เลือกตั้งและการเมือง

“ศิริกัญญา” ซัด รัฐบาลโอนงบแก้วิกฤตตัวเอง “กรณ์” ฉะเหมือนเด็กเล่นขายบอก

3 ชั่วโมงที่แล้ว

8 views

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยมีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….


น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ อภิปรายเป็นคนแรก ว่า การโอนงบประมาณไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เมื่อประเทศเข้าสู่วิกฤต เราจะทำการเกลี่ยก่อนกู้เพื่อไปแก้วิกฤต ซึ่งหากทำเช่นนั้นไม่มีใคร คัดค้านการเตรียมงบประมาณเอาไว้รองรับ สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น วิกฤตพลังงาน แต่ตนคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์นั้น แต่เป็นการเตรียมงบประมาณเอาไว้เพื่อรองรับวิกฤตของตัวรัฐบาลเอง ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าสถานะทางการคลังของรัฐบาลกำลังมีปัญหาหนัก เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลังและกำลังต้องรวบรวมเงินทุกบาททุกสตางค์ เพื่อรองรับภาระหนี้ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า


น.ส. ศิริกัญญา กล่าวว่า เราต้องไม่หลงประเด็น เพราะการโอนงบรอบนี้ ไม่ใช่การเตรียมเงินเพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นการเตรียมเงินวิกฤตรัฐบาล ผ่านมาสามเดือนและหลังจากมีการแถลงนโยบายผ่านมา 3 เดือน ซึ่งมีการระบุชัดในนโยบายเรื่องการโอนงบประมาณ ตนก็เคย อภิปรายและเตือนรัฐบาลไปแล้ว ว่าการโอนงบประมาณอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเป็นการโอนงบประมาณในไตรมาสาม ของปีงบประมาณ ทำให้เหลืองบประมาณไม่มาก อีกทั้งในช่วง 3 เดือนแรกรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างหนัก อย่างเรื่องงบอบรมสัมมนา และพอจะออก พ.ร.บ. งบประมาณช่วงเดือนมีนาคม หากไปดูอัตราการใช้จ่ายก็เกิน 60% ไปแล้ว และเมื่อจะโอนจริงทำให้เหลืองบประมาณไม่มาก


เมื่อมีการชะลอการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ทำให้เกิดความปั่นป่วนของระบบราชการ เพราะหลังจากส่งสัญญาณว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ มีการส่งหนังสือเวียนให้เร่งรัดการเบิกจ่ายก่อนวันที่ 30 เมษายน เมื่อหลายหน่วยงานเร่งไม่ทันก็มีการชะลอการใช้จ่าย ทำให้การเบิกจ่ายภาครัฐหยุดชะงักในช่วงแรก ต่อมารัฐบาลกังวลว่า หากออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ก่อนจะอนุมัติ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ก็อาจจะต้องนำเงินไปใช้เงินคงคลัง ทำให้การออก พ.ร.บ. โอนงบฯ ถูกเลื่อนไปอีก สุดท้ายตั้งเป้าโอนงบเมื่อเดือนเมษายน 8 หมื่นล้านบาท ลดลงมาเหลือแค่ 1 หมื่นล้านบาท แต่สุดท้ายเงินนิดเงินหน่อยก็ต้อง เอาเพราะรัฐบาลกำลังช็อตใช่หรือไม่


ขณะที่งบกลางฉุกเฉินที่นายกฯ บอกว่าใช้หมดแล้วเพราะเอาไปรองรับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เพราะนำไปใช้ รับมือวิกฤตพลังงานแค่ 3 พันล้านบาท ส่วนที่จะโอนรอบนี้ เพราะมีหนี้ค้างจ่าย เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม และยังมีค่าโง่คลองด่าน รวมถึงยังต้องเตรียมเงินไว้สำหรับภัยพิบัติ ความมั่นคง ชายแดน และภาระอื่นอีกมากมาย ซึ่งก่อนที่จะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท บอกว่าจะเอาไปใช้หนี้ 140,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดสำนักงบประมาณบอกว่าหนี้ก้อนนี้เหลืออยู่ 5 หมื่นล้านบาท จึงอยากให้รัฐบาลชี้แจงว่า ตกลงแล้วหนี้ที่ค้างจ่าย เหลืออยู่เท่าไหร่ ขณะที่งบประมาณที่จะต้องโอนมามีเพียง 10,328 ล้านบาท ยังไม่เพียงพอกับภาระหนี้ที่จะต้องจ่าย


“เมื่อมาดูไส้ใน ปรากฏว่า 93% ของงบที่ถูกตัด ถูกโอนไป เป็นรายจ่ายลงทุน ประมาณ 9 พันกว่าล้านบาท หากปล่อยให้เงินก้อนนี้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จะเกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการแจกเงิน หรือไทยช่วยไทยพลัส 60:40 รวยกันจนไม่ไหวแล้ว แทนที่จะตัดตรงนั้นแต่ท้ายที่สุดกลับไปตัดงบลงทุน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นการตัดงบประมาณจริงๆ กับการจัดลำดับความสำคัญใหม่ แต่เป็นการเลื่อนจ่ายทันเวลาเนื่องจากไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันตามเวลา แสดงว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้มีความจริงจังในการจัดลำดับความสำคัญใหม่ และที่ตลกไปกว่านั้น อ้างว่าจะนำเงินไปรองรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่กลับมีการตัดงบในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำประมาณ 1,033 ล้านบาท ก็งงเหมือนกัน อ้างภัยพิบัติน้ำท่วม น้ำแล้งเพื่อโอนงบประมาณ แต่กลับตัดงบที่ใช้ในส่วนนั้น หากให้ความสำคัญจริง ทำไมไปตัดในส่วนนั้น หรือหากให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริง ทำไมเลือกตัดรายจ่ายลงทุน แทนจะตัดส่วนอื่นที่เป็นรายจ่ายประจำ” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ


น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวว่า ในการอภิปรายการโอนงบฯ ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตมากมาย ในโครงการต่างๆ ที่สามารถปรับลดได้เพื่อนำไปทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็น โครงการ จัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา (Skill/Credit Portfolio) เท่าที่เช็กยังไม่ได้ทำสัญญาก่อนวันที่ 2 มิถุนายน เพราะมีการทบทวน TOR อยู่ ซึ่งสามารถปรับลดงบลงได้ แต่เป็นเพียงการตัดลดงบงวดแรก ไม่ได้ตัดลดทั้งโครงการ ขณะที่กระทรวงกลาโหมก็ยืนหนึ่งเรื่องของการเบิกจ่ายล่าช้า ซึ่งปี 2563 ก็เป็นกระทรวงที่ โอนงบกลับมา ถ้าพิสูจน์ให้กับรัฐบาลได้มากที่สุด แต่รอบนี้ 100 กลับถูกโอนเพียงแค่ 223 ล้านบาท ขณะงบที่เป็นแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานก็ยังนำมาไม่หมด ทั้ง ๆ ที่ อยู่ในแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทอยู่แล้ว และรอบนี้การโอนงบประมาณไม่มีการไปแตะงบของศาล อัยการ และองค์กรอิสระ แม้แต่บาทเดียว


“ตนก็เลยงงว่า ตกลงแล้วรัฐบาลได้จัดลำดับความสำคัญหรือไม่ในการโอนงบประมาณครั้งนี้ หรือแค่ดึงเงินจากหน่วยงานที่ยอมให้ดึง หรือหน่วยงานที่ยอมเลื่อนงวดงาน แล้วใช้แค่เกณฑ์วันที่มาบอกว่า โครงการใดใช้จ่าย เบิกจ่ายไม่ทัน ก็ต้องโอนงบกลับมา แต่ไม่ไปแตะงบประมาณที่ใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพ” น.ส.ศิริกัญญา อภิปราย


น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เราเจอในร่างฉบับนี้ ในยามวิกฤตแบบนี้ ยังไม่เห็นภาวะของผู้นำประเทศที่จะให้ความสำคัญกับการจัดลำดับใหม่ เมื่อประเทศต้องเจอกับวิกฤต ยังมีปัญหาเรื่องการมองปัญหาล่วงหน้า ปัญหาเรื่องการบริหารการเงินการคลังที่ดี เพราะเหมือนรอให้หนี้บวมเพิ่ม


“ถึงวันที่จะต้องจ่ายแล้วค่อยวิ่งหาเงิน ทำให้หลังชนฝา ต้องหาทุกบาททุกสตางค์มารวมไว้ในก้อนนี้ แต่กลับไม่กล้าปรับในสิ่งที่จำเป็น สะท้อนว่าการโอนงบประมาณ 10,000 ล้านบาทนี้ เพื่อช่วยรัฐบาลหมุนเงิน ที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ประเทศต้องแลกกับการชะลอเบิกจ่ายของหน่วยราชการ และเมื่อเทียบกับภาระหนี้ที่จะต้องจ่ายกว่า 140,000 ล้านบาท เงินที่โอนมาก็ยังไม่ถึง 10% ที่ต้องใช้หนี้


ตนจึงมองว่าเป็นการโอนงบประมาณที่ได้ไม่คุ้มเสีย ยังเป็นสัญญาณเตือนที่ดี ถ้ารัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน บริษัทนี้ก็มีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ใช้จ่ายเกินตัว หมุนเงินไม่ทัน ติดหนี้มหาศาล ทั้งจากคู่ค้า และคู่ความ ไม่ใช่หนี้จากการกู้ด้วยซ้ำ แต่ที่น่าเสียดาย จากการพูดคุยกับวิป และตัวแทนประธาน เพราะว่าสภาแห่งนี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขการโอนงบประมาณ ผ่านการแก้ไขตัวบทกฎหมายนี้ได้แต่อย่างใด เพราะติดปัญหาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ถ้าจะโอนงบประมาณเพิ่มก็ถือเป็นการเพิ่มรายการ แต่ถ้าจะลดโครงการใดที่ไม่สมควรตัดงบประมาณ ก็จะกลายเป็นการเพิ่มงบประมาณ ทั้งขึ้นทั้งล่องเราไม่สามารถที่จะแก้ไขเปลี่ยนอะไรในเล่มงบประมาณนี้ได้ แต่ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเจอครั้งแรก แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหานี้ให้เกิดขึ้นจริง “น.ส.ศิริกัญญา กล่าว


น.ส.ศิริกัญญา ยังยืนยันว่า เราต้องพิจารณา พ.ร.บ. โอนงบฯ นี้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ รัดกุม ถึงแม้จะไม่สามารถปรับลดเพิ่มอะไรได้ อย่างน้อยสิ่งที่ไม่สมควรทำ หรือตัดเพิ่ม ก็ควรระบุไว้ในข้อสังเกต เพื่อให้สภาได้ใช้สิทธิ์และอำนาจเต็มที่ดันงบประมาณ


ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายการร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณของพ.ศ…. ว่า ถือเป็นโอกาสที่สำคัญของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปรับความตั้งใจใช้ภาษีพี่น้องประชาชนให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น น่าเสียดายที่ผลลัพธ์ที่รัฐบาลนำเสนอต่อรัฐสภา เป็นกฎหมายที่มีนัยยะสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยมาก มีผลต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาคน้อยมาก และมีผลต่อการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนน้อยมากเช่นกัน


“เมื่อมาดูในรายละเอียดแล้ว อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบว่าเหมือนเด็กมาเล่นขายของมากกว่าการทำงานของรัฐบาลในการบริหารการคลังของประเทศ” นายกรณ์ กล่าว


นายกรณ์ กล่าวว่า พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มีไว้เพื่อปรับการใช้เงินของรัฐบาลให้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งตั้งแต่ตอนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลพูดถึงสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ส่งผลต่อปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาน้ำมัน ราคาแก๊สที่แพงขึ้น รัฐบาลจึงประเมินว่า แผนการใช้เงินตาม พ.ร.บ.งบประมาณปี 69 สมควรต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จะได้มีเงินมาดูแล และเยียวยาประชาชน ซึ่งถือเป็นหลักการที่ดีมาก และเชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มองเห็นความจำเป็นในในการปรับการใช้จ่ายงบประมาณ 69 ทันที ที่เกิดสงคราม จึงเป็นสาเหตุที่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายในการแถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเราก็เห็นด้วย ว่าเป็นการ บริหารจัดการตามที่ควรที่จะเป็น แต่สุดท้ายแล้วเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีผลต่อธุรกิจ และประชาชนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกช้า และออกน้อย


นายกรณ์ กล่าวว่า ทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็น พ.ร.บ. เป็ดง่อย ที่ไม่สามารถเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาลในการดำเนินภาษีไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ตามเจตนาเริ่มต้นที่มี โดยตารางเวลาในการนำเสนอเรื่องนี้ ในแง่ความคิดมีมาตั้งแต่วันที่เกิดสงครามช่วงเดือนมีนาคม รองนายกฯ เอกนิติ ได้ส่งสัญญาณว่า งบที่รัฐบาลคิดว่าน่าจะโอนได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน แต่หากย้อนกลับไปดู จะเห็นว่ามีรองนายกฯ ปกรณ์ ที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชนในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออก พ.ร.ก. สูงถึง 500,000 ล้านบาท ซึ่งตนเองเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของนายเอกนิติ เช่นเดียวกันกับกระทรวงการคลังที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้รับเรื่องนี้ และความจริงไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปปรึกษากระทรวงการคลัง การออก พ.ร.ก. ควรเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง ได้เป็นผู้ริเริ่มความความคิด และสถานการณ์ณวันนั้น ก็บอกว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องออก เพราะรกกระทรวงการคลังมีแผนที่ดีกว่าอยู่แล้ว คือการโอนงบประมาณ รวมกับงบที่เหลืออยู่ก็จะมีงบประมาณกว่า 125,000 ล้านบาท ในการเยียวยาประชาชน จากเหตุภาวะสงคราม


สุดท้าย ก็น่าเศร้าที่การคลัง แพ้การเมือง เพราะการเมืองมีธงชัดเจนว่าจะออก พ.ร.ก. สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่นายเอกนิติ ขีดเส้นไว้ว่าจะพิจารณาโครงการใน พ.ร.บ. โอนงบเมื่อวันที่ 30 เมษายน หากใครยังไม่ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง จะถูกพิจารณาตามความเหมาะสมว่าโอนงบประมาณตามมาหรือไม่ แต่เวลาก็ล่วงไป ถูกปล่อยปละละเลย ทิ้งเวลานานมาก กว่าจะออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ และแน่นอนว่าไม่มีกระทรวงไหนอยากคืนงบประมาณให้กับนายเอกนิติ สุดท้ายแล้ว ทุกกระทรวงก็เร่งลงนามในสัญญา แม้ว่าไม่ใช่โครงการที่จำเป็นเร่งด่วน หรือมีความสำคัญเทียบเท่ากับการดูแลประชาชน เป็นเพราะรัฐบาลต้องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทมาแทน


นายกรณ์ ยังถามอีกว่า จาก 100,000 ล้านบาทเหลือ 10,300 ล้านบาท ต้องมีคำอธิบาย ทำไมถึงเหลือแค่นี้ และทำแค่นี้ ทำไปทำไม เพราะผลต่อระบบเศรษฐกิจแทบไม่มี ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 10 ของเจตนาเดิมที่รัฐบาลมี หากเปรียบเทียบการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณในช่วงที่เกิดวิกฤตก่อนหน้านี้ ในช่วงโควิดสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งโอนงบประมาณได้ถึง 88,000 ล้านบาท มากกว่าการโอนงบในรัฐบาลอนุทิน 2 เกือบ 9 เท่า และหากเปรียบเทียบกับงบประมาณปี 63 เป็นวงเงินรวมที่น้อยกว่าวงเงินงบประมาณ ปี 69 เกือบ 500,000 ล้านบาท


นายกรณ์ มองว่า มีเหตุผลหลักอยู่ 2 เหตุผล คือการแก้เขิน และการแก้ต่าง โดยที่แก้เขิน เพราะรัฐบาลได้ประกาศต่อรัฐสภาในการแถลงนโยบาย ว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หากไม่ทำจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนแก้ต่าง คือแก้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเงื่อนไขสำคัญในการจะออกได้ ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น และหนึ่งในความหมายนั้น คือรัฐบาลฉันต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เครื่องมือทุกชิ้นแล้วในการหาเงินมาแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่เพียงพอ จึงต้องออก พ.ร.ก. ดังนั้น หากรัฐบาลไม่ออก พ.ร.บ. โอนงบ และโอนให้แค่ 10,000 ล้านบาท ก็อาจเป็นประเด็นคำถามที่รัฐบาลจะมีปัญหาในการตอบตุลาการรัฐธรรมนูญ ว่าออก พ.ร.ก. โดยที่แม้แต่ พ.ร.บ. ยังไม่ทำเลย แต่หากถามว่าสุดท้ายแล้ว การโอนแค่หมื่นล้าน ทั้งที่รู้อยู่แต่แรกว่าสามารถโอนได้ 100,000 ล้านบาท เป็นการกระทำสุดความสามารถ นำไปสู่สภาวะหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องที่ตุลาการสารัฐธรรมนูญต้องพิจารณาต่อไป


พอถึงวันนี้สภาวะการเศรษฐกิจโดยรวมมันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยแบงค์ชาติ ออกมาปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากเดิม 1% กว่า เป็น 2% กว่า คือมองว่าสถานการณ์ดีขึ้น สภาวะสงครามที่น้ำมันแพงขนาดนี้ ค่อนข้างคลี่คลาย ราคาน้ำมันในตลาดตลาดโลกลดลงรวดเร็ว สถานะทางการเงินของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษี เป็นไปตามเป้า และเกินเป้าด้วยซ้ำ ทุนสำรอง ระหว่างประเทศก็สูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตอนนี้ไม่มีเงื่อนไขเรื่องความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เลย และศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยเรื่องนี้ในวันที่ 9 กรกฎาคม จึงขอแนะนำรัฐบาลว่าเมื่อโอน 10,300 ล้านบาทไปแล้ว อย่ารีบใช้ เผื่อว่าไม่มี พ.ร.ก. ในมือ คุณค่าของ 10,300 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นอย่างทันที

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ