เลือกตั้งและการเมือง

"ณัฐชา" จับมือ "ไบโอไทย" งัดผลแลปตรวจDNA ปลากระป๋อง ยันชัดเป็น "ปลาหมอคางดำ"

4 ชั่วโมงที่แล้ว

119 views

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจ DNA ปลากระป๋อง ที่มีข้อสันนิษฐานว่ามาจากปลาหมอคางดำ ว่า ตนได้นำปลากระป๋องที่ได้รับจากประชาชน ไปตรวจในหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งที่อยู่ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. แต่กลับได้รับการประสานกลับมาว่า ไม่สามารถตรวจสอบให้ได้ เนื่องจากมีผู้บริหารมองว่าเป็นประเด็นทางการเมือง จากนั้นจึงได้มีการขอความร่วมมือไปยังไบโอไทย (BIOTHAI) หรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ไม่แสวงหากำไรที่ขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เกษตรกรรมเชิงนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิเกษตรกร เพื่อให้ประสานหน่วยงานไปตรวจสอบ



โดยมีการส่งตรวจที่ศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม อาหารทะเล คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลตรวจออกมายืนยันแล้ว จากสองตัวอย่างคือ ปลากระป๋องจากโรงงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นปลากระป๋องที่ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ พบว่าเป็นปลานิล ส่วนอีกตัวอย่างเป็นปลากระป๋องจากโรงงานที่ปรากฏเป็นข่าว ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่กรมประมงและสคบ. ลงพื้นที่ไปตรวจอายัดไว้ และมีผลยืนยันก่อนหน้านี้ว่าเป็นปลานิล แต่ผลตรวจแลป ซึ่งใช้การนำชิ้นปลา 3 ชิ้น ตรวจพิสูจน์ 3 แบบ ยืนยัน 8 ครั้ง ตรงกับ DNA Bank ที่กรมประมงเก็บไว้เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ในการนำเข้าปลาหมอคางดำ ดังนั้นนี่เป็นเครื่องยืนยันและพิสูจน์ทราบได้แล้วจากหน่วยงานที่ได้ไปตรวจมา



ช่วงปีที่ผ่านมา กรมประมงกวาดล้างปลาหมอคางดำโดยใช้งบประมาณการยางไปซื้อมาหลายล้านกิโลกรัม และบอกกับประชาชนว่าไปทำน้ำหมักไปทำปุ๋ย ผ่านมาหนึ่งปี เราไปพบปลาที่ไม่มีแหล่งที่มาอยู่ในกระป๋อง เรื่องนี้จึงต้องตามต่อและต้องดำเนินกับคนที่เกี่ยวข้อง ในฐานะละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากที่ทราบรายละเอียดข้อมูลทั้งหมดวันนี้ ตนจะส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสอบถามว่าจะรับผิดชอบกับเรื่องนี้อย่างไร ในฐานะที่ข้าราชการใต้กำกับดูแลไปยืนยันให้เอกชน ว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ใช่ จึงมีความสงสัยว่าทำไมต้องเร่งรัดไปยืนยันเพื่อตัดตอนกระบวนการเหล่านี้ และตนก็จะติดตามเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงในกรรมาธิการ



นายณัฐชา ยังกล่าวว่า สถานการณ์ปลาหมอคางดำในขณะนี้รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา 2-3 เท่าตัว เพราะวันนี้ปลาท้องถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติหมดไม่เหลือ วิธีการของกรมประมงไม่มีทิศทาง งบประมาณปี 2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียวที่เขียนเงื่อนไข ว่าจะแก้ไขหรือกำจัดปัญหาปลาหมอคางดำ ซึ่งในปี 2569 กรมประมงใช้งบประมาณในการกำจัดปลาหมอคางดำ 1.3 ล้านบาท แต่ในปี 2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียว เป็นเพราะอะไร ทำไมเรื่องนี้จึงมองว่าไม่ใช่ปัญหาของประชาชน ทั้งที่เป็นการซ้ำเติมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก



น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวว่า ผลตรวจปลากระป๋องด้วยวิธีการดีเอ็นเอมินิบาร์โค้ดดิ้ง ยืนยันว่าปลากระป๋องจากสมุทรสงคราม เป็นปลานิล ระดับควมเชื่อมั่น สอดคล้องอยู่ที่ 99.03-99.35% ส่วนอีกยี่ห้อที่เป็นข่าว เป็นปลาหมอคางดำ



ด้าน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ที่เราตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนต่ออาหารที่บริโภค ให้รู้ที่มาของวัตถุดิบที่แท้จริง และเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์การนำปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน มาใช้ประโยชน์ เนื่องจากการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้ยังไม่ยุติ หากข้อมูลที่เปิดเผยยังคลุมเครือหรือไม่ครบถ้วน อาจส่งผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และผลแลปของศูนย์ความเป็นเลิศฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระและมีความน่าเชื่อถือ ทำให้มีข้อเสนอถึงหน่วยงานรัฐอย่างน้อย 3 ประเด็น



1.ขอให้กรมประมงและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทบทวนกระบวนการและวิธีการตรวจสอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เปิดเผยผลตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างโปร่งใส เพราะเรื่องนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน ทั้งนี้ เข้าใจว่าการดำเนินงานอาจอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง แต่เรื่องนี้สำคัญเกินกว่าจะไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณะ



2. ขอเรียกร้องให้ อย. และกรมประมง ตรวจสอบซ้ำปลากระป๋องที่อายัดไว้กว่า 10,000 กระป๋อง โดยคาดว่าผลจะไม่แตกต่างจากผลตรวจของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และให้ขยายผลตรวจไปยังโรงงานปลากระป๋องอื่นๆ และผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ ด้วย เพราะอาจมีการนำปลาหมอคางดำไปทำผลิตภัณฑ์อื่น



และ 3.ปัจจุบันปลาหมอคางดำยังคงเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพของประชาชน และมีแนวโน้มแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น เช่น ฝั่งอันดามันและทะเลสาบสงขลา ดังนั้นต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการลดจำนวนและควบคุมการแพร่ระบาด ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจโดยละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม



นาวสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การนำปลาหมอคางดำมาเป็นปลากระป๋อง ผู้บริโภคไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะปลาก็กินได้เหมือนกัน แต่ควรระบุให้ตรงว่าเป็นปลาหมอคางดำ ถ้าระบุใช้ปลาซาดีน ก็บอกว่าเป็นปลาซาดีน อย่างไรตาม ปัจจุบันกฎหมายควบคุมปลาหมอคางดำ ห้ามเลี้ยง ห้ามซื้อขาย ห้ามครอบครอง ประชาชนไปจับได้ในแหล่งน้ำสาธารณะ ยังขายไม่ได้เลย ต้องขายในร้านที่เป็นหน่วยงานของรัฐอนุญาตให้รับซื้อ เมื่อมีประเด็นออกมาเช่นนี้ หน่วยงานของรัฐก็ทำตามกระแสหาแสงไปเรื่อยๆ ซึ่งในการตรวจสอบ อย.เรียกเก็บปลากระป๋องไปเป็นหมื่นกระป๋องทำไมไม่ตรวจสอบ เพราะอะไร งบประมาณมีน้อยหรือ และอธิบดีออกมาการันตีว่าเป็นปลานิล ก่อนที่จะมีการตรวจสอบ



"เป็นถึงอธิบดี พูดเรื่องไม่จริงสร้าง ความไม่น่าเชื่อถือให้กับประชาชน และไม่เข้าใจว่าเขาทำเพื่ออะไร ตัดประเด็นไม่ว่าจะเป็นปลานิล หรือปลาหมอคางดำมีความผิดเท่ากัน เพราะปลากระป๋องบอกว่าเป็นปลาซาร์ดีนก็ต้องเป็นปลาซาร์ดีน จะเป็นปลานิลหรือปลาหมอคางดำก็ไม่ได้ ข้างกระป๋องปลาอะไรก็ต้องเป็นปลานั้น ไม่เช่นนั้น ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ย้อมแมว เพราะวัตถุดิบมันปลอมไม่ใช่วัตถุดิบจริง"



นางสาวบุญยืน กล่าวต่อว่า หากภาคประชาชนไม่ขยับ หน่วยงานรัฐก็ไม่ขยับเลย ไม่สนใจด้วยทั้งๆที่ ผิด พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคชัดเจน กรมประมง หลังจากออกมาพูดว่าเป็นปลานิล แสดงให้เห็นว่าอธิบดีกรมประมงไม่รู้จักปลา ความน่าเชื่อถือไม่มีเลย พร้อมฝากไปถึงรัฐบาลว่าสภาผู้บริโภคเราเห็นปัญหา เรื่องอาหารไม่ปลอดภัยเยอะมาก เช่น ปัญหาน้ำมะพร้าว อย.ตรวจไม่ได้ เพราะไม่มีมาตรฐานน้ำมะพร้าวแท้ ทั้งๆที่ประเทศไทยมีมะพร้าวจำนวนมากเป็นต้น เราจึงได้มีการเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.อาหารปลอดภัยฉบับใหม่ เพราะอาหารไม่ปลอดภัย เลยมาแล้ว 2 ปี พ.ร.บ. ฉบับเก่าล้าสมัยไม่ทันต่อเหตุการณ์ มีบทลงโทษน้อย



นางสาวบุญยืน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อตรวจรู้แล้วว่าปลาหมอคางดำเป็นส่วนประกอบของปลากระป๋อง สิ่งที่ต้องตามต่อคือปลาหมอคางดำมาจากไหน หากมีกฎหมายฉบับใหม่ที่เราได้เสนอเข้าไปสามารถตรวจย้อนกลับได้ จะรู้ที่มาที่ไปของปลาหมอคางดำ และเพิ่มบทลงโทษให้ผู้ประกอบการเกรงกลัวไม่ผลิตในความผิดซ้ำซาก ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น



เมื่อถามว่า เนื่องจากผลตรวจของกรมประมง กับผลแลปที่นำมาแถลงวันนี้ไม่ตรงกัน ดังนั้นจะมีการตรวจแลปที่ 3 เพื่อยืนยันผลหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเป็นปลาอะไร นายณัชชา กล่าวว่า จากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการกับทางกรมประมง เขายืนยันว่า การพิสูจน์ทราบเบื้องต้นว่าเป็นปลานิลนั้น ไม่ได้มีการพิสูจน์ถึงดีเอ็นเอ และไม่ได้ใช้แลป คาดว่าเป็นการพิสูจน์อัตลักษณ์เบื้องต้น ประเมินก้าง ประเมินหนัง ประเมินเนื้อ หรือต่างๆ แต่ง่ายๆ คือมีการอายัดปลากระป๋องไว้กว่า 1.3 หมื่นกระป๋อง ดังนั้น สามารถนำมาตรวจสอบซ้ำได้ โดยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ ให้ยืนวันว่ามีดีเอ็นเอตรงกับดีเอ็นเอแบงค์ที่กรมประมงมีอยู่หรือไม่ หรือมีความคาดเคลื่อนมากน้อยแค่ไหน



เมื่อถามต่อว่า กรณีที่กรมประมงดำเนินการเพียงตรวจอัตลักษณ์แล้วยืนยันผลเลยว่าเป็นปลานิล โดยไม่ได้มีการตรวจลึกถึงดีเอ็นเอ มองว่าเป็นเพียงความสะเพร่า หรือจงใจที่จะให้ข้อมูลเท็จหรือไม่ นายณัชชา กล่าวว่า ความบกพร่องนั้นชัดเจน เพราะตอนนั้นประชาชนตั้งคำถามตัวโตๆ ว่าข้อมูลท่านจะคาดเคลื่อน จริงเท็จ อย่างไร ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจนก่อนจะมานำเสนอ ซึ่งวันนั้นเรามีการทวงถามว่าท่านตรวจด้วยวิธีการใด แต่กลับไม่มีการเปิดเผย มีแค่การระบุว่าตรวจแล้ว ไม่เป็นประเด็น มีเพียงการแจ้งไม่ตรงสลากอย่างเดียว จบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้น



“ดังนั้นผมถึงถามว่า วันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทราบแล้วหรือยัง มีกระบวนการดำเนินการอย่างอื่นแลวหรือยัง และหลังผมดำเนินการส่งเอกสารข้อมูลต่างๆ ให้แล้ว ท่านจะดำเนินการอย่างไร”



นายณัชชา กล่าวว่า ในส่วนของหน่วยงานที่เราจะมีการส่งดำเนินคดีนั้น เบื้องต้นมีทั้งกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ และอาจรวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ร่วมกันแถลงยืนยันว่า ปลาที่ใช้ทำปลากระป๋องนั้นคือปลาหมอคางดำ

คุณอาจสนใจ