เลือกตั้งและการเมือง

สภาฯ ตีตกตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ เห็นชอบให้ ครม.พิจารณาแทน

29 พ.ค. 2569

286 views

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้อภิปรายสรุปการพิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ว่า การที่เราถกเถียงกันอยู่ตรงนี้ไม่ใช่การหาคำตอบว่าจะทำหรือไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ จะทำหรือไม่ทำSEC แต่ที่สำคัญกว่ายุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืน ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร พร้อมยกตัวอย่าง สิ่งที่สส.ได้ร่วมกันอภิปราย ที่ตั้งคำถามถึงสนข. ว่า ได้ลงไปรับฟังปัญหาในพื้นที่อย่างทั่วถึงจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงฝากไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าได้ฟังเพื่อนสมาชิกในพรรคตนเองหรือไม่


นอกจากนี้สส.ในภาคใต้เกือบทุกคนยังมีคำถามถึงการทำโครงการนี้ จะมีเหตุผลอะไรปัดตกญัตติถึงการตั้งกรรมาธิการวิสามัญครั้งนี้ นอกเหนือจากการที่รัฐบาลจะปิดหูปิดตาดึงดัน เดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยไม่ฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน สาระสำคัญของสส. แต่ละคนน่าจะสะท้อนออกมาจากโครงการ EEC ว่าจะดูแค่ตัวเลข GDP อย่างเดียวไม่ได้ อย่างตัวเลขของ GDP ในโครงการ EEC เติบโตขึ้นจริงแต่ความมั่นคงในชีวิตของแรงงาน สวัสดิการแรงงานไม่ได้เติบโตตาม GDP สรุปแล้วโครงการขายฝันที่รัฐบาลต้องการ เอาเงินลงทุนจากภาคเอกชนต่างประเทศ มาตั้งโรงงานในประเทศก่อมลพิษในประเทศ มีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ผลประโยชน์และดอกผลนั้นตกในมือใคร จึงอยากชวนทุกคนถอยออกมาก่อน อย่าพึ่งพูดถึงตัวเลขว่าทำโครงSEC แล้วคุ้มหรือไม่คุ้ม ให้เริ่มจากฐานคิด ว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเพียงแค่ทางผ่านสินค้าและซัปพลายเชนโลก ตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ในระเบียบโลกใหม่ หรือมองว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นบ้านเกิดของชาวไทยทุกคน ที่ใช้ชีวิตประกอบอาชีพ สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน ภาคซึ่งพรรคประชาชนมองว่า 14 จังหวัดภาคใต้ คือบ้านเกิดเมืองนอนของทุกคน ชาวใต้ทุกคนต้องมีโอกาสมีอนาคตที่ดีกว่านี้ หากจะลงทุนถูกจุด และพัฒนายุทธศาสตร์ภาคใต้ที่ถูกต้อง ต้องถอยกลับมาดูปัญหาที่ต้นตอ


วันนี้ชาวใต้เกษตรกรและประมง ยิ่งทำยิ่งจนยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ซึ่งยังขาดสิทธิในที่ดินทำกินของตนเองไม่มีโฉนดเป็นของตัวเอง มีคุณภาพชีวิตยังไม่ดีเพียงพอเมื่อเทียบกับคนในภูมิภาคอื่น ชาวใต้เข้าถึงน้ำประปาต่ำที่สุด ในประเทศนี้ ชาวใต้เสียค่าขนส่งในการเดินทางสูงมากกว่าภาคเหนือและอีสาน ทั้งๆ ที่รายได้ก็น้อย ภาคการท่องเที่ยวก็ยังมีปัญหาเรื่องการกระจุกตัว และประสบปัญหาภัยพิบัติมากกว่าภาคอื่น ๆ 3-4เท่า แม้ภาคใต้จะมีความมั่นคงทางอาหาร แต่ 11 จังหวัดมีน้ำหนักเด็กแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ มีปัญหาด้านโภชนาการ


ดังนั้นจึงเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้นั้นเติบโตช้า ยิ่งพัฒนายิ่งเหลื่อมล้ำ กว่าภูมิภาคอื่นๆ มากขึ้นทุกปี นอกจากนี้แต่ละจังหวัดในภูมิภาคของตัวเองก็ยังมีความเหลื่อมล้ำ เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่แค่5จังหวัด ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตใหญ่ ๆ จากภายนอก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้อย่างรุนแรงเสมอมา นี่คือต้นตอของปัญหาที่เรายังขาดความเข้มแข็งภายใน


นายณัฐพงษ์ สรุปว่า โครงการแลนด์บริดจ์ จะเพิ่มความมั่นคงทางที่ดินให้กับเกษตรกร หรือจะทำลายความมั่นคงในที่ดินของเกษตรกร เพราะแค่รัฐบาลประกาศว่าจะมีโครงการนี้ ยังไม่ต้องเวนคืนที่ดิน นายหน้าก็กว้านซื้อที่ดินรอเกร็งกำไรหมดแล้ว ในขณะที่ภาคใต้พัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่กระจุกตัวอยู่แค่ 5 จังหวัด ซึ่งรัฐบาลควรจะวางแผนเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กระจายไปอย่างจังหวัดเมืองรอง แลนด์บริดจ์ทำให้เกิดภาพนี้หรือไม่ หรือกำลังทำลายป่าชายเลน ทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติซึ่งเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แลนด์บริดจ์ทำให้เกิดการกระจายตัวไปยังชุมชนหรือกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มทุน นี่คือคำถามที่อยากให้ทุกคนคิด


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเสนอโครงการ ที่ดีกว่า SEC คือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ หรือ SBRC เอาสิ่งที่ภาคใต้มีดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับเกษตรกรทุกคน เพิ่มความมั่นคงในที่ดิน ทำเกษตรเพิ่มมูลค่าเป็นเกษตรยั่งยืนตอบโจทย์ตลาดในอนาคต และพัฒนาในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศน์ แต่ต้องลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการทำน้ำประปาดื่มได้ การทำพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน ภาคใต้มีศักยภาพ


ในเรื่องนี้เพื่อที่จะสร้างรายได้และอาชีพใหม่ งานที่มีคุณภาพเกิดจากการลงทุนที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังต้องมีบริการขนส่งสาธารณะที่ตรงเวลา การศึกษาที่มีคุณภาพให้กับลูกหลาน และอาหารที่มากกว่าหนึ่งมื้อ งานต่างๆ ที่มีคุณค่ารวมถึงระบบการรักษา รพ.สต. หรืออนามัยต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชาวใต้รอการลงทุนจากรัฐบาล มาเรื่องนี้เรายังไม่ได้ศึกษาเชิงวิชาการอย่างถูกต้องแต่สรุปตัวเลขออกมาคร่าว ๆ ไม่ต้องลงทุนถึง 1 ล้านล้าน 5แสนล้านบาทภายในหกปี ถ้าทำกรอบทุกอย่างที่เราเสนอไม่ต้องใช้กฎหมายพิเศษไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP ไม่ต่ำกว่าสีแน่นอนและจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรผ่านการแปรรูป ไม่ต่ำกว่า 30% ช่วยลดภาระหนี้สินของเกษตรกร ไม่ต่ำกว่า 30% แน่นอน ซึ่งตัวเลขแตกต่างเหล่านี้เชื่อว่าต้องการศึกษาอีกมาก และจำเป็นจะต้องตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา แนวทางการพัฒนาภาคใต้ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ในอนาคต


“ตอนนี้เรามีสองตัวเลือก ระหว่างการมองประชาชนชาวใต้ เป็นเพียงแค่ผู้ได้รับผลกระทบ หรือเรามองว่าพี่น้องชาวใต้ทุกคน คือเจ้าของพื้นที่ภาคใต้ เป็นเจ้าของการพัฒนาโครงการต่างๆ ร่วมกัน ตนจึงสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องนี้”


ขณะที่ นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย กล่าวสรุปญัตติว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่โครงการที่เป็นยาวิเศษจะแก้ปัญหาทุกปัญหาของประเทศไทยให้หายในช่วงค่ำคืน แต่คือทางออกและประตูบานใหม่ที่ดีที่สุดในรอบหลาย 10 ปี ที่ประเทศไทยต้องเลือกเดิน โดยทางด้านเศรษฐกิจที่ สส. หลายคน ได้พูดถึงประโยชน์ของแลนด์บริดจ์ ทั้งการสร้างงานมากกว่า 2.8 แสนอัตรา หรือการเพิ่มจีดีพีให้ประเทศถึง 1.5% ต่อปี และยังมีการดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อปกป้องภาษีของประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับให้ประเทศเป็นฮับการเดินเรือ และโลจิสติกส์ของอาเซียน เรายังช่วยลดเวลาการเดินเรือของโลกได้ 3-4 วัน สิ่งที่สำคัญคือหากในอนาคตมีแลนด์บริดจ์ เราจะสามารถขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ไปยังท่าเรือระนองได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการเดินทางได้มากถึงประมาณ 14 วัน และสามารถเป็นทางเลือกหลัก ให้กับเศรษฐกิจของประเทศจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว


นายพีรพัฒน์ กล่าวว่า โอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ และเป็นโอกาสที่ประเทศไทยมีมาโดยตลอด แต่เราไม่เคยใช้มันอย่างจริงจัง ส่วนด้านความมั่นคงที่พวกเราได้เห็นจากผลกระทบจากความขัดแย้งของตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่ทราบคือช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีการขนส่งน้ำมันถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่ใช่เส้นทางที่มีน้ำมันเดินผ่านมากที่สุด แต่เป็นช่องแคบมะละกาข้างบ้านเรา ที่มีการขนส่งน้ำมันถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถ้าวันใดวันหนึ่งเกิดวิกฤต เกิดสงครามหรือมีการปิดกั้นเส้นทางการค้า ผมเชื่อว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะมีความรุนแรงมากกว่าวิกฤตใดๆ ที่ประเทศของเราเคยเผชิญมา แม้เราไม่อาจสามารถคาดการณ์ได้ว่าวิกฤตนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่แต่หน้าที่สำคัญของรัฐบาลคือการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมก่อนวันนั้นจะมาถึง เพื่อไม่ให้การส่งออกสินค้าไทยได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบ และยังเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียตอนใต้ด้วย แลนด์บริดจ์ จึงไม่ใช่โครงการที่ทำเพื่อเศรษฐกิจแต่คือยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศชาติ


นายพีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อมแลนด์บริดจ์ จะถูกสร้างด้วยแนวคิดแบบเดิมของโลกยุคเก่า แต่จะขับเคลื่อนด้วยแผนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ESIA) ระบบ Green Port (ท่าเรือสีเขียว) เทคโนโลยีสมาร์ตโลจิสติกส์ และพลังงานสะอาด พร้อมแนวทางการออกแบบโครงสร้าง เช่น การเจาะอุโมงค์ และการกันแนวเส้นทางเพื่อรักษาแนวเส้นป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศให้ได้มากที่สุด เป้าหมายของเราคือไม่ใช่การเลือกระหว่างเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อมแต่การคือให้ทั้งสองอย่างเดินไปด้วยกันให้ได้


“โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่โครงการของภาคใต้เพื่อผลประโยชน์ของคนใต้แต่คืออนาคตทางเศรษฐกิจของพวกพวกเราทุกคน ทุกภาค ทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม บางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุด ที่เราจะทำได้คือการไม่ลงมือทำอะไรเลย จะอีก 20 ปีหรือ 30 ปี ต่อจากนี้ผมไม่ต้องการให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความคิดว่า ในวันที่เรามีความพร้อมทำไมเราปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปได้ ดังนั้นคำถามของเราในวันนี้ไม่ใช่ว่าเราควรทำหรือไม่แต่เราจะทำอย่างไรให้โครงการแลนด์บริดจ์ ประสบความสำเร็จและเกิดผลประโยชน์ที่สูงที่สุดให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน”


ภายหลังการอภิปรายแสดงความเห็นของสมาชิกในการพิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) แล้ว ที่ประชุมได้ลงมติเนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกัน ระหว่างการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กับ เสนอให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยผลการลงมติ เสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นด้วยกับการเสนอความเห็นให้ ครม. พิจารณา ไม่เห็นด้วย 174 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง จึงถือว่าสภาฯ มีมติส่งญัตตินี้ให้ ครม.พิจารณา

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ