เลือกตั้งและการเมือง
ปชน.เคาะส่ง "ส.ก.เนอส" ชิงประธานสภา กทม. - "วิโรจน์" ฝากถึง "ชัชชาติ" สบายใจได้ ตรวจสอบตรงไปตรงมา
2 ชั่วโมงที่แล้ว
15 views
30 มิถุนายน ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหารผู้ว่าฯ พรรคประชาชน พร้อมด้วยว่าที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคประชาชน ทั้ง 22 คน แถลงกรณีเสนอชื่อผู้เข้าชิงประธานสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมวาระผลักดันสภาโปร่งใส ในยุคผู้ว่าฯชัชชาติ 2 ว่า จะมี 2 ข้อบัญญัติแรก ที่พรรคประชาชนจะเร่งขับเคลื่อนเป็นวาระสำคัญของเมืองและวาระสำคัญของสภา กทม. คือ 1.ข้อกำหนดไซต์ก่อสร้างปลอดภัยเพื่อให้ใช้ก่อสร้างทุกแห่งในกรุงเทพฯ มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด มีการเปิดเผยสัญญาประกันภัย มีการเข้มงวดและดูแลเรื่องของความปลอดภัยเพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณไซต์ก่อสร้าง หรือเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นประชาชนจะได้รับความคุ้มครองการดูแลการชดเชยจากประกันภัยอย่างเต็มที่
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า 2.ข้อบัญญัติควบคุมอาคาร เพื่อให้อาคารเก่าทั้งหมดในกรุงเทพฯ มีมาตรฐานในการตรวจสอบ มีการปลดล็อกเอาอาคารที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยมาใช้งาน เพื่อประโยชน์สาธารณะของชาวกรุงเทพฯ เช่น เรื่องการทำฟู้ดคอร์ทในราคาย่อมเยา เป็นต้น รวมถึงอาคารขนาดใหญ่ที่อาจจะต้องมีข้อบัญญัติกำกับให้มีการจัดสรรพื้นที่ไว้สำหรับจอดรถเมล์หรือรถสาธารณะ เพื่อคลี่คลายปัญหาการจราจรในห้างสรรพสินค้าหรืออาคารใหญ่
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ 2 ข้อบัญญัติดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อบังคับที่เราจะเพิ่มขึ้นมาด้วยคือ ข้อบังคับการประชุมสภา ซึ่งเป็นวาระที่เหมาะสมอย่างมากที่เราจะขับเคลื่อนสภา กทม. ให้มีความโปร่งใส ทุกการประชุมเมื่อมีมติใดๆ ชาวกรุงเทพฯ ควรที่จะได้รับรู้ด้วย ทุกอย่างต้องมีการเปิดเผยเป็นสาธารณะว่ามีโครงการใดเกิดขึ้นบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ใช้จ่ายไปอย่างไร ซึ่งตนคิดว่าทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่คณะกรรมการวิสามัญนั้น จะมี 2 ชุด ที่เราจะตั้งขึ้นมาทันทีคือ 1.คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการส่งตัวผู้มีสิทธิ์บัตรทองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหลายคนที่ชื่อของเขาสังกัดอยู่ในคลินิก และเมื่อต้องการการรักษาตัวกับคุณหมอเฉพาะทาง หรือต้องการได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้นจะมีปัญหาในเรื่องของการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลทุติยภูมิหรือโรงพยาบาลตติยภูมิ ถือเป็นปัญหาที่มีอยู่ทุกเขต และส.ก.เรามีความตั้งใจอยากมากที่จะหาแนวทางร่วมกันกับรัฐบาลกลางในการแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วง และ กทม. มีความจำเป็นต้องนำงบประมาณไปอุดหนุนและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็จะได้นำเรียนวิธีแก้ปัญหากับผู้ว่าฯ รับทราบและผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
2.คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในเขตประเวศ รวมถึงการคัดแยกขยะและฝังกลบขยะ ซึ่งเราควรมีแนวทางการจัดการขยะในกรุงเทพมหานครในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภา กทม.ในปี 2570 ที่ประชาชนอยากเห็นว่ามีการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา โดยพวกเรามีความตั้งใจที่จะนำ AI เข้าไปสกรีนตรวจสอบโครงการทั้งหมดในงบปี 2570 เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับผู้ว่าฯ รวมถึงจะมีการเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบ นี่คือวาระเมืองในช่วง 6 เดือนแรก
"ฉะนั้น การจะขับเคลื่อนวาระเมืองให้เป็นไปอย่างรวดเร็วพรรคประชาชน จึงมีความเห็นว่าเราต้องการประธานสภา กทม. ที่เข้าใจวาระเมืองและยึดมั่นอุดมการณ์ที่จะทำให้สภาโปร่งใส มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคนนั้นที่เราเห็นพ้องต้องกันทีาจะสนับสนุนให้เป็นประธานสภา กทม.คือ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก.เขตบางซื่อ" นายวิโรจน์ กล่าว
ด้าน น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนในฐานะแคนดิเดตประธานสภา กทม. ของพรรคประชาชน เสนอคือการเอาวาระการทำงานเป็นที่ตั้ง สิ่งที่เราผลักดันมาตลอดคือสภาโปร่งใส ใครทำอะไรต้องรู้หมด รวมถึงการทำให้สภาแห่งนี้เป็นสภาที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด สำหรับสภาโปร่งใสที่เราเสนออันดับแรกคือ การเปิดเผยผลการลงมติของ ส.ก.ทุกคนให้เป็นอัตโนมัติ โดยเราจะไปแก้ข้อบังคับจากเดิมที่ผลการลงมติจะไม่ได้มีการเปิดเผย ต้องไปขอประธานสภาให้เปิดเผยและที่ผ่านมาเกิดความอิหลักอิเหลื่อค่อนข้างเยอะว่าทำไมจึงขอโครงการนี้ แล้วไม่ขอโครงการนี้ ดังนั้นเราจะคืนความปกติให้กับสภา กทม. ให้เปิดเผยผลมติของทุกท่านทุกครั้งอย่างอัตโนมัติเหมือนสภาใหญ่ที่ทำมาแล้ว
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า อันดับต่อไปที่เราผลักดันมาตลอดคือการไลฟ์สดการประชุมคณะวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกรุงเทพมหานคร ที่เราต่อสู้กันมาเป็นระยะเวลานานในสมัยที่ผ่านมา ครั้งนี้เราจะแก้ไขข้อบังคับให้รวมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญทั้งหมดของสภากรุงเทพมหานครให้เป็นการไลฟ์สดโดยอัตโนมัติ แต่หากวาระไหนที่ประชุมแล้วมีชื่อบริษัทที่อาจจะมีความเสี่ยง หรือเกี่ยวกับความมั่นคงก็สามารถที่จะพักการถ่ายทอดสดได้
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวด้วยว่า อันดับถัดไปคือประสิทธิภาพในการทำงานของ ส.ก. ที่เรามีการเปิดเผยการเข้าประชุมของ ส.ก. ว่าในการประชุมกรรมการสามัญและกรรมการวิสามัญ ส.ก.ท่านนั้นเข้าประชุมบ่อยแค่ไหน อันดับต่อมาที่สำคัญมากคือเราจะไปแก้ไขข้อบัญญัติเพื่อให้เอกสารที่ฝ่ายบริหารจะส่งมาให้สภา กทม.ในการตรวจสอบงบรายจ่ายประจำปีจะต้องมี Machine Readable แนบมาด้วย เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างมีประสิทธิ
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เราจะผลักดันให้มีการจัดตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภา กทม. ที่จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานเรื่องงบประมาณของ ส.ก. โดยการวิเคราะห์งบประมาณมาล่วงหน้าแล้วว่ารายการต่างๆ นั้นมีความต่างจากราคากลางเท่าไหร่ บริษัทที่เสนอมานั้นเสนอโครงการใดอีกบ้าง ย้อนหลังไปกี่ปี สนับสนุนข้อมูลในการร่างข้อบัญญัติให้ ส.ก.ด้วย เพราะที่ผ่านมาเป็นการทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมายซึ่งไม่เพียงพอ
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า สุดท้ายที่เราคิดว่าควรจะมีมากๆ และเราจะผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้คือการจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบสัญญาผูกขาด โดยเราจะตั้งคณะกรรมการนี้ขึ้นมาเพื่อทบทวนสัญญาระยะยาวของกรุงเทพมหานคร ที่มีวงเงินเกิน 1 ร้อยล้านบาทขึ้นไปที่ทำกับเอกชน โดยเราจะเน้นไปสัญญาที่เกี่ยวข้องกับโรงขยะ การให้สัญญาสัมปทานกรุงเทพมหานคร และการจัดซื้อจัดจ้างระยะยาวในระบบไอทีต่างๆ ที่มีความเสี่ยงที่จะทุจริต
"สุดท้ายดิฉันในฐานะแคนดิเดตประธานสภา กรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน เราตั้งใจว่าเราจะผลักดันวาระเหล่านี้ให้ได้ และคาดหวังว่าเพื่อนสมาชิก หลายคนในสภากรุงเทพมหานครจะเห็นวาระนี้ตรงกันกับเรา จึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกให้เข้ามาร่วมกันกับเรา สิ่งที่เราผลักดันมาตลอดสี่ปีเราต้องการให้สภาแห่งนี้ไปสภาที่โปร่งใส ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มีประสิทธิภาพในการทำงานและขอฝากพี่น้องประชาชนเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วย" น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ขณะนี้หาพันธมิตรได้แล้วหรือไม่ที่จะมาสนับสนุนเรา นายวิโรจน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีอย่างน้อย 4 คน แล้วที่เห็นตรงกันและมาพูดคุย เข้าใจว่าสามารถกำหนดวาระในการทำงานร่วมกันแล้ว ฉะนั้น จึงต้องขอขอบคุณว่าที่ ส.ก.ทั้ง 4 คนนั้นด้วย อย่างน้อยขณะนี้ก็สามารถนับ 22+4 ไปได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีว่าที่ ส.ก.อีกหลายท่านที่เรายังหารือกันอยู่ แต่ยืนยันว่าการหารือที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการหารือโดยเอาวาระเมืองเป็นตัวตั้ง เป็นการหารืออย่างสร้างสรรค์
เมื่อถามถึง กรณีที่ นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ว่าที่ ส.ก.ลาดกระบัง ประกาศว่าพร้อมที่จะหนุน น.ส.ภัทราภรณ์ นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเปิดทีเดียวดีกว่า และการเปิดต้องให้ทางท่าน ส.ก. เป็นคนเปิด แต่เบื้องต้นต้องขอบคุณนายสุรจิตต์ มากๆ
เมื่อถามว่า ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการติดต่อพูดคุยอะไรกันหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ระหว่างนี้ก็มีการพูดคุยกันตลอด เพราะการทำงานของสภา กทม.จะต้องทำงานร่วมกัน จริงๆ เราต้องการ 50 เสียงเช่น การผลักดันการแก้ไขปัญหาเรื่องบัตรทองที่เกิดขึ้นกับทุกเขต ลำพัง 22 เสียง 25 เสียงหรือ 27 เสียงไม่มีพลัง แต่เชื่อว่าเวลาที่ ส.ก. เวลานั่งคุยกันเขาจะคุยกันเรื่องนี้ จึงคิดว่าอยากให้เป็นวาระของเมืองร่วมกัน หากเราได้ 50 คน ไม่มีปัญหาเลย
เมื่อถามว่า หาก น.ส.ภัทราภรณ์ ได้เป็นประธานสภา กทม. โครงการและการดำเนินงานต่างๆ จะราบรื่นและดีกว่าสำหรับคนกรุงเทพฯ อย่างไรบ้าง น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการที่เรามีเพื่อน ส.ก.เพิ่มเป็น 22 เสียง จะทำให้การทำงานง่ายขึ้นอย่างแน่นอน แต่ในวาระเมืองปกติก็จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ในหลายเรื่อง สุดท้ายเราต้องเอาพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง
เมื่อถามว่า มองว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการรวมตัวของส.ก. เพื่อสกัดขาพรรคประชาชน น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้หากเราย้อนดูการทำงานของสภา กทม.ที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น และได้แต่คาดหวังว่าเมื่อเราเสนอวาระเมืองของเราไปแล้ว หาก 28 เสียงที่เหลือหรือจะกี่เสียงก็ตามหากมีวาระอย่างไรก็ควรที่จะเสนอมาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เราคาดหวังว่าเราจะได้ ส.ก. เกินครึ่งเพื่อที่จะผลักดันวาระที่เราต้องการทำให้ง่ายขึ้น แต่เมื่อผลออกมาเป็น 22 ตนก็ยังถือว่าเป็นความสำเร็จและหากดูในภาพรวมกันจริงๆ ส.ก. ของพรรคประชาชนก็เป็นหน้าใหม่กันมากๆ หากดูเป็นในเชิงลึกลงไปอีกก็จะเห็นว่ากลุ่มหรือพรรคอื่น ไม่มีหน้าใหม่เลยจึงคิดว่านี่เป็นความสำเร็จที่น่าตื่นเต้นมากๆ สำหรับสนามท้องถิ่นของพรรคประชาชนในครั้งนี้
นายวิโรจน์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้ากับพูดคุยกับ ส.ก.จากพรรคหรือกลุ่มอื่นๆถึงการสนับสนุน น.ส.ภัทราภรณ์ ว่า ตอนนี้ มีสก.จากสังกัดอื่นๆ อย่างน้อย 4 คน ที่ยืนยันว่าจะมาร่วมโหวตให้ เนอส ภัทราภรณ์ เป็นประธานสภา กทม. เพื่อที่จะกำหนดวาระเมืองไปพร้อมๆกัน และด้วยความที่ทางพรรคประชาชนมีการเอาวาระเมืองเป็นที่ตั้ง ทำให้มี ส.ก. ที่มีความก้าวหน้า 4 คน เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรกับเรา ซึ่งต้องขอขอบคุณทั้ง 4 คนไว้ ณ ที่นี้ด้วย สามารถบอกได้เลยว่าตอนนี้พรรคประชาชนมีสก. 22 คน บวกสก.อีก 4 คน เท่ากับเป็น 26 คนแล้วเป็นอย่างน้อย
เมื่อถามว่าแสดงว่าตอนนี้ คิดไปได้เลยใช่หรือไม่ว่า สก.เนอส เป็น ประธานสภา กทม. นายวิโรจน์ บอกว่า ผมคิดว่าเราคาดหวังได้เลยดีกว่า เพราะว่าขณะนี้ก็มีการหารือเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการหารืออย่างสร้างสรรค์และเอาวาระเมืองเป็นตัวตั้ง
ส่วน 4 คนนี้ รวม 2 เสียงจาก Better Bangkok ด้วยหรือไม่ ภายหลัง ดร.จอห์น นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา แกนนำกลุ่ม Better Bangkok ยืนยันแล้วว่า 2 เสียง พร้อมหนุน นายวิโรจน์ กล่าวว่า เดี๋ยวเราเปิดทีเดียวดีกว่า เดี๋ยวคงให้ทางอีกฝั่งเปิด แต่เบื้องต้นขอบคุณ ดร.จอห์นมากๆ
ส่วนได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่ไม่นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ระหว่างนี้ได้มีการพูดคุยกันตลอดเวลา โดยเฉพาะการทำงานของสภากรุงเทพ ที่ต้องทำงานร่วมกัน
"ความจริงแล้วถามว่าเราต้องการกี่เสียง เราต้องการ 50 เสียง อย่างการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาบัตรทอง เกิดขึ้นกับทุกเขต ลำพังแค่ 22 เสียง 26 เสียง 27 เสียง มันไม่มีพลัง ซึ่งเวลา ส.ก.ก็นั่งคุยกันก็ต่างพูดคุยกัน จึงคิดว่าอยากให้เป็นวาระเมืองร่วมกัน ถ้าได้ 50 คนไม่มีปัญหาเลย" นายวิโรจน์ กล่าว
ส่วนข่าวลือที่ว่า สก.อีกฝ่าย จะมีการรวมตัวกันเพื่อเตะตัดขา พรรคประชาชน จนไม่ได้ตำแหน่งประธานสภากทม.นั้น น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า คิดว่าเป็นไปได้ ถ้าเราย้อนดูการทำงานของสภากรุงเทพมหานครที่ผ่านมา เห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิด เราได้แต่คาดหวังว่าหากเราเสนอวาระเมืองของเราไปแล้วว่า "สภาโปร่งใส" คือสิ่งที่เราอยากผลักดัน หากเกิด 28 เสียง มีวาระอย่างไรก็ควรเสนอมาเช่นกัน อีกอย่างในครั้งนี้ที่เรามี ส.ก.ในมือถึง 22 คน พวกเราก็จะทำงานกันได้ง่ายขึ้น แต่ในวาระเมืองต่างๆ เราสามารถมองต่างกันได้ แต่เราต้องเอาพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง
ขณะที่ นายวิโรจน์ กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า การแถลงข่าวในวันนี้ พรรคประชาชนไม่ได้เอาตำแหน่งเป็นที่ตั้ง เราเอาวาระของเมืองเป็นที่ตั้ง ในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ต้องถามว่าวาระเมืองของเรา มันไม่ดีตรงไหน เราทำโครงการที่ดีๆทั้งนั้น ดังนั้น ขอย้ำว่า ตัวเองไม่เชื่อเรื่องนี้ เพราะตัวเองยังไม่เห็นว่าจะมีใครเสนอวาระเมืองแข่งกับเรา สก.อีก 4 คน ที่มาเป็นพันธมิตรเราก็แสดงออกชัดเจนว่าจะมาร่วมมือกับเรา และอาจจะมีเพิ่มอีกก็ได้ เพราะเราเอางานเป็นที่ตั้ง
"ไม่เชื่อเรื่องสกัดขา แต่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง แต่ถ้าเกิดโอกาสทำงานเป็นตัวตั้งคิดว่าไม่มีปัญหา" นายวิโรจน์ กล่าวว่า
เมื่อถามถึงประเด็นที่พรรคประชาชนเคยพยายามสื่อสารมาตลอดว่าอยากได้ 50 เสียง และหากได้ไม่ถึงครึ่ง อาจมีผิดหวังและท้อ สก.เนอส ภัทราภรณ์ ตอบโดยบอกว่า “ตัวเองนี่แหละที่เคยพูดว่ารู้สึกท้อ” เพราะตัวเองคาดหวังว่าจะได้ ส.ก.จำนวนมากกว่าครั้ง แต่เราได้มา 22 คน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่ง ส.ก.ของพรรคประชาชนทั้ง 22 คนนี้เป็นหน้าใหม่ทั้งหมด และหากดูลึกไปอีก พรรคอื่นๆไม่มีหน้าใหม่เลย เพราะฉะนั้นการได้คนหน้าใหม่เข้ามาอยู่ในสภา กทม. มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆสำหรับพรรคประชาชน เท่ากับว่าพี่น้องประชาชนมั่นใจในตัวเรา
เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือไม่ ทั้งในเชิงการสนับสนุนหรือการตรวจสอบ สก.เนอส ภัทราภรณ์ อย่างที่เราสื่อสารมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และตลอดช่วงการหาเสียง การทำงานกับฝ่ายบริหารเราจะตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และสนับสนุนอย่างตรงไปตรงมาเช่นเดียวกันในส่วนของโครงการที่ดี มีความจำเป็น และเหมาะสม ดังนั้น ตอนนี้เรามีเสียงเพิ่มมากขึ้น คิดว่าเราจะทำงานตรงนี้ได้ดีมากขึ้น
ด้าน นายวิโรจน์ กล่าวเสริมว่า "ฝากถึงอาจารย์ชัชชาติ ด้วยความสบายใจเลย ว่าถ้าโครงการใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ราคามีความเหมาะสม สอดคล้องกับราคาตลาด กระบวนการโปร่งใส ไม่มีพิรุธ พรรคประชาชนจะร่วมกันปกป้องงบประมาณของประชาชน และขอใช้คำว่าจะไม่ตัดงบประมาณท่านเลยแม้แต่บาทเดียว แต่หากโครงการใดเรามีข้อสังเกต ก็ต้องยืนยันตรงนี้ว่า ผู้ว่าฯกทม. มีแค่คนเดียว มีสองตา พวกเรามี 22 คน มี 44 ตา เราจะร่วมกันเป็นหูเป็นตา หากพบข้อสังเกต จะปกป้องเงินภาษีของประชาชนอย่างเข้มข้น ทุกอย่างตรงไป ตรงมาเป็นมืออาชีพ ไม่มีปัญหา"