เลือกตั้งและการเมือง

"ปชน." จัดฟอรัมผู้นำฝ่ายค้าน "เกิด แก่ เจ็บ โกง" เปิดกลโกงทุกช่วงวัยเกิดจนตาย

20 ก.ค. 2569

52 views

20 ก.ค. 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดงานฟอรั่มผู้นำฝ่ายค้าน “เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร” ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สุขุมวิท 20

นายณัฐพงษ์ เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า ข่าวการทุจริตคอรัปชั่นใหญ่ใหญ่ที่อยู่ตามหน้าข่าว ประเด็นแรกที่ผุดขึ้นมาในใจทุกคนคืออะไร โครงการจำนำข้าว GT-200 การบัญชียื่นบัญชีทรัพย์สินนาฬิกายืมเพื่อน หรือล่าสุดโครงการ TH-AI Passport ทุจริตสอบท้องถิ่น ความจริงเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคน ซึ่งกัดกินชีวิตคนไทยและสังคมไทย โดยแบ่งกลุ่มคอรัปชั่นเป็น 5 กลุ่มหลัก

กลุ่มที่ 1 สิ่งที่เราไม่ได้รับตามสิทธิ์ที่ควรได้ ปัจจุบันยังมีช่องโหว่เรื่องการจัดเก็บงบประมาณ ซึ่งสามารถเปลี่ยนมาเป็นสิทธิ์ของประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

กลุ่มที่ 2 ต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือแพงเกินจริง ยกตัวอย่างการ การออกใบอนุญาต จ่ายใต้โต๊ะให้กับคนที่มีอำนาจ หรือกรณีที่รัฐประเคนสัมปทานให้กับกลุ่มทุนพลังงาน จนตีกลับมาเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องจ่ายในทุกเดือน

กลุ่มที่ 3 เราไม่เกี่ยวแต่ต้องรับผิดชอบผลข้างเคียงจากการคอรัปชั่น ยกตัวอย่าง ปัญหาทุจริตการก่อสร้าง

กลุ่มที่ 4 มีคนทำผิดจ่ายสินบนเพื่อหนีความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นความหลวมของกฎระเบียบภาครัฐ เช่น บรรดาโรงงานที่ก่อมลพิษ หรือผู้ประกอบการที่ไม่ได้ทำตรงไปตรงมา หลีกเลี่ยงกฎหมาย

กลุ่มที่ 5 มีคนจ่ายเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ไม่มีสิทธิ ยกตัวอย่าง ทุนเทา ทุจริตงานทะเบียน พ่อทิพย์แม่ทิพย์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่น่ากลัวที่สุดเพราะในระยะยาวประเทศจะถูกยึดครองจากคนสีเทา ที่ทำให้ประเทศไทยถูกมองจากชาวโลกว่าเป็นฐานปฏิบัติการของอาชญากรข้ามชาติ

“หากจะแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่มากกว่าการจัดซื้อจัดจ้าง มากกว่านักการเมืองที่โกงกิน เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเราทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย เราจะแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นอย่างไร” นายณัฐพงษ์ ทิ้งท้าย

ในการนำเสนอหัวข้อ "เกิด-แก่-เจ็บ-โกง เกิดเป็นคนไทยต้องจ่ายอะไรบ้าง" นายปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาการเกิด ที่ปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทา เพื่อให้ลูกได้สัญชาติไทย โดยการซื้อใบสูติบัตร ในราคา 110,000 บาท โดยเมื่อมีสูติบัตร ก็จะเป็นเหมือนใบเบิกทางในทุกด้าน เพื่อธุรกิจในอนาคต ผ่านกระบวนการพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ ซึ่งใน กทม.มี 6 โรงพยาบาล และมีเด็กสวมชื่อพ่อ แม่คนไทยแล้วกว่า 1,000 คน หากไม่ดำเนินการแก้ปัญหาในตอนนี้ อนาคตข้างหน้าเด็กเหล่านี้จะได้สิทธิทุกอย่างในฐานะคนไทย ดังนั้นเราต้องช่วยกันอย่างไม่ประมาท และเราจะปล่อยให้ข้าราชการรับมืออย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องช่วยกันหาทางออก โดยเสนอให้มีการตรวจ DNA ก่อนที่จะมีการออกใบสูติบัตร

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาการศึกษา ว่า กระทรวงศึกษาได้งบสูง แต่การศึกษาไม่ยกระดับเสียที เพราะมีการทุจริตอย่างการหักหัวคิว หากทุกโรงเรียนทำแบบนี้ งบประมาณจะรั่วไหลไปกว่า 100-200ล้านบาท ซึ่งปัญหาอยู่ที่กลไกของรัฐมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการทุจริต เช่น การล็อกสเปกหนังสือเรียน ที่บีบให้ซื้อหนังสือเฉพาะ

ทั้งนี้ การทุจริตทางการศึกษาไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ เกี่ยวกับภาษีประชาชนแต่ยังมีต้นทุนแฝง 3 ด้าน ที่จะทำลายอนาคต

1. คุณภาพการศึกษาแย่กว่าควรจะเป็น หากนมโรงเรียนถูกหักหัวคิวนมที่ได้รับอาจจะบูด หาหนังสือเรียนถูกล็อกเหลือแค่ไม่กี่เจ้า นักเรียนก็จะไม่สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆ การบรรจุครูมีการโกงใช้เส้นสายลูกหลานของเรา ก็จะขาดโอกาสในการเรียนกับครูที่เก่งที่สุด

2. นโยบายดีๆ เงินไม่ได้เหลือแค่นโยบายไว้หากิน เช่น เพิ่มงบสร้างอาคาร แทนที่จะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษา หรือจ้างฝ่ายธุรการมาทำงานแทนครู

3.ค่านิยมของสังคมต่อปัญหาการทุจริต แม้บังคับให้ท่องว่า "โตไปไม่โกง" แต่ตราบใดที่ยังไม่ให้เด็กตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัวที่มีการทุจริต ก็อย่าแปลกใจหากคนรุ่นต่อไปจะมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น เราต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งทางการเมือง ฉุดรั้งการศึกษา แต่เราต้องมีการเมืองที่ เอาจริงกับการทุจริต โปรงใส ไม่เช่นนั้นการยกระดับการศึกษาก็เป็นไปได้ยากที่จะสำเร็จ

ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน กล่าวถึง ปัญหาภาษีของมนุษย์เงินเดือนที่โดนโกง จากการจัดซื้อจัดจ้าง ผ่านกระบวนงบประมาณ หากเอกชนต้องการเข้าถึงโครงการภาครัฐจะต้องจ่ายเพิ่ม ผู้บริโภคก็ต้องเป็นคนจ่ายต้นทุนแฝงเป็นภาษีซ้อนภาษีที่เราต้องจ่าย โดยกลโกงจัดซื้อจัดจ้างประกอบไปด้วย 1.การล็อกสเปก 2.ฮั้วประมูล 3.ราคากลางสูงเกินจริง 4.แบ่งซื้อแบ่งจ้าง 5.ลดสเปกหลังเซ็นสัญญา 6.บริษัทหน้าฉากคือตั้งหลายบริษัทแต่เป็นเจ้าของเดียวกันมายื่นแข่งกันเอง ดังนั้น ไม่ใช่แค่ภาษีที่โดนโกง แต่คืออนาคตของประเทศที่ถูกโกงด้วย อย่าคิดว่าเป็นแค่มนุษย์เงินเดือนแล้วจะไม่รอด

นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า จริง ๆ แค่ใช้ชีวิตในประเทศนี้ก็ยากอยู่แล้ว ที่หนักกว่านั้นคือระบบราชการที่กลับทำให้ชีวิตของเรายากขึ้น เต็มไปด้วยข้อจำกัด พร้อมฉายภาพ 3 ด่านส่วยแรงงานข้ามชาติ โดย ด่านที่ 1 คือ ด่านดอง ที่ต้องจ่ายค่านายหน้า 5,000-12,000 บาท ด่านที่ 2 คือ ด่านหน้าศูนย์ 1,300- 3,600 บาท และด่านที่ 3 ด่านเถื่อน ซึ่งอาจมีระบบสมาขิกแบบ จ่ายรอบแรก 10,000 บาท หรือจ่ายรายเดือนอีก 1,000 บาทต่อเดือน สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ต้องมาเก็บกับผู้บริโภคและผู้ใช้บริการ ซึ่งนี่เป็นเพียงแค่ผู้ประกอบการรายย่อย

ด้าน นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง พรรคประชาชน ได้มาตีแผ่ในภาพของโรงงานเจ้าของอุตสาหกรรมต้องเผชิญ โดยกล่าวว่า กว่าจะเป็นโรงงานก็ต้องเริ่มที่การขออนุญาตถมดิน ซึ่งอาจต้องมีการจ่ายเพิ่ม เพื่อให้ได้ใบอนุญาตเร็วขึ้นประมาณ 50,000-300,000 บาท ขั้นตอนถัดมาคือการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ที่อาจถูกเรียกเก็บเพิ่ม 100,000- 1,000,000 บาท และการขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่อาจต้องจ่ายเพิ่ม 300,000-1,000,000 บาท ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่ถูกเพิ่มขึ้นมา จึงขอเรียกว่าค่าเปิดตาให้เจ้าหน้าที่ทำงานและออกใบอนุญาต อีกส่วนคือค่าปิดตา ถ้าจ่ายส่วยจะถูกลงเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

ขณะที่ นางสาวณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้พูดถึงเรื่องการโกงความแก่ พิการ เจ็บป่วย ซึ่งเริ่มที่เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีการโกงเกิดขึ้น การขาดแคลนยาในต่างจังหวัดทำให้การรักษาถูกเลื่อนออกไป

ส่วน นายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ สส.พิษณุโลก พรรคประชาชน ได้ขึ้นกล่าวเรื่องค่าใช้จ่ายสุดท้ายในชีวิตที่เราเลือกเวลาไม่ได้ คนไทยไม่ได้ตายฟรีแต่มีต้นทุน 50,000 - 70,000 บาท เป็นค่าปลงศพ จึงขอพูดเรื่องการโกงเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีช่องโหว่ของกฎหมายอยู่ คือ ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ , ไม่แสดงจำนวนสมาชิก และไม่รู้จำนวนเงิน

แท็กที่เกี่ยวข้อง  พรรคประชาชน ,เท้งณัฐพงษ์

คุณอาจสนใจ

Related News