เลือกตั้งและการเมือง
“ศาลฎีกา” ไต่สวนพยานปากแรก คดี ป.ป.ช. ยื่นเอาผิด 44 อดีต สส.ก้าวไกล แก้ ม.112
2 ชั่วโมงที่แล้ว
117 views
“ศาลฎีกา” ไต่สวนพยานปากแรก คดี ป.ป.ช. ยื่นเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง 44 อดีต สส.ก้าวไกล แก้ ม.112 “พยาน ป.ป.ช.” ยันใช้หลักการยื่นร่างกฎหมาย เผย กก.ได้รับแจ้งเตือนจากสภาแล้ว ด้าน “ธีรัจชัย” จี้ทำไมไม่แยกพฤติการณ์รายบุคคล โวยไม่รวมพยานหลักฐานที่เป็นคุณ บอกคัดค้านในที่ประชุม สส.แล้ว ไม่ให้ยื่นแก้ แต่แพ้โหวต
ที่ศาลฎีกาวันนี้ (25 ส.ค. 2569) ศาลนัดไต่สวนพยานครั้งแรก ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ฝั่งผู้คัดค้าน ส่วนใหญ่มีทนายความที่ได้รับมอบอำนาจมาศาล ยกเว้นนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นทนายความด้วยตัวเอง, นายสุรวาท ทองบุ, นายองค์การ ชัยบุตร, นายจรัส คุ้มไข่น้ำ, นายสุเทพ อู่อ้น, นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์, นายนิติพล ผิวเหมาะ, นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ส่วนฝั่งผู้ร้องมีนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป. ป.ช. มาศาล
การไต่สวนพยานนัดแรกนี้ เป็นพยานจากฝ่าย ป.ป.ช. คือ นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกลุ่มงานไต่สวน ป.ป.ช.
ศาลได้สอบถามนายยุทธภูมิ ถึงพยานหลักฐาน ตั้งแต่เหตุการณ์ในที่ประชุมพรรคก้าวไกล เพื่อลงมติยื่นแก้ไข ม.112 และหลักฐานการทักท้วงจากสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ยังสอบถามในประเด็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่า 44 สส.เคยเข้าร่วมการชุมนุม หรือมีการโพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไข ม.112 หรือไม่
ขณะที่ ป.ป.ช. ผู้ร้อง ได้ซักถามนายยุทธภูมิ เรื่องหนังสือจากพรรคก้าวไกล ที่ส่งถึงกลุ่มงานพระราชบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีเนื้อหายืนยันจะเดินหน้าแก้ไข ม. 112 ต่อ ซึ่งนายยุทธภูมิชี้แจงว่า 44 สส. ไม่ได้แจ้งว่า ไม่ทราบ แต่ตอบมาว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยในรายละเอียดหนังสือ ที่สภาส่งถึงพรรคก้าวไกลได้ระบุว่า ความเสี่ยงจะขัดต่อมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้แจ้งไปถึง 2 ครั้ง โดยนายพิธาได้ลงนามรับทราบแล้วในครั้งแรก และขอถอนร่างไปแก้ไข ก่อนที่จะยื่นกลับมาอีกครั้ง ซึ่งสภาได้ท้วงติงว่า มีข้อผิดพลาด 2 อย่าง คือรูปแบบไม่ถูกต้อง และยังไม่ได้ดำเนินการในส่วนที่ขัดต่อมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. ได้ขอหนังสือไปยังหัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อขอวาระการประชุมสส. พรรค เพื่อตรวจสอบว่า 44 สส. รู้ว่าจะมีการแก้ไข ม.112 หรือไม่ โดยพรรคก้าวไกลตอบกลับมาว่า พรรคประชุมสส และได้แจ้งด้วยวาจา ผ่านนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคในสมัยนั้น
นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังได้ถามนายยุทธภูมิ ในประเด็น ในอดีตมีการแก้ไข ม.112 ก่อนที่ 44 ส.ส. จะมีการเสนอยื่นแก้ม.112 หรือไม่ ซึ่งนายยุทธภูมิ ตอบว่า เคยมีการแก้ไขเมื่อปี 2519 แต่เป็นการกำหนดโทษขั้นต่ำ เพื่อคุ้มครองให้สถาบันมีความมั่นคง
จากนั้น ทนายของพรรคประชาชนเป็นผู้ซักค้านนายยุทธภูมิ ในหลายประเด็นเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง โดยทนายพรรคประชาชนพยายามถามถึงข้อเท็จจริงที่เป็นคุณ 44 สส. นั้น ป.ป.ช. ได้นำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ เช่น การประกันตัวผู้ต้องหา ซึ่งสุดท้ายผู้ต้องหาไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งนายยุทธภูมิ ตอบว่า ป.ป.ช. ดูแค่การใช้อำนาจทางนิติบัญญัติ อย่างการยื่นกฎหมาย ส่วนหลักฐานอื่น และความเห็นของนักวิชาการ ป.ป.ช. เป็นความเห็นที่ไม่มีวันจบสิ้น รวมทั้งได้ถามถึงพยานในชั้นไต่สวน ที่มีการเสนอให้เรียกศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และศาสตราจารย์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ มาให้ความคิดเห็น แต่ ป.ป.ช. กลับไม่ได้เชิญมา
ทนายความพรรคประชาขน ยังตั้งคำถามว่า ในชั้นไต่สวนทำไมไม่มีการเทียบเคียงกับรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เพราะมองว่า สถานการณ์มีความคล้ายกัน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวิกฤตทางการเมือง ซึ่งนายยุทธภูมิกล่าวว่า บริบทแตกต่างกัน เจตนาไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่สามารถนำมาใช้ได้
ในช่วงท้ายที่ทนายความพรรคประชาชนซักค้าน มีการถกเถียงกันว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ให้เอกสารตามที่มีการยื่นคำร้อง ซึ่งนายยุทธภูมิ ระบุว่า ได้เปิดโอกาสให้ทั้งผู้ถูกกล่าวหา มีการคัดเอกสารไปแล้ว
นายธีรัจชัย ซักค้านพยานผู้ร้อง ด้วยการไล่เรียงตามเอกสารคําร้อง ซึ่งไม่ปรากฏการแยกพฤติการณ์รายบุคคล โดยเน้นย้ําถึงคําโต้แย้งของตนเอง ว่ามีการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขประมวลกฎหมายดังกล่าวในที่ประชุม สส.ก่อนมีการลงลายมือชื่อ แต่ลงชื่อเพราะเคารพมติพรรค ในฐานะที่ตนเองโหวตแพ้ ซึ่งมีคําให้การของ 4 พยานที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมตรงกันว่า ที่ประชุมมีความเห็นต่าง ไม่ได้มีมติเอกฉันท์ รวมถึงคําพิพากษาของศาลฎีกา ที่เคยระบุถึงกรณีตนเองว่า เป็นเจตนาธรรมดา ไม่เล็งเห็นผล ไม่มีเจตนาพิเศษ แต่ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้พิจารณาแยก
นายธีรัจชัย มองว่า ส่วนมากแล้ว ป.ป.ช. ไม่ได้ไต่สวนในด้านที่เป็นคุณต่อตนเอง มีแต่การมุ่งโทษ โดยเฉพาะกรณีการเป็นนายประกัน ซึ่งตนเองยืนยันว่า ไม่เคยเป็นนายประกันให้ใคร พร้อมทั้งให้ ป.ป.ช.ขอเอกสารไปยัง สตช.และศาลยุติธรรม เพื่อตรวจสอบแล้ว แต่ไม่ปรากฎว่า ป.ป.ช.มีการเรียกขอเอกสารดังกล่าว
ขณะที่นายยุทธภูมิ ยอมรับว่า ไม่มีการแยกพฤติการณ์ ส่วนใหญ่ของพฤติกรรมที่นายธีรัจชัยโต้แย้งเหล่านั้น ไม่ถูกนํามาวิเคราะห์ แต่เน้นที่พฤติกรรมลงนามเสนอแก้ไขกฎหมาย ในฐานะ 44 อดีต สส.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ
ส่วนนายวรวุธ พินิจธนสาร ทนายความของ 2 ผู้คัดค้านคือ นายสุรวาท ทองบุ และนายองค์การ ชัยบุตร ซักค้านถึงข้อเท็จจริงที่ 9 อดีต สส.ก้าวไกล ระบุ หากใครไม่ยอมลงชื่อในร่างแก้ไข จะถูกกดดันจากพรรค เช่น ไม่ตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ลดบทบาท ลบจากไลน์กลุ่ม และประจาน นายยุทธภูมิ กล่าวว่า ถูก
นายวรวุธ จึงซักค้านอีกว่า ร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเป็นการจัดทําโดยแกนนําพรรคเท่านั้นใช่หรือไม่ นายยุทธภูมิ กล่าวว่า 9 พยานเชื่อเช่นนั้น
สำหรับนายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ซึ่งไม่ได้แต่งตั้งทนาย ซักค้านเองว่า ขณะที่มีการทําหนังสือชี้แจงระหว่างพรรคและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างนั้นตนเองได้ลาออกไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 66 ดังนั้น สํานักเลขาฯ จึงไม่ได้รับแจ้งจากตนเองโดยตรง นายยุทธภูมิ กล่าวว่า หนังสือครอบคลุมไปถึงปี 64
นายสมเกียรติ จึงซักค้านอีกว่า แต่ตนเองไม่เคยเห็นด้วย และไม่ได้รับหนังสือ เพื่อให้ตนเองเข้าชี้แจง นายยุทธภูมิ กล่าวว่า ตามหลักเราให้ทนายมาคัดเอกสารได้ตามระเบียบแล้ว
ฝ่าย ป.ป.ช. ถามพยานอีกว่า คําร้องดังกล่าวพยานได้จัดทําร่างหรือไม่ นายยุทธภูมิ กล่าวว่า ไม่ได้จัดทํา ฝ่าย ป.ป.ช. ถามด้วยว่า มีการสอบถามไปยังหน่วยงานภายในเกี่ยวกับการโพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีการทําหนังสือถึงสํานักงานสํานักการข่าว ให้ตรวจสอบโพสต์ที่เกี่ยวข้อง ม.112 นายยุทธภูมิ กล่าวว่า ใช่ ทำให้นายธีรัจชัย ขออนุญาตเข้ามาดูเอกสาร พร้อมระบุว่า ผู้ร้องไม่เคยแจ้งถึงข้อกล่าวหานี้กับตนเอง และขอซักค้านไปยังนายยุทธภูมิอีกว่า เนื้อหาในเฟซบุ๊กที่ปรากฏนี้ มีการตรวจสอบแล้วหรือยัง ว่าเป็นความจริงหรือไม่ นายยุทธภูมิ กล่าวว่า ต้องให้พยานยืนยัน
แท็กที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกา ,ป.ป.ช. ,ไต่สวนพยาน ,อดีต สส.ก้าวไกล