เลือกตั้งและการเมือง

“สนธิ-คปท.” บุกยื่นหนังสือ กกต. จี้ทบทวนมติฮั้ว สว. ขู่ขยายผลฟ้องละเว้นหน้าที่

2 ชั่วโมงที่แล้ว

12 views

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำหรับบรรยากาศบริเวณหน้าอาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีมวลชนกลุ่มสนับสนุนทยอยเดินทางมารวมตัวกันบริเวณด้านหน้าอาคารอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำรถขยายเสียง 6 ล้อ เข้ามาปักหลักพร้อมเปิดฉากปราศรัยโจมตีการทำงานของ กกต.


นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พร้อมด้วยแกนนำ ได้แก่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และอดีตโฆษกพันธมิตรฯ, นายนิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา) แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย, นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.), นายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำ คปท. และเครือข่ายภาคประชาชน นำมวลชนเดินทางมาสมทบในพื้นที่ เพื่อเตรียมเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ กกต.


สำหรับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ทุ่งสองห้อง ทั้งในและนอกเครื่องแบบ วางกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรรอบบริเวณอาคารอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ แกนนำ คปท. ได้ขึ้นรถขยายเสียงปราศรัยโจมตี กกต. ก่อนเข้ายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อตัวแทน กกต. ในเวลา 11.00 น. โดยภายหลังการยื่นหนังสือ นายสนธิ มีกำหนดการขึ้นปราศรัยใหญ่ปิดท้ายเพื่อสรุปทิศทางการเคลื่อนไหว ก่อนจะประกาศสลายตัวแยกย้ายกลับในเวลาต่อมา


สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน ในนาม "รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา" เป็นการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต เที่ยงธรรม และหยุดการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีการพิจารณาและลงมติในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567


โดยเนื้อหาในหนังสือระบุว่า กระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา มีข้อพิรุธและพยานหลักฐานสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมายอย่างเปิดเผยและเด่นชัด ทั้งการจัดทำโพยรายชื่อล่วงหน้า, พฤติกรรมการแต่งกายและพักอาศัยในโรงแรมเดียวกัน, เส้นทางการเงิน ตลอดจนการจัดตั้งผู้สมัครในลักษณะตัวแทน (นอมินี) เพื่อบล็อกโหวต และการแทรกแซงจากพรรคการเมือง ซึ่งเข้าข่ายการกระทำเป็นขบวนการ แต่ กกต. เสียงข้างมาก กลับใช้ดุลพินิจบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มีพฤติการณ์ส่อเจตนาช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา โดยการตัดตอนพยานหลักฐานและยื่นฟ้องเพียง 77 ราย ทั้งที่คณะสืบสวนและไต่สวนชุดแรก (คณะที่ 26) ได้รวบรวมหลักฐานและตั้งข้อกล่าวหาผู้มีพฤติการณ์ทุจริตไว้ถึง 229 ราย


นอกจากนี้ กลุ่มรวมพลังแผ่นดินยังชี้ว่า กกต. ละเลยแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งวางบรรทัดฐานการรับฟังพยานหลักฐานเชิงโครงสร้าง นิติวิทยาศาสตร์ และประวัติการใช้โทรศัพท์ไว้อย่างชัดเจน การที่ กกต. มองข้ามการเชื่อมโยงของขบวนการดังกล่าว และยังไม่มีการดำเนินคดีกับพยาน 3 ปากที่กลับคำให้อย่างมีข้อสงสัย จึงเข้าข่ายเป็นตัวการสำคัญหรือผู้สนับสนุนให้เกิดการทุจริตเลือกตั้ง


ทางกลุ่มฯ จึงเรียกร้องให้ กกต. เร่งทบทวนมติเดิมใหม่ทั้งหมด โดยนำแนวบรรทัดฐานศาลฎีกามาพิจารณาประกอบ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ให้เสร็จสิ้น ทั้งนี้ หาก กกต. ยังคงเพิกเฉยและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เครือข่ายภาคประชาชนจะยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายกับ กกต. ต่อไป


ด้านนายสนธิ เปิดเผยว่า วันนี้ตนมายื่นหนังสือเพื่อแสดงเจตนารมย์ว่าทางกลุ่มตน ไม่เห็นด้วยกับการมีมติในคดีฮั้ว สว. ของกกต. เรามองว่ายังมีความขัดแย้งกันในมติของกกต. 5 คน กลับ กกต. เสียงข้างน้อยอีก 2 คน ทั้งหลักฐานและวิธีการนำเสนอของ กกต.เสียงข้างน้อย เพราะมีน้ำหนักกว่าอีก 5 เสียง และที่เห็นว่าการทำหน้าที่มีพิรุธเพราะประธานกกต. ไม่ยอมพิจารณาใช้มาตรา 62 ที่ระบุว่าหากมีสิ่งที่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดจะต้องส่งให้ศาลพิจารณาแต่การไม่ใช้มาตรา 62 ทำให้ประธาน กกต.มีอิสระในการชี้มูล รวมถึงใน กกต. 5 คน มี 4 คนที่ได้รับการเลือกมาจากสว.ชุดที่มีการฮั้ว


ดังนั้นกกต.ทั้ง 4 คน จึงไม่มีความน่าเชื่อถือและมองว่าหาก กกต.ชี้มูลได้อย่างถูกต้อง มติจะต้องเป็น7:0 และการที่มาเรียกร้องในวันนี้เพื่อต้องการเผยแพร่ให้ประชาชนได้รู้ข้อเท็จจริงว่าถ้าองค์กรอิสระไม่มีความยุติธรรม ไม่มีศีลธรรม ไม่มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ ก็หมายความว่า กกต.ถูกครอบงำโดยสิ้นเชิง


“หากในวันพรุ่งนี้ (26 ก.ย.69) มีการยุบสภา พรรคสีน้ำเงินก็จะมีอำนาจมากกว่าคนอื่น เพราะสามารถอนุมานได้ว่าเงินก้อนนี้อยู่ในพรรคการเมืองสีน้ำเงินและกกต. ก็เป็นพวกของเขา เพราะฉะนั้นหากยุบสภาก็ยังมี สว.อยู่ จะยุบกี่ครั้งก็ได้รับการเลือกตั้งกลับมา และมองว่าหากการเมืองเป็นแบบนี้ต่อไปพรรคภูมิใจไทยก็จะยึดโยงองค์กรอิสระ และถ้าประชาชนไม่พอใจรัฐธรรมนูญก็จะบังคับให้ไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน และถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินต้องผ่าน สว.ในการคัดเลือก ก็จะทำให้การยื่นเรื่องที่ศาลฎีกาถูกตีตกไป ”นายสนธิ กล่าว


นายสนธิ กล่าวว่า แต่ถ้าหากยื่นเรื่องเข้าไปที่ ป.ป.ช. นั้น ป.ป.ช. ก็สามารถที่จะฟอกขาวพวกเขาได้ทั้งหมดนี่จึงไม่ใช่ลักษณะการเมืองที่ถูกต้อง และประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม ดังนั้นภาคประชาชนจึงต้องออกมาต่อสู้เพื่อเอาหลักนิติรัฐนิติธรรมกลับมา แล้วให้ กกต. , ป.ป.ช. และ องค์กรอิสระ ได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริตและมีความกล้าหาญ


ส่วนกรณีมติของ กกต. ที่สั่งฟ้อง 77 คนนั้น นายสนธิบอกว่า ฟังไม่ขึ้นเพราะมีการบิดเบือนมติของคณะกรรมการอนุฯชุดที่ 26 แล้วมายุบรวมเป็นคณะกรรมการอนุฯชุดที่ 36 และก็เอาคนไปตรวจสอบชุดที่ 36 ก็คือ ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยร้อยตำรวจเอก ปิยะ เข้าไปล้างปัญหาของคณะอนุฯชดที่ 26 โดยไม่นำข้อมูลมาใช้เลย และใช้ข้อมูลจากคณะอนุฯชุดที่ 36 อย่างเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือกันหลังจากตรวจสอบเสร็จสิ้นก็ได้ให้รางวัลไปนั่งเป็นอธิบดีDSI


นายสนธิ มองว่าการไปเป็นอธิบดี DSI ก็เพื่อไปฟอกขาวในข้อหาซ่องโจร และเพื่อให้คดีนี้ก็จะถูกตีตกไป ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการปกปิดโดยการแต่งตั้งคนของตัวเองไปคุมเกม และมองว่ายังให้รางวัล ร้อยตำรวจเอก ปิยะ หลายด้าน โดยไม่สนใจความถูกต้องและความชอบธรรม


สำหรับคำวินิจฉัยของกกต. จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมอย่างไร นายสนธิ บอกว่า สร้างแรงกระเพื่อมได้อย่างแน่นอนเพราะล่าสุดนิด้าโพ มีผลโพลออกมาว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. 70%


เมื่อถามถึงการพิจารณาคดีบาร์โค้ดวันที่ 28 ก.ย.นี้ ของ กกต. นายสนธิ กล่าวว่า ตนไม่กล้าคาดเดา และตนก็ไม่กล้าไว้ใจ หากวันนี้จะมีการยุบสภาตนเองก็เฉยๆเพราะว่าวงจรอุบาทว์วนกลับมาอีกครั้งในลักษณะอำนาจนิยม


เมื่อถามว่าจะมีการยกระดับการชุมนุมหลังจากนี้หรือไม่ นายสนธิ ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ตนจะเดินทางไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อต้องการไปให้ความรู้กับประชาชนภาคใต้ และไปทวงถามว่าเงิน 500-1,000 บาท ที่เคยได้รับจากการเลือกตั้งนั้น วันนี้สิ่งที่ประเทศไทยได้คือได้คนชั่วเข้ามาปกครองประเทศและจะไปถามว่าวันนี้ประเทศไทยมีการปกครองแบบหลักนิติรัฐนิติธรรมหรือไม่ ซึ่งตนจะไปอธิบายให้ชาวบ้านฟัง


ทั้งนี้ นายสนธิ ยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการล้มรัฐบาลแต่ต้องการปลุกพลังประชาชนให้ออกมาแสดงพลังเพื่อให้นักการเมืองทั่วประเทศได้เห็นว่าประชาชนจะไม่ยอมกับนักการเมืองที่บ่อนทำลายประเทศชาติ

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ