เลือกตั้งและการเมือง
“บวรศักดิ์’’ ซัดผู้มีอำนาจไม่จริงจังปราบทุจริต ศรัทธานายกฯ-ครม.ร่วง ชงภาครัฐจัดเลือกตั้งแทน กกต.
2 ชั่วโมงที่แล้ว
13 views
“บวรศักดิ์’’ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ชี้ศรัทธา “นายกฯ-ครม.-สว.-พรรคการเมือง” ร่วง ผู้มีอำนาจไม่จริงจังปราบทุจริต ชงริบอำนาจ กกต. จัดเลือกให้ปลัด 7 กระทรวงคุม ย่นเวลาเปิดคูหาเหลือ 15 วัน พร้อมเปิดโมเดลใช้เสียงรัฐสภาเฟ้นกรรมการองค์กรอิสระใหม่
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตเลขาธิการสภาบันพระปกเกล้า กล่าวบนเวทีสัมมนาทางวิชาการ ’’วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก’’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎรว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยนั้น เรื่องการทุจริตมีความสำคัญที่สุด และตอนที่ตนอยู่ในรัฐบาลอนุทิน 1 ก็เกิดการแฉกันในตำรวจ แต่รัฐบาลเงียบ มีคุกพิเศษในบางขวางก็เงียบ ตนจึงได้ยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการอิสระเพื่อการตรวจสอบ และได้ทาบทามนายวิชา มหาคุณ ให้มาเป็นประธานคณะกรรมการฯ แต่สุดท้าย คณะกรรมการก็ไม่เกิด ซึ่งสะท้อนว่า ประเทศไทย หรือคนมีอำนาจไม่จริงจังกับเรื่องเหล่านี้ ไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เร่งด่วน
นายบวรศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงอำนาจ หน้าที่ของ กกต.ตั้งแต่ปี 2540 ว่า มีกรรมการ 5 คน เพื่ออกกฎเกณฑ์การเลือกตั้ง มีอำนาจกึ่งนิติบัญญัติ และจัดการเลือกตั้ง รวมถึงวินิจฉัยชี้ขาด แต่ไม่เด็ดขาด แต่เมื่อให้อำนาจ กกต.แล้ว กกต.ชุดแรก ก็มีประสิทธิภาพ มีการแจกใบเหลืองให้ สว.ทั่วประเทศ 5 ครั้ง ก่อนได้ครบจำนวนในปี 2543 แต่ก็พบปัญหา จนรัฐบาลในขณะนั้น ให้สถาบันพระปกเกล้าวิจัย เพื่อให้ กกต.สามารถแจกใบแดงเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ จนปี 2543 ถึงปี 2549 กกต.ให้ใบแดงได้ 1 ปีก่อนและหลังเลือกตั้ง หรือเป็นการสอย หลังจากนั้น รัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้ว่า ’’เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีมูล’’ กกต.ต้องดำเนินการ จนเป็นที่ถกเถียงในปัจจุบัน
ซึ่ง กกต.สามารถใช้อำนาจได้ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ก็แจกได้ทั้งใบเหลือง และใบแดง ดังนั้น กกต.จึงมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ในการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น และถ้าคดีมีมูลต้องส่งศาล โดยไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ และศาลจะวินิจฉัยจนปราศจากข้อสงสัย และในรัฐธรรมนูญ 2550 กกต.ยังคงมี 5 คน และมีอำนาจเดิม แต่ถูกปรับลดลงในการให้ใบแดงเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง ถูกโอนไปยังศาล ซึ่ง กกต.จะให้ใบเหลืองหรือใบแดงได้เฉพาะก่อนประกาศผล จนรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ได้เพิ่มกรรมการ กกต. 7 คน และมีอำนาจเช่นเดิม แต่ได้ขยายเวลาการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง จาก 30 วัน เป็น 60 วัน จนทำให้การตั้งคณะรัฐมนตรีไทย ช้าที่สุดในโลก แต่ก็ไม่ได้มีการแจกใบเหลือง หรือใบแดง และรัฐธรรมนูญ 2560 ยังให้อำนาจ กกต.ใบแดงส้มระงับการลงเลือกตั้ง กรณีมีส่วนให้เกิดการทุจริต และการแจกใบดำ เพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง เพื่อประหารชีวิตทางการเมือง
นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการเลือก สว.ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ตนไม่เคยเห็นมาทั้งโลก ตั้งแต่การเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ รวมถึงการเลือกข้ามอาชีพ และผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญก็มั่นใจว่า ไม่มีการซื้อเสียง ไม่มีการจัดตั้งได้ แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็เชื่อว่า ทุกคนคงเห็นอยู่ พร้อมยังให้ข้อสังเกตต่อรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ซึ่งถือเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญ เหมือนปี 2575 เขียนเหมือนไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีสื่อ ซึ่งตั้งกว่าสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ รวมกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ต้องมีคณะรัฐมนตรีเป็ดง่อยอยู่รักษาการถึง 5 เดือน ซึ่งถ้าประเทศไทยยังมีรัฐธรรมนูญเหมือนปี 2575 ไม่ได้แยแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็อย่าคิดจะไปแข่งขันอะไรกับใคร
นายบวรศักดิ์ ยังเห็นว่า การเลือกตั้งปี 2562 ที่เกิดขึ้นตามคณะกรรมการ กกต.หลังรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็เกิดปัญหาข้อครหาเอื้อประโยชน์พรรคพลังประชารัฐ และมีการแจกใบส้มให้ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แต่ กกต.แพ้คดีในศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รวมถึงยังเกิดปัญหาจุดเริ่มต้นการฮั้ว สว. ซึ่ง กกต.ชุดนี้ ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนฮั้ว สว. ที่มีความเห็นควรส่งฟ้องแล้ว จน กกต.มีการตั้งคณะอนุกรรมการอีกชุด และมีความเห็นไม่ส่งฟ้อง โดยไม่ได้ดูอดีต
นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึง กกต.ชุดปัจจุบันว่า ผลการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่บ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะประชาชนคาดหวังเรื่องหนึ่ง แต่ผลงานมาอีกเรื่องหนึ่ง รวมถึงความเชื่อมั่นต่อนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงพรรคการเมือง ก็ลดลง ดังนั้น จึงมาถึงทางออก ซึ่งตนไม่ชอบคำว่า ’’ปฏิรูป’’ เพราะเป็นของปลอมก็ได้ แต่ตนชอบคำว่า “อภิวัฒน์” ที่จะต้องทำให้พัฒนาไปในทางดี ตั้งแต่การได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลังการเลือกตั้ง ที่ไม่ควรใช้เวลานาน ซึ่งถ้าตนเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ได้ จะกำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 30 วัน นับแต่มีการยุบสภา ซึ่ง กกต.ควรจะต้องเตรียมการเลือกตั้งตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะมีพร้อมทั้งบุคลากร และอุปกรณ์อยู่แล้ว รวมถึงยังสามารถป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้ และถ้าสภาผู้แทนราษฎร ครบวาระให้เลือกตั้งภายใน 15 วัน และให้รับรองผลการเลือกตั้งภายใน 30 วัน แต่ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญไม่ได้หนดกรอบเวลาการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี อย่าคิดว่าจะไม่เกิดปัญหา
ส่วนการสรรหาคณะกรรมการองค์กรอิสระนั้น นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2558 ที่ถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.ตีตก ได้กำหนดให้คณะกรรมการสรรหา มาจากศาลฎีกา 2 คน, ศาลปกครองสูงสุด 2 คน, พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล 1 คน, คณะรัฐมนตรี 1 คน, พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน 2 คน และประธานกรรมการองค์กรอิสระ เลือกกันเองมาเป็นประธานคณะกรรมการสรรหา 1 คน และในการให้ความเห็นชอบ ควรใช้ที่ประชุมรัฐสภา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สส.รัฐบาล ฝ่ายค้าน และ สว. และให้ 3 กลุ่มเลือก คนที่ได้คะแนนสูงสุดจากฝ่ายรัฐบาล นับเป็น 1 เสียง, ฝ่ายค้าน 1 เสียง และ สว. 1 เสียง ใครได้คะแนน 2 ใน 3 ถือว่า ได้รับการคัดเลือก
นายบวรศักดิ์ ยังเสนอให้ระบบถอดถอนกลับมาใช้ ถ้าไม่ยังมีวุฒิสภาที่ดีมาทำหน้าที่ถอดถอน จะต้องโยงไปถึงประชาชน และการถอดถอนประชาชนจะต้องลงคะแนนเสียงเป็นระดับ เช่น ระดับรัฐมนตรี ต้องลงมติทั้งประเทศ หรือถ้าถอดถอน สส. หรือ สว.ให้ใช้ภาค หรือจังหวัด
นายบวรศักดิ์ ยังเสนอให้ริบอำนาจการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ไปให้ที่ประชุมส่วนหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงมหาดไทย กลาโหม ศึกษาธิการ สาธารณสุข รวมกันให้ได้ 7 คน ตั้งผู้แทนของตนเอง ขึ้นมาทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งโดยใช้ส่วนราชการระดับส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น จัดการเลือกตั้ง โดยให้ กกต.ออกกฎเกณฑ์ และจับคนผิด หรือจับการทุจริต พร้อมยังเสนอให้ผู้สมัคร สส.ไม่ได้ต้องการสังกัดพรรคการเมือง เพื่อเป็นทางออกของบ้านเมืองในปัจจุบันได้
นายบวรศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า ตั้งแต่ที่ตนอายุ 60 ตนไม่ได้รับขึ้นเวทีเสวนาต่าง ๆ และล่าสุด ยังได้ปฏิเสธร่วมเวทีของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ที่จะจัดในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) เพราะตนต้องการเป็นอาทิตย์อัสดง ไม่ต้องการแสง แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อมาชวนตนร่วมเวที ตนก็ได้ปฏิเสธไปแล้ว แต่นายอภิสิทธิ์ ก็ได้ดึงสถาบันพระปกเกล้ามาร่วมจัดด้วย ทำให้ตนจึงต้องมาร่วมเวทีนี้ เพราะไม่สามารถทิ้งสถาบันพระปกเกล้าได้ และปกติเวลามีเหตุใด ตนก็จะโพสต์บนเฟสบุ๊ก
แท็กที่เกี่ยวข้อง บวรศักดิ์อุวรรณโณ