เลือกตั้งและการเมือง

“พิพัฒน์” กางงบคมนาคม ลุยเมกะโปรเจกต์ ท้า สส. ตรวจสอบ "ส่วยคมนาคม" ลั่น อยู่มา 3 กระทรวง ไม่เคยคอร์รัปชัน

1 ก.ค. 2569

34 views

“พิพัฒน์” รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม กางงบคมนาคมปี 70 ลุยเมกะโปรเจกต์ ลั่นบริหารเน้นบริการประชาชน ยึดหลักเสมอตัวไม่หวังกำไร ลั่น อยู่มา 3 กระทรวงไม่เคยโกง ท้า สส. ตรวจสอบ ปม “ส่วยคมนาคม”

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคม ลุกขึ้นชี้แจงว่า งบประมาณที่กระทรวงคมนาคมได้รับ ในปี 2570 หลังจากถูกปรับลดลงไปแล้วเราได้งบประมาณในการพัฒนารวมค่าใช้จ่ายประมาณ 213,184 ล้านบาท หากรวมค่าใช้จ่ายของข้าราชการ ประมาณ 242,072.74 ล้านบาท แม้ในปีนี้เราจะถูกปรับลดงบประมาณไป 8.8% ทางกระทรวงคมนาคมเราจะขอใช้งบประมาณที่ได้รับอย่างคุ้มค่าที่สุด

ในมิติของเรื่องของการสร้างถนนซึ่งกรมทางหลวง (ทล.) มีทั้งหมด 7 แห่ง ขณะที่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) มีทั้งหมด 6 แห่ง ซึ่งเป็นถนนที่เราได้รับงบประมาณ ส่วนที่เหลือจะเป็นการซ่อมบำรุงในส่วนใหญ่จะงบประมาณที่จำกัด ในปี 2570 จะส่งคมนาคมอย่างมีการเร่งรัดให้เปิดใช้มอเตอร์เวย์หรือ M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมาภายในสิ้นปีนี้จะมีการเปิดใช้ทั้งขาเข้าและขาออกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่มอเตอร์เวย์ M82 สายพระราม 3 -ดาวคะนอง-เอกชัย- บ้านแพ้วคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงก่อนสิ้นปี ซึ่งอาจมีความล่าช้าจากอุบัติเหตุบนถนนยกระดับ

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวว่า ในส่วนจังหวัดภูเก็ตขอชี้แจงว่าการทางพิเศษเรื่องของอุโมงค์จากกระทู้ป่าตอง เราจะมีการจัดซื้อจัดจ้างในปี 2570 ส่วนสนามบินอีก 36 กิโลเมตร น่าจะมีการจัดซื้อจัดจ้างเช่นกันในปี 2570 มูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่มิติทางอากาศ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) เราจะมีการพัฒนาท่าอากาศยานทั่วประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนโดยปรับปรุงท่าอากาศยาน รวม 6โครงการ เช่น ในจังหวัดตรังโดยจะขยายรันเวย์เพิ่มประมาณ 3 กิโลเมตร ส่วนมิติทางน้ำโครงการของกรมเจ้าท่า (จท.) มีทั้งหมด 5 โครงการ เช่น การขุดลอกร่องน้ำเศรษฐกิจ 6 ร่องน้ำ

ส่วนประเด็นที่สมาชิกมีความเป็นห่วง และมีความกังวล ว่าตนและรัฐบาลไม่มีความใส่ใจหรือจะเข้าไปดูแลเรื่องของอุทกภัยที่ผ่านมาในจังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ ก็ขอบอกว่า ในปี 2570 ทางกรมเจ้าท่าได้รับงบประมาณ เข้าไปขุดลอกปากแม่น้ำลำคลอง เพื่อให้ระบายน้ำที่มีความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งตนจะลงไปติดตามในพื้นที่

“การที่เราจะทำการป้องกันเรื่องน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา เราไม่สามารถที่จะพัฒนาและแก้ปัญหาภายใน 1 ปี ปัจจุบันนี้กระทรวงคมนาคมกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรามีการทำงานร่วมกันในการวางแผนระยะยาว 5 ถึง 10 ปีว่าการแก้ปัญหาอย่างถาวรควรจะแก้ปัญหาในลักษณะใด” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบฯ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นขอหารือว่า ตนนั่งฟังรัฐมนตรีชี้แจง และกำลังพูดถึงเรื่องหาดใหญ่อยู่ ซึ่งตนไม่เห็นนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ติดตามเรื่องหาดใหญ่มา 2-3 วันแล้ว " ก็อยากจะให้ต้องจุดธูปเชิญท่านจูรีมารับฟังท่านรัฐมนตรีไหมครับ" ทำให้นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขอใช้สิทธิ์พาดพิง ว่า พาดพิงคนไกลแบบนี้ตนเชื่อว่ามันดูไม่ดี " ไม่ต้องจุดหรอกครับ ผมนี่ครับพร้อมด้วยน้ำมันพร้อมด้วยธูปผมนั่งรออยู่แล้วครับท่านประธานครับ"

จากนั้นพิพัฒน์ ได้อภิปรายต่อว่า ในมิติทางรางของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) มีทั้งหมด 5โครงการ เช่น รถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย สิ่งที่ตนอยากจะพูดในส่วนของกรุงเทพฯและปริมณฑล กระทรวงคมนาคมได้พัฒนารถไฟฟ้า ไปแล้วความยาวกว่า 280 กิโลเมตร และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 80 กิโลเมตร จากที่ได้วางแผนไว้ คือ 554 กิโลเมตร สิ่งต่าง ๆ ในปีนี้ก็ต้องขอบคุณสมาชิกทุกคนที่ผ่านพ.ร.บ.รางและพ.ร.บ.ตั๋วร่วม

“หลังจากนี้ก็จะมีการทำและคาดว่าพวกเราคงจะได้ใช้ในเรื่องของตั๋ว One Day สำหรับขาเดียว ก็จะอยู่ในวงเงินไม่เกิน 17 - 45 บาท จะไม่มีการเรียกค่าแรกเข้า หรือการเปลี่ยนสายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตัวผมเองถ้าหากว่าใช้สถานีที่มูลค่า 17 บาทเรายังคงได้ใช้ 17 บาทเช่นเดิมแต่ถ้าเราจะวิ่งจนสุดสายสูงสุดขาเดียวไม่เกิน 45 บาท ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนกี่สีก็แล้วแต่” นายพิพัฒน์กล่าว

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวว่า ถ้าเราทำเรื่องตั๋วร่วมเรียบร้อยเราจะสามารถเรื่องค่าใช้จ่าย แต่เรายังไม่สามารถทำเรื่องตั๋ววันได้นอกจากสายสีม่วงกับสายสีแดง ซึ่งเราจะพยายามอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางโดยระบบราง นี่คือสิ่งต่าง ๆ ที่กระทรวงคมนาคมเราพยายามที่จะลดต้นทุนในเรื่องการเดินทาง

"ตัวผมเองไม่มีความเป็นมืออาชีพในเชิงวิศวกร ตัวผมเองการที่เข้ามารับหน้าที่ในกระทรวงคมนาคมก็ต้องขอเวลาสักเล็กน้อยกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในการทำการศึกษาและคิดให้รอบคอบให้ได้ดีที่สุดว่าสิ่งที่พวกเราทำ และดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะทางบกทางอากาศทางน้ำและทางราง ในทุก ๆ มิติของกระทรวงคมนาคมที่รับผิดชอบเราจะพยายามทำให้ได้ดีที่สุด" นายพิพัฒน์กล่าว

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่าเข้ามานั่งเป็นเจ้ากระทรวงแล้วไม่มีความผิดพลาดเลย ความผิดพลาดตนถือว่าเป็นบทเรียน และเป็นความรู้ที่จะทำให้ผู้บริหาร ได้มีความเข้มแข็งและมีความแข็งแกร่งเพิ่มยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่บอกว่า สำหรับกระทรวงคมนาคมโดยยุคของตน เราจะไม่รับส่วย ซึ่งตนยืนยันเพราะตลอดระยะเวลาที่ตนอยู่ในกระทรวงคมนาคม ก็ต้องบอกว่าในส่วนนั้นตนยังไม่เห็นและไม่อยากจะเห็น เรามีความตั้งใจและความบริสุทธิ์ใจ ตนพูดขนาดนี้อาจจะไม่เชื่อและไม่ยอมรับในสิ่งที่ตนพูดแต่เชื่อว่าเวลาจะเป็นเพื่อเครื่องพิสูจน์ว่ากระทรวงคมนาคม ที่ตนเป็นผู้กำกับดูแล จะมีความแตกต่างกับยุคที่ผ่านมาหรือไม่ถ้าไม่แตกต่างกันตนก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่มีความสามารถ

แม้ตนจะไม่มีความรู้เชิงวิศวกรรม แต่มีมุมมอง ในการบริหารธุรกิจ ถ้าตนเป็นเจ้าของกิจการคือต้องขาดทุนไม่ได้ต้องทำกำไรให้ได้ในการบริหารราชการตนมีสิ่งที่พูดกับตัวเองตลอดเวลาว่าการมารับหน้าที่เป็นเจ้ากระทรวง คือต้องบริการประชาชนให้ได้มากที่สุดการบริหารราชการขอใช้คำว่าเสมอตัว จะไม่ใช้คำว่ากำไร เพราะเงินทุกบาทคือเราได้จากเงินภาษี การบริหาร ราชการไม่มีความจำเป็นจะต้องทำกำไรในทุกมิติ สิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะในกระทรวงคมนาคมเราสร้างขึ้นมาเพื่อบริการ ประชาชนจึงไม่เห็นว่า จะมีส่วนไหนที่เราควรไปทำให้เกิดผลกำไร

“จากการที่ตัวผมเองอยู่ในกระทรวงมาถึง 3 กระทรวง ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยมีกรณีเรื่องของการคอร์รัปชัน เพราะผมอยู่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามา 4 ปีเต็มๆและอยู่ในกระทรวงแรงงานประมาณ 2 ปีเศษสิ่งต่าง ๆเหล่านี้ยังไม่เคยได้รับคำร้องเรียน แต่วันนี้ผมมาอยู่กระทรวงใหญ่โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมที่มีงบประมาณลงทุนแทบจะสูงสุดผมก็ต้องทำการพิสูจน์ให้กับเพื่อนสมาชิกได้ทราบว่าการที่เข้ามาอยู่ในกระทรวงใหญ่จุดยืนเดิมผมยังเก็บไว้ได้มากขนาดไหน ตนก็อยากให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทำการตรวจสอบตนต่อไป” นายพิพัฒน์กล่าว

ขณะที่ นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ขอบคุณที่มาชี้แจงด้วยตัวเอง โดยมีการกลับลำในเรื่องใหญ่ ๆ คือเรื่องค่าโดยสาร ซึ่งเป็นการกลับลำในทางที่ดี อย่างที่ใช้คำว่า ผิดพลาด แล้วเรียนรู้ นโยบายขายฝันแบบ 20 บาทตลอดสาย หรือ 40 บาทตลอดวัน ก็ตอบชัดเจนว่าจะกลับลำทำมาทำตามแนวทางพ.ร.บ.ตั๋วร่วม 17 - 45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราต้องคำนึงถึงวินัยการคลัง และพี่น้องต่างจังหวัดด้วย

นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า มีการกลับลำอีกเรื่อง เพราะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลุกขึ้นมาชี้แจงตนเอง ว่าไม่มี ไม่ต้องประกาศ จะประกาศอย่างไร แต่วันนี้ตนเองถือว่านายพิพัฒน์ ประกาศแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ประกาศว่า ในยุคของท่าน จะไม่มีเรื่องส่วยก่อสร้างผู้รับเหมา ไม่ต้องมาจ่ายเงินค่าต๋ง ก็ให้ความชัดเจนแล้วว่าจะไม่เก็บส่วยก่อสร้าง แต่อยากให้พูดสั้น ๆ ว่าผู้รับเหมา ไม่ต้องจ่ายส่วยให้ข้าราชการ หรือนักการเมือง เพราะนายพิพัฒน์ ไม่รับแน่ แต่ตนเองไม่รู้ว่าทีมหนูทีมเนจะรับหรือไม่ อยากขอแค่ให้คำมั่น

จากนั้น นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคมนาคม ได้ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า การอภิปรายในส่วนของนายสุรเชษฐ์ ที่ให้รัฐมนตรีประกาศ ตนก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องประกาศ เพราะไม่เคยมีการเรียกรับ วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาตอบเอง เพื่อให้ท่านสบายใจ ไม่ได้มีการกลับลำ แต่ตนเองตอบตามข้อเท็จจริง ส่วนที่ท่านตอบว่า “จ่ะ” ก็ไม่เป็นไร แต่จะบอกว่าทุกครั้งที่ต้องตอบคำถามถ้าไม่เชื่อก็จะบอกว่า “จ่ะ” ก็ไม่เป็นไร ดังนั้น ตนเองก็จะตอบว่า “จ่ะ”

ด้านนายจูรี กล่าวว่า เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกถามหาตนเอง ตนเองตกใจมาก เพราะออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอกแป๊บเดียว เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยปิดไมค์ใส่ตนเอง ซึ่งตนเองได้ฟัง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนมากพอ เพราะเป็นโครงการระยะยาว จึงฝากข้อห่วงใย และความห่วงใยของพี่ ๆ น้องชาวหาดใหญ่ที่นับถอยหลัง 100 วันแล้วว่า อีกไม่กี่วันที่น้ำจะมา มีมาตรการ ในการป้องกันน้ำเป็นอย่างไร กลัวจะเกิดขึ้นซ้ำอีก

นายพิพัฒน์ ยืนยัน และย้ำว่า สิ่งที่บอกว่ารัฐบาลไม่ให้การดูแล และความสนใจปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดสงขลา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยและมีข้อสั่งการไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เตรียมความพร้อม และสั่งการถึงอธิบดีกรมปกครองส่วนท้องถิ่น ให้แจ้งไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ว่า ให้เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ หากอุปกรณ์ไหนคิดว่าซ่อมได้ ให้ซ่อม อันไหนที่ซ่อมไม่ได้ ก็ใช้งบที่เหลืออยู่ แต่หากไม่มี ก็แจ้งมาที่รัฐบาล เราจะหาวิธีจัดสรรให้ แต่หากคุ้นเคยกับผู้บริหารท้องถิ่น ก็อยากให้มีการซักซ้อมก่อนถึงฤดูน้ำ แต่เท่าที่ตนเองทราบมาในปีที่ผ่านมา ไม่มีการซักซ้อม ซึ่งตนเองพยายามพูด และทำความเข้าใจกับนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ ว่าหากมีเครื่องมือ แต่ไม่ซักซ้อม ก็เหมือนมีเศษเหล็ก

นายพิพัฒน์ ยอมรับว่า ตนเองเป็นคนหาดใหญ่ และมีความกังวลมาก ญาติพี่น้องตนเองก็จะได้รับผลกระทบทุกครัวเรือน ไม่มีข้อยกเว้น เราต้องหาวิธีการป้องกัน และถ้าเหตุเกิดจริง ๆ ก็ต้องทำให้ผลกระทบเกิดขึ้นน้อยที่สุด ทำให้เหตุที่เกิดเบาลง ทรัพย์สินเสียหายไม่เป็นไร แต่อย่าให้มีผู้เสียชีวิตเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเรามีการสูญเสียมาก ตนเองไม่อยากโทษใคร แต่เชื่อว่า สส. ทุกคนในสงขลา ทุกพรรคทราบว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นมากมายเกิดจากสาเหตุอะไร ยอมรับว่า ที่ผ่านมาอาจไม่มีการประสานงานกันดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วที่นายกรัฐมนตรีให้ลงพื้นที่ไป 6 - 7 ครั้ง โดยเฉพาะเรื่องสินเชื่อ ก็เข้าใจว่าผู้ประกอบการก็ได้รับสินเชื่อไปพอสมควร และจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประชุมในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ หากว่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติสะดวกก็เชิญไปประชุมและหารือร่วมกัน

คุณอาจสนใจ

Related News