เลือกตั้งและการเมือง
สภามีมติไม่ส่งตัว “ชนนพัฒฐ์” ให้ดีเอสไอ ด้วยคะแนน 308 ต่อ 126 เสียง เจ้าตัวลุกแจงพร้อมเข้าสู่กระบวนการ
29 พ.ค. 2569
643 views
เวลา 11.40 น. ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม ได้มีการพิจารณาวาระด่วน เรื่องกรณีการเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม รับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำ ในระหว่างอยู่ในสมัยประชุมตามมาตรา 125 เนื่องด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีหนังสือถึงสภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณาอนุญาตให้คณะพนักงานสอบสวนของคดีพิเศษ ทำการออกหมายเรียกนายชนนพัฒฐ์ มารับทราบข้อกล่าวหา ตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด
ทั้งนี้มาตรา 125 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติห้ามมิให้หมายเรียกเรียกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปทำการสอบสวน ในฐานะผู้ต้องหาในคดีอาญา ในระหว่างสมัยประชุม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ที่ประชุมจะอนุญาต หรือไม่อนุญาต ให้คณะเจ้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการออกหมายเรียก ให้นายชนนพัฒฐ์ มารับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบปากคำ ในสมัยประชุมตามมาตรา 126 ของรัฐรัฐธรรมนูญ
จากนั้นนายโสภณ ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย โดยผู้อภิปรายคนแรกคือ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยกล่าวว่า ขอทำหน้าที่ตัวแทนพรรคประชาชนในการอภิปราย และแสดงจุดยืนต่อกรณีนี้ เพราะไม่ว่า จะเป็นหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม หรือหลักของความเสมอภาคใด ๆ ต่างพูดตรงกันหมดว่า กรณีมีข้อเท็จจริงในสาระสำคัญแบบเดียวกัน จะต้องปฏิบัติให้เหมือนกัน โดยมองว่า เรื่องเอกสิทธิ์ และความคุ้มค่า ไม่ได้มีเฉพาะ ซึ่งเอกสิทธิ์ และความคุ้มกัน ไม่ได้มีเฉพาะรัฐธรรมนูญไทย แต่เป็นเรื่องหลักการสากล ที่อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย และระบอบรัฐสภา เนื่องจาก สส. เป็นตัวแทนของระบอบรัฐสภา เป็นตัวแทนประชาชน และเป็นเสียงที่มาจากระบอบฉันทามติที่ประชาชนมอบให้ ดังนั้นจึงต้องมีเอกสิทธิ์ในการคุ้มกันการทำหน้าที่เป็นพิเศษ แต่สิ่งที่เราต้องยืนยันในการพิจารณาขณะนี้ ไม่ใช่เอกสิทธิ์ เพราะเอกสิทธิ์ หรือสิทธิพิเศษ ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา 125 แต่อยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 124 และสิ่งที่ต้องสื่อสารไปยังประชาชน เพราะไม่เช่นนั้นจะเข้าใจผิดว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใช้เอกสิทธิ์ที่เหนือกว่าบุคคลอื่นอีกแล้ว ซึ่งไม่ใช่ โดยสิ่งที่เรากำลังพิจารณาตามหลักกฎหมายเรียกว่า ”ความคุ้มกัน“ ซึ่งหากเป็นกรณีเอกสิทธิ์ เป็นสิทธิเด็ดขาด ต้องถูกคุ้มครองแบบเบ็ดเสร็จ
ดังนั้นหากย้อนไปดูรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้บัญญัติเรื่องความมุ่งหมายเจตนารมณ์ “ความคุ้มกัน” ซึ่งมีเพื่อป้องกันเหตุอยู่ 3 ประการคือ 1. ไม่ให้เอามาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นหมายเรียก, หมายจับ หรือการจับกุม ที่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่อาจมองว่า เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง 2. จำเป็นต้องมีไว้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนประชาชน ไม่ถูกกระทบกระเทือน และ 3. ต้องไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก ซึ่งจะเห็นได้ว่า นี่เป็นความคุ้มกัน แบบมีเงื่อนไข เพราะความคุ้มกันจะเกิดขึ้นกรณีถูกเรียกในคดีอาญา ส่วนคดีแพ่งไม่นับ และจะต้องเกิดขึ้นในช่วงสมัยประชุม รวมถึงความคุ้มกันมีเงื่อนไขว่า อาจถูกเพิกถอนได้ หากเป็นกรณีที่สภาแห่งนี้ให้การอนุญาต ซึ่งในกรณีนี้เข้าข่ายความผิดทางอาญา แต่ต้องดูฐานความผิด ตามข้อเท็จจริงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอตัวบุคคลดังกล่าว มีข้อกล่าวหาอะไร โดยหากมองว่า เป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องพนัน เพราะฉะนั้นตนก็มองว่า อาจจะไม่ใช่อาชญากรรมโดยแท้ เพราะยังมีข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงกว่านั้น ซึ่งไม่ว่า เพื่อนสมาชิก จะทำตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พรรคประชาชนจึงมองว่า นี่ไม่ใช่กรณีของการกระทำ ที่แม้จะเป็นความผิดอาญา แต่มาจากการกระทำตามหน้าที่ในฐานะสมาชิก ซึ่งพรรคประชาชนยังมองไม่เห็นว่า จะมีแรงจูงใจทางการเมืองแบบใด
โดยพรรคประชาชนยังเชื่อมั่นว่า สิ่งที่นายชนนพัฒฐ์ ได้ประกาศเองว่า พร้อมจะเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเชื่อมั่นว่า เขาจะได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการดังกล่าว ดังนั้นด้วยเหตุผลของความแตกต่างที่กล่าวมา ตนจึงเห็นด้วยกับการเห็นชอบให้อนุญาต ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ เข้าสู่การดำเนินการทางคดี และเชื่อว่า หากนายชนนพัฒฐ์ สละเจตนารมย์ของความคุ้มกัน แม้ในทางกฎหมาย จะไม่ใช่บทเบ็ดเสร็จที่จะให้สละได้ ซึ่งนี่คือ บรรทัดฐานใหม่ที่จะเกิดขึ้น ในระบอบสภาแห่งนี้ และระบอบประชาธิปไตย
นายณัฐวุฒิ ยังระบุว่า ขอประกาศจุดยืนว่า หากในอนาคตมีสมาชิกพรรคของประชาชนคนใด ถูกดำเนินการในลักษณะข้อเท็จจริงแบบเดียวกัน พรรคประชาชนก็จะเห็นด้วยกับการอนุญาตให้พวกเขา เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความถูกผิดเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ระหว่างอภิปรายเรื่องดังกล่าว นายชนนพัฒฐ์ ได้เดินไปทักทายเพื่อนสมาชิก ตามพรรคต่าง ๆ ก่อนกลับมานั่งที่เก้าอี้ เพื่อฟังเพื่อฟังการอภิปราย โดยมี สส.พรรคกล้า ธรรม ได้เดินเข้ามาให้กำลังใจ ทั้งโอบไหล่ และจับมือ
ภายหลังที่สมาชิกได้อภิปราย นายชนนพัฒฐ์ ได้ลุกขึ้นกล่าวเปิดใจต่อที่ประชุมว่า ทุกคำแนะนำ และคำติที่เกิดขึ้น ตนได้ตั้งใจรับฟังคำติทุกคน ตนพร้อมที่จะรับผลการโหวตในวันนี้ ซึ่งตนเป็นคนหนึ่ง ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยขอยืนยันกับเพื่อนสมาชิกที่คัดค้านการโหวตส่งตัวว่า ตนพร้อม และยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการ แต่ตนก็ยังต้องยึดตามหลักการ เพราะการเข้าสู่กระบวนการ หากปิดสมัยประชุมแล้ว ตนเองก็หนีไม่พ้น และตนพร้อม แต่หลักการของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราต้องยึดตามหลักการในประเด็นนี้ ซึ่งตนขอพูดเพียงเท่านี้ ซึ่งใช้เวลาชี้แจงต่อสภาเพียง 1.09 นาที และหลังพูดจบนายชนนพัฒน์ก็ได้ยกมือไหว้ขอบคุณเพื่อนสมาชิก ก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่รอฟังมติ
จากนั้นประธานในที่ประชุมได้ให้ที่ประชุมลงมติ ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าประชุม 432 คน โดยมีผู้เห็นด้วย 126 คน ไม่เห็นด้วย 308 คน งดออกเสียง 2 คน ไม่ลงคะแนนเสียง 3 คน เป็นอันว่า ที่ประชุม มีมติไม่อนุญาตให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการออกหมายเรียกนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ไปรับทราบข้อกล่าวหา และการทำการสอบสวน ในระหว่างสมัยประชุมตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ
แท็กที่เกี่ยวข้อง ชนนพัฒฐ์นาคสั้ว