เลือกตั้งและการเมือง

"ณัฐพงษ์" จี้รัฐบาลแจงแผนใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ลั่นหากแจงไม่ชัด ฝ่ายค้านไม่อาจอนุมัติได้

9 ชั่วโมงที่แล้ว

19 views

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า สิ่งที่ตนอยากได้ยิน คือความชัดเจนจากแผนพลังงาน เพราะนายกฯ พูดหลายประเด็นด้วยกันถึงสาเหตุความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ ว่ามาจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบถึงค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และการดำเนินชีวิตของประชาชน ซึ่งเพื่อนสมาชิกเห็นตรงกันไม่มีใครปฎิเสธปัญหานี้ แต่ต้องมีมาตรการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน เช่น มาตรการในการเยียวยา แม้อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเช่น การส่งเงินเยียวยาให้ถึงประชาชนวิธีการควรจะเป็นเช่นไร

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนอยากพูดถึงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ที่นอกจากสาเหตุเรื่องวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว นายกฯ บอกว่ารัฐบาลมีตัวเลือก ในการใช้แหล่งเงินงบประมาณประจำปีที่ค่อนข้างจำกัดจึงจำเป็นที่จะต้องตราออกมาเป็นพ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ หากเราไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวินัยการเงินการคลัง พบว่าการที่เราจะขยายการกู้เพื่อชดเชยการขาดทุนได้ หรือเบ่งกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจัดเก็บรายได้เท่าไหร่ หากมีรายได้เข้ารัฐเยอะ ก็ยิ่งต้องกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ขยายการกู้เพื่อชดเชยการขาดทุนได้มากขึ้น แต่เราเข้าใจข้อจำกัดดีว่าวันนี้ประเทศเรามีปัญหาเรื่องพื้นที่ทางการคลัง สัดส่วนรายได้ของรัฐต่อ GDP มีแนวโน้มที่ลดต่ำลง จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลอาจจะเหลือทางเลือกไม่มากจึงจำเป็นที่จะต้องออกมาตรา พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้น จึงเป็นที่มาเราจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาพ.ร.ก.ฉบับนี้ ที่ไม่ได้จากวิธีการงบประมาณปกติ ไม่ได้มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นมีความเหมาะสม ถูกต้องหรือไม่ วันนี้พวกเรามีอำนาจเต็มในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารที่วันนี้เลือกใช้ช่องทางพิเศษ เลือกใช้แหล่งงบประมาณพิเศษ โดยอ้างสถานการณ์ความขัดแย้งมาตราเป็นพ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมดหรือไม่ ชอบด้วยมาตรา 172 ทั้งสองวรรคหรือไม่ พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปตีกรอบวินิจฉัยหรือพิจารณาเฉพาะความชอบโดยรัฐธรรมนูญวรรคใดวรรคหนึ่งอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเปิดบัญญัติในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าพ.ร.ก.เป็นช่องทางพิเศษของฝ่ายบริหาร ที่เมื่อใช้แล้วต้องให้สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาของพวกเรากลับมาพิจารณาว่ามีความชอบธรรม มีความถูกต้อง และความเหมาะสมต่อการใช้ช่องทางพิเศษนี้หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2475 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารตรา พ.ร.ก.ใช้ก่อน ในกรณีที่สภาฯ ไม่สามารถตอบสนองได้ทัน หรือกรณีที่อยู่นอกสมัยประชุม แต่ด้วยวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปรัฐธรรมนูญฉบับหลังจึงมีการเปลี่ยนบทบัญญัติใหม่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ก.ได้ ถ้าเห็นว่ากระบวนการในสภาฯ จะล่าช้า แม้จะอยู่ในสมัยประชุม แล้วค่อยให้สภาฯ อนุมัติในภายหลัง ดังนั้น การใช้อำนาจในการตรา พ.ร.ก.ต้องมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงๆ

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเงินในส่วนของ 2 แสนล้านบาทหลัง ที่รัฐบาลอ้างเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ตนเห็นว่าเราต้องมีการพิจารณาสองประเด็นด้วยกันคือ 1.ปัญหาเรื่องความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญว่าตกลงแล้วมีความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงหรือไม่ และ 2.แผนและวิธีการใช้เงิน การใช้เงินเพื่อไปจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่มีคำว่าพลังงานสะอาดหรือโซลาร์รูฟท็อปห้อยท้าย เพียงพอหรือไม่ในการที่จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสะอาด โดยในสองส่วนนี้เราไม่สามารถที่จะพิจารณาแยกกันได้ เพราะเรามองว่าแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นควรจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องลงทุนอย่างถูกจุดที่รัฐบาลอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ในการลงทุนเสมอไป เรายังมีแหล่งเงินทุนจากเอกชน รัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง รวมถึงกองทุนต่างๆ ที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้อยู่

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนเคยเสนอแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน แบ่งออกเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี รวมระยะเวลา 12 ปี ใช้เงินลงทุนประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งหากมีการวางแผนดีๆ เงินลงทุนส่วนใหญ่ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินเอง จึงอยากถามรัฐบาลว่า แผนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเป็นอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลต่อการตัดสินใจลงมติของเพื่อนสมาชิก เพราะหากท่านยังไม่สามารถที่จะชี้แจงได้ว่าทำไมจึงต้องตราอีก 2 แสนล้านบาท มาเร่งลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ทั้งที่เรามองว่าจำเป็นต้องทำวันนี้ แต่ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และมีแผนในระยะยาว หากท่านไม่สามารถที่จะตอบได้ พวกตนคงไม่สามารถที่จะอนุมัติพ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ได้เช่นกัน

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่มีข้อสังเกตเกี่ยวกับความชัดเจนของแผนดังกล่าวเช่นกัน ดังนั้น ย้ำว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนที่สมาชิกจะพิจารณาลงมติ ตนขอยกตัวอย่างเช่น แนวคิดการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เคยมีฝ่ายรัฐบาลบอกว่าจะใช้เงินในส่วนของ 2 แสนล้านบาทหลัง มาใช้ทำโครงการนี้ ซึ่งพวกเราไม่ได้ค้านการเพิ่มจำนวนรถโดยสารสาธารณะที่ใช้พลังงานสะอาดย่อมเป็นประโยชน์ต่อประเทศ แต่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน มีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนจากรถที่ใช้น้ำมันเป็นรถ EV เพราะยังต้องพูดถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ตลอดจนการปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นระบบ สิ่งที่พวกเราต้องการเห็นจึงเป็นแผนที่รัฐบาลสามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนว่า เงินจำนวน 2 แสนล้านบาทนี้ จะเข้าไปต่อจิ็กซอว์ ในภาพใหญ่ว่าอีก 5-10 ปี ต่อจากนี้สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างไร จะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างไร

"เราไม่อยากเห็นการทำงานที่รัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษในการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเอา 2 แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงินเอาไปยัดไส้ในส่วนของเงินเยียวยา โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันแล้วหาโครงการมาทำทีหลัง เพราะแบบนี้เรียกว่ามีแผน หากท่านมีแผนวันนี้ท่านต้องตอบพวกเราได้ชัดเจนว่าท่านมีเป้าหมายอย่างไร แล้วจึงตรา พ.ร.ก.เงินกู้ในส่วนหลังนั้นมาสอดรับกับเป้าหมายต่างๆ วันนี้ผมอยากย้ำกับทุกคนว่าพวกเราไม่ได้ต้องการแค่ได้แหล่งเงินกู้ ได้แหล่งงบประมาณ เพื่อแค่ซื้อของ หรือมาแค่แจกเงินเยียวยาเท่านั้น แต่เราอยากเห็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ชัดเจน อยากเห็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง" นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แผนที่พรรคประชาชนอยากเสนอต่อรัฐบาลที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น โดยเฟสแรกในปี 2570-2573 เริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะในพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานสูงสุดก่อนคือ มีความหนาแน่นในการใช้พลังงานสูงก่อน นั่นคือในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 75% ของทั้งประเทศ ขณะที่เฟสที่สอง เริ่มลงทุนในช่วงปี 2574- 2577 มีการขยายการลงทุนไปในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อรองรับการเปิดตลาดพลังงานไฟฟ้าและมีการใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อจบสองเฟสนี้ในสิ้นปี 2577 จะครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้าราวๆ 87% ของทั้งประเทศซึ่งคิดเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าราว 53% ของทั้งประเทศ และเฟสสุดท้ายเป็นเฟสที่สำคัญอย่างยิ่งตอบโจทย์ในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ตอบโจทย์การใช้อำนาจต่อรองของประเทศไทยในการ ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆของเราได้ โดยเฟสที่สามคือในปี 2578-2581 นอกจากการขยายการลงทุนทั่วทั้งประเทศยังไม่เพียงพอ ซึ่งจะต้องมีการยกระดับโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่การเป็นสมาร์ทกริด (Smart Grid) รองรับการเปิดเสรีพลังงานที่พวกเราอยากได้ในอนาคตคือพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยต้องเป็นระบบพลังงานไฟฟ้าที่ถูก สะอาด และเป็นธรรม รวมถึงสามารถเชื่อมโยงเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าสะอาดในภูมิภาคหาอาเซียนได้

"วันนี้อย่างน้อยอยากให้ตัวแทนรัฐบาลตอบในเรื่องของแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ให้ท่านลองพูดเป้าหมายให้พวกผมได้ยินชัดๆ สักเล็กน้อย เมื่อท่านพูดแผนออกมาชัดเจนแล้วอีกหนึ่งอย่างผมอยากสร้างความชัดเจนในเรื่องของแหล่งที่มาของเงินทุนด้วยเพราะแผน 12 ปีที่ตนได้นำเสนอไปนั้นผมยืนยันอีกครั้งว่าเรายังมีเงินในรัฐวิสาหกิจเงินในภาคเอกชนรวมถึงเงินกองทุนงต่างที่สามารถใช้มาเป็นแหล่งเงินในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้ ฉะนั้น จึงอยากทราบและความจำเป็นว่าท่านมีเหตุผลและความจำเป็นอย่างไรในการที่จะต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ ซึ่งหากถ้าไม่สามารถให้เหตุผลถึงความจำเป็นได้ พวกผมก็ไม่สามารถที่จะอนุมัติได้" นายณัฐพงษ์ กล่าว

คุณอาจสนใจ

Related News