เลือกตั้งและการเมือง

“สิริพงศ์” ยัน เงินบริจาคพรรคถูกกฎหมาย โต้ “ศิริโชค” ปมรัฐมนตรีลูกเทพ “กิ้งก่าได้ทอง” ย้อนถาม “คางคกอยากได้ทองบ้างไหม”

2 ชั่วโมงที่แล้ว

13 views

นายศิริโชค โสภา อดีต สส พรรคประชาธิปัตย์ โฟสต์ หลัง ถูกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ออกมาวิจารณ์ การเปิดโปงเส้นเงิน น.ส สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส. พรรคภูมิใจไทย ถึงปมเงินบริจาคเข้าพรรค ว่า เห็นรัฐมนตรีบางคนออกมารุมเหน็บแนมผมแล้ว ทำให้นึกถึงคำโบราณคำหนึ่งขึ้นมาทันที “กิ้งก่าได้ทอง” บางคนเกิดมาก็มีพ่อเป็นนักการเมืองใหญ่ เส้นทางสู่อำนาจจึงไม่ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนคนอื่น ยังไม่ทันได้พิสูจน์ฝีมือ ก็มีเก้าอี้รอให้นั่งแล้ว จึงไม่แปลกที่คนจะเรียกว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ”


ผมไม่ได้มีปัญหากับลูกนักการเมือง แต่มีปัญหากับคนที่คิดว่าบารมีของพ่อคือความสามารถของตัวเอง บางคนได้เป็นรัฐมนตรีเพราะนามสกุล ส่วนบางคนก็ถูกกล่าวหาว่าได้เป็นรัฐมนตรีเพราะวิ่งเต้นคดีและนำเงินไปให้ผู้ใหญ่ในองค์กรอิสระเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมือง


แต่ไม่ว่าจะได้เก้าอี้มาด้วยวิธีไหน สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้คือ เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่สมบัติส่วนตัว และอำนาจที่มีอยู่ก็ไม่ได้ทำให้ใครสูงส่งกว่าประชาชน


ส่วนผม วันนี้ถูกเรียกว่า “ทหารเกษียณอายุ” ฟังแล้วก็ยิ้มครับ ผมไม่เคยลืมกำพืดของตัวเอง ครอบครัวไม่มีใครเป็นนักการเมือง ไม่มีพ่อเป็นรัฐมนตรี ไม่มีนามสกุลที่ใช้เปิดประตูสู่อำนาจ ทุกอย่างที่เคยได้มา ต้องเดินเข้าไปด้วยขาของตัวเอง


ผมเคยเป็น ส.ส. เคยทำงานกับนายกรัฐมนตรีสองคน เคยมีอำนาจ เคยมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง จึงรู้ดีว่าเสียงสรรเสริญที่ดังที่สุดในวันที่มีตำแหน่ง อาจเงียบที่สุดในวันที่หมดอำนาจ


อำนาจเป็นเพียงหัวโขน ไม่ใช่เครื่องยืนยันชาติตระกูลหรือคุณค่าของคน คนที่รู้กำพืดตัวเองย่อมไม่หลงระเริงกับยศถาบรรดาศักดิ์ แต่คนที่ไม่เคยสร้างอะไรด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง พอได้สวมหัวโขนก็สำคัญผิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าผู้อื่น


มีรัฐมนตรีบางคนเปรียบเปรยว่าผมกำลัง “ฝ่านรกมาเกิด” ด้วยการ “ฆ่าคนอื่น” เพื่อกลับมาแจ้งเกิดทางการเมือง ผมอยากตอบสั้น ๆ ว่า “ผมไม่จำเป็นต้องฝ่านรกมาเกิด เพราะผมไม่เคยตายทางการเมือง แต่ถ้าการเปิดโปงความจริงคือการพาคนลงนรก นรกนั้นก็คงมีไว้สำหรับพวกสีเทาที่กลัวแสงสว่าง”


แปลกดีครับ พอถูกตรวจสอบก็ออกอาการดิ้นพล่าน ราวกับผีถูกเสกข้าวสารใส่ ทั้งที่ผมเพียงเปิดเผยข้อเท็จจริง ไม่ได้ทำพิธีไล่ผีที่ไหน


ถ้าบริสุทธิ์ใจ จะร้อนรนไปทำไม? หรือที่กลัวกันนักหนา คือกลัวความจริงที่กำลังจะปรากฏ? ผมไม่ได้มีหน้าที่รักษาเก้าอี้ให้ใคร และไม่จำเป็นต้องเงียบเพื่อรักษาความสบายใจของคนมีอำนาจ ใครเห็นว่าผมพูดผิด ก็เอาหลักฐานมาโต้ ใครเห็นว่าผมกล่าวหาเกินจริง ก็ชี้ให้เห็นว่าตรงไหน


เมื่อไม่มีปัญญาตอบข้อเท็จจริง ก็หันมาเยาะเย้ยคนตั้งคำถาม แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งประจานตัวเองว่า เก้าอี้รัฐมนตรีอาจใหญ่โตเกินกว่าวุฒิภาวะของคนที่นั่งอยู่


ผมไม่เคยดูถูกคนอายุน้อยที่ได้เป็นรัฐมนตรี บ้านเมืองต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีสติปัญญาและความสามารถ แต่ ความเป็นคนรุ่นใหม่ไม่ได้วัดกันที่อายุ และความสามารถก็ไม่ใช่มรดกตกทอดจากบิดา บารมีของพ่ออาจพาลูกขึ้นสู่ตำแหน่งได้ แต่ไม่อาจเสกสรรปัญญา วุฒิภาวะ หรือความสามารถให้ลูกได้


คนเราจะมีชาติตระกูลสูงส่งเพียงใดไม่สำคัญเท่ากับรู้จักกำพืดของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่บ่งบอกคุณค่าของคนไม่ใช่นามสกุลที่ได้รับมา แต่คือสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง


ส่วนอนาคตทางการเมืองของผมจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของอนาคต ผมไม่จำเป็นต้องประกาศว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ เพื่อให้ใครสบายใจ


วันนี้ผมทำสิ่งที่คิดว่าควรทำ เห็นเรื่องผิดปกติก็ตรวจสอบ พบหลักฐานก็นำมาเปิดเผย เพราะผมทนเห็นสภาพบ้านเมืองที่เป็นอยู่ไม่ได้


ผมอาจเป็น “ทหารเกษียณอายุ” ในสายตาพวกท่าน แต่ผมไม่ได้เกษียณจากการใช้สมอง และไม่เคยเกษียณจากความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง สุดท้ายทุกคนต้องลงจากเก้าอี้ ไม่ช้าก็เร็ว


วันนั้นจะไม่มีใครสนใจว่าพ่อของคุณเป็นใคร เคยมีคนเดินตามกี่คน หรือเคยนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่แค่ไหน เขาจะจำได้เพียงว่าคุณทำอะไรไว้ เพราะทองที่แขวนคอ อาจทำให้กิ้งก่าดูสง่าในสายตาตัวเอง แต่ต่อให้แขวนทองทั้งตัว กิ้งก่าก็ยังเป็นกิ้งก่าอยู่ดี

ขณะที่เมื่อเวลา 08.44 น. นายสิริพงศ์ อัครสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่โพสต์ข้อความเดือดบนโซเชียลมีเดียของตนเองว่า “บางคนเคยโดดเด่น แต่เหมือนจะตายไปแล้ว วันนี้มาแจ้งเกิด โดยต้องฆ่าคนอื่น ไม่มีความดีที่ทำให้เกิดได้เหรอครับ? อย่างนี้เหมือนชื่อหนัง ฝ่านรกมาเกิด พูดเรื่องคนอื่นนะครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง” นั้น หมายถึงใคร นายสิริพงศ์กล่าวว่า “บ่นฟ้าบนฝน บ่นอะไรไปเรื่อย”


ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่เชื่อมโยงเงินบริจาคของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส. ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า “ก็แล้วแต่คนโยง แต่คิดว่ากล่าวโยงได้หลายคน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคนจะคิด ส่วนตัวคิดว่าพฤติกรรมเพื่อให้ตัวเองประเภทที่ทำลายคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดัง ให้ตัวเองได้เกิด เป็นพฤติกรรมที่หากพูดเบาๆ หน่อยก็ไม่เหมาะสม แต่ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็น่ารังเกียจ”


เมื่อถามถึงเงินบริจาคของสุชาดาว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ตามปกติแล้วมีการบริจาคในลักษณะนี้อยู่แล้วใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า “คนที่เข้าใจก็จะเข้าใจ เพราะพรรคการเมืองบางพรรคมีข้อตกลงกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สส. หรือรัฐมนตรี ก็จะมีการบริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง เพื่อใช้เป็นเงินที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เช่น โครงการครัวภูมิใจไทยที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงน้ำท่วม แต่บางคนหรือบางพรรคอาจไม่มีกติกานี้ หรือบางพรรคก็มีกติกา แต่ก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้อยู่วงที่มีส่วนร่วม”


เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า สามารถยืนยันได้ใช่หรือไม่ว่าเงินที่บริจาคนั้นเป็นเงินบริสุทธิ์ ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีการเชื่อมโยงว่าอาจถึงขั้นยุบพรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ยืนยันว่า “เงินทุกคนที่บริจาคเข้าพรรคเป็นเงินบริสุทธิ์ ถูกต้องตามกฎหมาย และใครกล่าวหาใครว่าเป็นเงินบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ก็ต้องไปพิสูจน์กัน แต่การมาทำตัวเป็นศาลเตี้ย เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ มีการตัดสินและชี้นำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ”


เมื่อถามถึงกรณีที่นายศิริโชค โสภา อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เห็นรัฐมนตรีบางคนออกมาเหน็บแนมเขา ทำให้นึกถึงคำโบราณขึ้นมาว่าเหมือนกิ้งก่าได้ทอง” นายสิริพงศ์กล่าวว่า “รัฐมนตรีลูกเทพทุกคนชนะเลือกตั้งมา และได้รับการแต่งตั้งให้มาอยู่ในคณะรัฐมนตรี ถ้าแบบนี้เรียกว่ากิ้งก่าได้ทอง ต้องถามกลับว่า แล้วคางคกล่ะ อยากได้ทองบ้างไหม ตอนนี้ทองกำลังแพงเลย”

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ