสภณกล่าวว่า วันนี้กลับมีการกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปิดปากและปิดกั้นการตรวจสอบ ทั้งที่หากต้องการปิดปากฝ่ายค้านจริง ฝ่ายค้านก็ไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการทุกคณะ และในสภาฝ่ายค้านจะเอาอะไรมาชนะ หากต้องใช้มติเป็นตัวตัดสิน จึงย้ำว่าประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่มติเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การหารือด้วย
วันนี้มีข่าวที่ตนเองรับไม่ได้ เพราะเคยบอกแล้วว่าหากทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการ หากทำผิดกฎหมายก็ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. หากทำผิดจริยธรรมก็ร้องตามกระบวนการจริยธรรม เช่นเดียวกับ สส. คนใดทำผิดก็ต้องเข้าสู่ช่องทางดังกล่าว เพราะเราปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ใช้ระเบียบและกฎหมายเป็นกรอบบังคับการปฏิบัติงานของทุกฝ่าย เรื่องนี้น่าเสียดายที่มีการพูดเอาดี พูดเอาหล่อเกินเหตุ จนทำให้สภาเสียหาย
ส่วนกรณีที่มีการเปรียบเทียบว่าการทำงานของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายโสภณกล่าวว่า ตนเองก็อยากให้สภาอยู่ในสายตาประชาชน แต่ต้องถามกลับว่าเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้น ใครเป็นผู้สร้างเหตุให้เกิดความวุ่นวาย เพราะไม่เคารพกติกาหรือไม่ และเป็นฝ่ายใดที่ไม่เคารพกติกา
หากกล่าวหาว่าไม่เคารพกติกา ก็มีช่องทางดำเนินการกับตนเองได้เลย ขณะเดียวกันในฐานะประธานสภา เมื่อมีผู้ไม่เคารพกติกา ตนเองก็ต้องออกกติกา ส่วนใครจะฝ่าฝืนก็มีช่องทางดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน เรื่องนี้ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
นายโสภณกล่าวว่า อยากให้แยกระหว่างวาทกรรมที่ใช้หาแสงกับการกระทำที่เป็นข้อเท็จจริง โดยสื่อมวลชนถือเป็นเครื่องมือสำคัญว่าจะเลือกนำเสนอข้อเท็จจริง หรือเลือกนำเสนอความสะใจจากความไม่ชอบส่วนตัว
นายโสภณ ย้ำว่า หากตนเองทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการ แต่อย่ามาด่าหรือกล่าวหากันด้วยถ้อยคำเช่นนี้ หากมีการกล่าวหาในลักษณะดังกล่าว ตนเองก็มีช่องทางดำเนินการเช่นกัน ใครทำผิดจริยธรรมก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจริยธรรม หากเป็นความผิดจริยธรรมไม่ร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการในสภา แต่หากเป็นความผิดร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช. เท่านั้น
“วันนี้ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตและต้องผลักดันบ้านเมืองให้เดินหน้า แต่กลับมีความพยายามเติมฟืนเติมไฟ สร้างสังคมแห่งความเกลียดชัง แทนที่จะสร้างสังคมแห่งความสงบสุข บางครั้งนำคำพูดที่ไม่เป็นความจริงไปเผยแพร่ ตัดประเด็นเพียงบางส่วน แล้วนำไปกล่าวหาผู้อื่น ซึ่งในชีวิตผมไม่เคยทำ และเป็นคนตรงไปตรงมา
ผมผิดหวังกับการทำงานของฝ่ายค้านที่ใช้วาทกรรม ใส่ร้ายป้ายสี และกล่าวหาโดยไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าผมเป็นขี้ข้ารัฐบาล อยากถามว่าเป็นขี้ข้าตรงไหน ถือเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป” นายโสภณกล่าว
เมื่อถามว่าจะสร้างความเข้าใจให้ประชาชนที่อาจเข้าใจผิดจากการรับฟังข้อมูลของฝ่ายค้านอย่างไร นายโสภณกล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่สื่อมวลชน ซึ่งแต่ละสื่อก็เลือกข้างกันแล้ว และอยู่ที่การพิสูจน์ โดยยกตัวอย่างว่า ฝ่ายค้านเป็นฝ่ายมาขอให้ตนไปต่อรอง และเมื่อตนช่วยต่อรองให้ กลับกล่าวหาว่ารับใช้รัฐบาล ยื้อการอภิปราย และใช้วิชามาร ทั้งที่ตนไม่เคยคิดจะใช้วิชามารเพื่อขัดขวางการอภิปรายเลย
ฝ่ายค้านตกลงกันไม่ได้ แต่ตนอุตส่าห์นำข้อตกลงจากการเจรจาไปหารือกับฝ่ายบริหารแล้ว ส่วนสื่อจะนำเสนออย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการเลือกข้าง ชอบฝ่ายไหนก็เชียร์ฝ่ายนั้น แต่ตนเองไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ เพราะสิ่งที่สนใจคือประชาชน
นายโสภณกล่าวว่า ผิดหวังมานานแล้ว และถูกด้อยค่าจากคำพูดของฝ่ายค้านมาโดยตลอด โดยมีคำพูดของฝ่ายค้านคนหนึ่งที่ตนเองเก็บเป็นความลับ หลังถูกกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรงต่อหน้าต่อตา หากนำมาพูดก็จะเกิดความเสียหายอย่างมาก จึงอยากเตือนว่าอย่าดูถูกคนอื่น อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ถูกต้อง และดีอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่คนอื่นเป็นคนไม่ดีทั้งหมด
การจะเป็นคนดีหรือไม่ดี ไม่ได้ตัดสินกันด้วยคำพูด แต่ต้องดูที่การกระทำ ตนเองพร้อมให้พิสูจน์การทำงานว่ารักบ้านเมือง รักประชาชน และรักประเทศชาติอย่างไร ตนทำงานมาจนถึงวันนี้โดยไม่มีคดีความ ผ่านการทำงานในกระทรวงใหญ่ๆ มาแล้วก็ไม่มีคดีความ
ส่วนสื่อจะนำเสนออย่างไรไม่ได้ใส่ใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่คนรักก็ว่าดี คนไม่ชอบก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากมีการกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ตนเองก็จะดำเนินการตามช่องทางกฎหมาย ยืนยันว่าไม่ใช่นักค้าความหรือคนที่ชอบขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ครั้งนี้ไม่แน่
เมื่อถามว่าจะฝากอะไรถึงรัฐบาลและฝ่ายค้าน เนื่องจากประเทศกำลังมีปัญหามากมาย นายโสภณกล่าวว่า ไม่ฝากอะไร ต่างคนต่างทำหน้าที่ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตามที่กฎหมายเขียนไว้ ก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและกฎหมาย ใครปฏิบัตินอกเหนือจากหน้าที่ที่กำหนดไว้ก็ถือว่าผิด และมีช่องทางดำเนินการตามกฎหมาย
แต่ไม่ใช่นำเวทีสภามาสร้างความเกลียดชังให้กับเยาวชน หรือบิดเบือนจนทำให้เมื่อพูดถึงการเมืองมีแต่คำหยาบคาย เหยียดหยาม และเสียดสี ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ และถ้อยคำเหล่านี้ไม่สามารถสร้างน้ำหนักให้ประชาชนเชื่อถือได้
เมื่อถามถึง กรณีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าอาจมีการยื่นร้องเรียน นายโสภณกล่าวว่า หากตนเองทำผิดรัฐธรรมนูญก็ร้องเรียนมาได้เลย หากทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ ไม่ใช่พูดเอาหล่อ พร้อมย้ำว่าถึงเวลาเอาจริงกันเสียที เพราะฝ่ายค้านล้ำเส้นมาหลายครั้งแล้ว แม้แต่ในสภาก็เคยพูดว่าอย่ามาบังคับตนเอง หากเห็นว่าทำผิดก็สามารถดำเนินการได้เลย
นายโสภณ ยังกล่าวว่าการทำหน้าที่ประธานสภา ตนเองเคยชี้แจงในสภาไปแล้วถึงข้อกล่าวหาว่าไม่เป็นกลาง โดยยืนยันว่าไม่สามารถเอนเอียงไปทางฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา หรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ เพราะหากพูดหรือทำสิ่งใดให้ถูกใจฝ่ายหนึ่ง ก็ย่อมทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจเช่นกัน
แท็กที่เกี่ยวข้อง โสภณ ซารัมย์ ,ฝ่ายค้าน