เลือกตั้งและการเมือง

“รวมไทยสร้างชาติ” ค้านรัฐบาลส่งออก “น้ำมันเครื่องบิน” ไปประเทศคู่แข่ง ทำโรงกลั่นกำไรอื้อซ่า

2 ชั่วโมงที่แล้ว

7 views

“อรรถวิชช์” นำ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงค้าน “รัฐบาล” ส่งออก “น้ำมันเครื่องบิน” ไปเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ ทำโรงกลั่นกำไรอื้อซ่า ซัด “กระทรวงพลังงาน” ให้ข้อมูลไม่ครบ ยันคลังน้ำมันไม่ได้ล้น โรงกลั่นสามารถปรับปรุงสูตรเป็นดีเซลได้ ข้องใจขายให้ประเทศคู่แข่งการท่องเที่ยว? แนะขายให้ “บริษัทสายการบิน” ลดราคาตั๋วในประเทศ กระตุ้นท่องเที่ยวไทย

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ นำทีมแถลงคัดค้านกรณีสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.มีมติส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท Jet A-1 หรือน้ำมันเครื่องบิน ไปยังประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ จากข้อเสนอของกระทรวงพลังงานว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศ ดังนั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ ขอให้รัฐบาลยุติการส่งออกน้ำมันเครื่องบินทันที เพราะขณะนี้สงครามในตะวันกลางและช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ จะส่งผลต่อการใช้น้ำมันภายในประเทศ และขณะนี้โรงกลั่นหลายโรงฯ ได้มีการปรับสูตรการกลั่นน้ำมันแล้ว ซึ่งไม่ใช่ว่าจะต้องกลั่นออกมาเป็นน้ำมันประเภท Jet A-1 จนล้นคลัง

ดังนั้นขอยืนยันว่าข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่ชี้แจงต่อ สมช. เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน และไม่จริงคือ ที่บอกว่า คลังน้ำมันล้น ขอให้ไปดูบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทรัฐวิสาหกิจ ที่มีคลังน้ำมันอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง โดยปัจจุบันคลังน้ำมันยังเก็บได้อีกเกือบครึ่ง ดังนั้นน้ำมันประเภท Jet A-1 ยังไม่ได้ล้นคลังจริง

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ช้าราชการฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานพูดไม่หมด เพราะปัจจุบันน้ำมัน สามารถกลั่นออกมาได้หลายประเภท และได้มีการปรับสูตรไปแล้วหลายโรงกลั่น ซึ่งเวลาปรับสูตรจะมีต้นทุน โดยเวลาปรับสูตรจะมีการปรับลดน้ำมันเครื่องบินลงมาเป็นน้ำมันดีเซล ซึ่งแปลว่า โรงกลั่นมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น และในส่วนที่กลายเป็นน้ำมันดีเซล เพราะส่งออกน้ำมันเครื่องบินไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงาน ไม่ได้รายงานต่อ สมช. ทำให้สิ่งที่ตามมาคือ การอนุมัติให้ส่งออกน้ำมันเครื่องบิน เพราะต้องการให้โรงกลั่นขายน้ำมันแพงได้ในตลาดโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว ควรจะเก็บน้ำมันชุดนี้ไว้ใช้ภายในประเทศ

นายอรรถวิชช์ ได้เสนอไปยังรัฐบาลว่า ต้องยกเลิกการส่งออกน้ำมันประเภท Jet A-1 และเก็บไว้ใช้ภายในประเทศ และไปเจรจากับบริษัทสายการบิน ให้ลดค่าตั๋วเครื่องบินลง ซึ่งตนได้ประสานงานไปยังบริษัทสายการบินบางสายการบินแล้ว โดยบริษัทเหล่านั้นยินดีที่จะลดราคา ถ้ารัฐบาลลดราคาน้ำมันเครื่องบิน Jet A-1 และราคาน้ำมันเครื่องบินดังกล่าว ไม่มีความจำเป็นต้องไปอ้างอิงจากราคาน้ำมันประเทศสิงคโปร์อีกต่อไป พร้อมขอให้ประเทศไทยกำหนดราคาเอง และทุบราคาหน้าโรงกลั่นของราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา ก็จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงได้ และให้เพิ่มจำนวนเที่ยวบินเพิ่มเติม เพราะขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวไม่ว่า จะเป็นจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และภาคใต้ เงียบมาก ไม่มีเที่ยวบิน เนื่องจากตั๋วมีราคาแพง ซึ่งตรงนี้จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลแก้ไข เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนิน “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อลดค่าใช้จ่าย ที่ประชาชนต้องการท่องเที่ยว แต่ไม่มีเที่ยวบิน

นอกจากนี้นายอรรถวิชช์ ยังได้เสนออีกว่า ขอให้มีการยกเลิกการขายน้ำมันเครื่องบินให้กับประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากประเทศเวียดนามถือเป็นคู่แข่งที่มีความสำคัญกับประเทศไทย ด้านการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลกำลังทำจุดอ่อนของประเทศเวียดนาม ให้แข็งขึ้น ซึ่งไม่เข้าใจว่า ทำไมข้าราชการฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานถึงทำเช่นนี้ ต้องการให้เวียดนามมาเป็นคู่แข่งกับไทยหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดมาก

“ผมเข้าใจรัฐบาล แม้รวมไทยสร้างชาติ จะไม่ได้อยู่ใน ครม. แต่เราร่วมยกมือสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เราถึงอยากเห็นรัฐบาลนี้ ทำงานได้อย่างราบรื่น และแม่นยำ ดังนั้นขอให้ฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงาน รีบเสนอข้อมูลให้ถูกต้อง และครบถ้วนเดี๋ยวนี้ เพราะการส่งออกให้เวียดนาม จะทำให้โรงกลั่นมีกำไรอื้อซ่า เนื่องจากโรงกลั่นลดต้นทุนการปรับแต่งน้ำมัน และเพิ่มกำไรขึ้น โดยขายน้ำมันเครื่องบินให้กับต่างประเทศ ในราคาแพง“ นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ตนได้คุยโทรศัพท์กับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น โดยได้บอกว่า ให้ระวังเรื่องน้ำมันเครื่องบิน และได้เสนอว่า ให้ไปลดราคาน้ำมันเครื่องลงมาดีกว่า เพราะเห็นว่า นายเอกนัฏ กล้าที่จะทุบราคาหน้าโรงกลั่น จึงได้บอกว่า ทำไมถึงไม่ทุบราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา แล้วนำไปให้สายการบินภายในประเทศ แต่ตนคิดไม่ถึงว่า ตอนที่ฝ่ายประจำนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. กลับนำเสนอให้สามารถส่งออกได้ จนทำให้โรงกลั่น ได้กำไรหลายเด้ง ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนไทย แต่เชื่อว่า นายเอกนัฏ ได้ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ข้าราชการกระทรวงพลังงานสวมหมวก 2 ใบ ซึ่งใบหนึ่งคือ ฝ่ายกำกับตรวจสอบ โดยระบบข้าราชการ และอีกใบคือ นั่งเป็นบอร์ดโรงกลั่น

คุณอาจสนใจ

Related News