เลือกตั้งและการเมือง

“เอกนิติ” เผยมติ ครม. ไฟเขียว “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 เปิดลงทะเบียน 25-29 พ.ค.

3 ชั่วโมงที่แล้ว

114 views

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน เพื่อให้ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน เหตุผลหลักคือวิกฤตพลังงานที่ประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลกประสบอยู่ ซึ่งเราพบกับวิกฤตหลายระลอก เริ่มจากวิกฤติที่มีราคาสูงขึ้น และวันนี้ยังมีวิกฤตระลอก 2 คือวิกฤตต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเราได้ออกมาตรการเมื่อวันที่ 11 เมษายน ในการชะลอผลกระทบวิกฤตต้นทุน ผ่านการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรกร ผู้ขนขนส่งขับรถรับจ้าง และรถบรรทุกต่าง ๆ


และวันนี้กำลังเข้าสู่วิกฤติที่ 3 คือวิกฤตของแพง มีโอกาสสูงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้น ถ้าไม่สามารถหยุดวิกฤตได้ จากวิกฤตของแพวจะนำไปสู่วิกฤตระลอกต่อไป คือกำลังซื้อจะหดหาย รายได้ในกระเป๋าลดลง ธุรกิจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นและจากกระทบกับคนไทยที่มีรายได้น้อยเงินออมรองรับ ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรในอดีต ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่จะต้องออกโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน เพื่อช่วยประคับประคองประชาชนและธุรกิจรายย่อย เพื่อให้รองรับผลกระทบค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่อง คือ


1. ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยกลุ่มเปราะบาง ผ่านสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมที่จ่ายเดือนละ 300 บาท เพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งมีจำนวน 13.2 ล้านคน แต่มาติดคอได้ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยไปจัดทำข้อมูลและเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ ให้กลุ่มเปราะบางที่อาจไม่อยู่ในกลุ่ม 13.2 ล้านคน เข้าไปอยู่ในกลุ่มนี้ได้ จะใช้วงเงินทั้งหมด 56,000 ล้านบาท


2. มาตรการที่ช่วยคนชนชั้นกลาง คนทำงาน และมนุษย์เงินเดือน ที่เจอค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้น ซื้อน้อยโดยหลักคิดคือช่วยประชาชนที่มีกำลังซื้อน้อยแต่ยังมีกำลังซื้ออยู่ โดยประชาชนจ่าย 40% รัฐบาลจ่าย 60% ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เดือนละ 1000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จะใช้วงเงิน 120,000 ล้านบาท


3.เพื่อเป็นการต่อลมหายใจให้ร้านค้ารายย่อย ซึ่งทุกการใช้จ่ายไม่ได้ช่วยเฉพาะผู้ซื้อ แต่เป็นการช่วยร้านค้ารายเล็ก เป็นการเติมสภาพคล่องต่อลมหายใจและเติมสายป่าน เพื่อให้อยู่ได้เพื่อให้อยู่ได้ จึงชื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส


นอกจากนี้ยังจะมีการนำ AI เข้ามาช่วยสอนให้บริหารต้นทุนให้ดีขึ้น โดยสามารถเช็กราคาต้นทุนกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบริหารจัดการต้นทุนให้ดียิ่งขึ้น และให้ผู้ประกอบการรายย่อย เข้าสู่แหล่งสินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบมากขึ้น โดยไม่ต้องไปกู้นอกระบบ


นายเอกนิติ ยืนยันโครงการไทยช่วยไทยพลัสฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เพราะวิกฤตครั้งนี้คือวิกฤตค่าครองชีพ กระทบคนส่วนมาก กระทบคนตัวเล็กตัวน้อย มนุษย์เงินเดือน คนที่ไม่มีรองรับ เราจะประคองคนส่วนมาก เพื่อช่วยเขาให้สามารถผ่านวิกฤตไปด้วยกัน


นอกจากนี้นายเอกนิติ เปิดเผยด้วยว่า ในที่ประชุม ครม. ได้มีการหารือในเรื่องของ พ.ร.ก.กู้เงิน ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้ ซึ่งวันนี้คณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้แจง โดยมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และกระทรวงการคลังเป็นการชี้แจงและทางคณะรัฐมนตรียืนยันว่าในเรื่องของพระราชกำหนดนี้ได้มีผลบังคับใช้ไปแล้ว หลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนคำร้องก็เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติที่ดำเนินการไปแล้ว เราก็ชี้แจงไป ซึ่งเน้นย้ำว่าพระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว


สำหรับแนวทางการลงทะเบียนจะเหมือนเดิมกับรอบที่ผ่านมา ในส่วนของคนเดิมจะกดยืนยันอีกครั้งหนึ่งซึ่งระบบจะตอบกลับทันที ในขณะที่คนใหม่จะต้องลงทะเบียนตามขั้นตอนเหมือนเดิมและต้องรอ 3 วัน เพื่อนำข้อมูลใหม่ไปตรวจสอบกับกรมการปกครอง


ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน ว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสวันนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลเห็นความจำเป็นที่ต้องดูแลคนไทยให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยดูแลประชาชนมากกว่า43 ล้านคน


โดย 13.2 ล้านคนแรก เป็นกลุ่ม ที่มาจากกลุ่มสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มนี้จะได้รับเงินเพิ่มเติมจากที่เคยได้ 300 บาทเพิ่มอีก 700 บาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 ซึ่งจะมีเงิน 1000 บาท ในการจับจ่ายใช้สอยแต่ละเดือน เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านธงฟ้า


กลุ่มที่สองประชาชนทั่วไป รัฐบาลช่วย บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ในโครงการ 60 : 40 ซึ่งจะได้เงินคนละ 1,000บาท เป็นจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน ระยะเวลาการใช้จ่าย4 เดือน คือ มิถุนายน ถึงเดือนกันยายน


นายลวรณ ยังอธิบายว่ากลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายละเอียดยังเหมือนเดิม เพียงแต่จะมีเงินเพิ่มอีก 700 บาทในส่วนการใช้จ่ายกับร้านธงฟ้า ที่ปัจจุบันได้ 300 บาท เป็น 1000 บาททำให้มีอำนาจการซื้อ มีกำลังซื้อที่เหมาะสม ผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ส่วนอื่นๆ ที่เป็นค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ค่าเบี้ยความพิการยังเหมือนเดิม


“ในส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีระยะเวลาโครงการ 4 เดือน เพราะฉะนั้นระหว่างทางเราจะทบทวนว่าถ้ามีการกลั่นกรองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจะเหลือคนจนที่แท้จริงเท่าไหร่ และยังมีคนจนที่อยู่นอกระบบ ที่เรายังเก็บตกไม่หมดอีกเท่าไหร่ ก็จะทำงานควบคู่กันไป” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว


ปลัดกระทรวงการคลัง ยังกล่าวถึงผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ 60 : 40 กลุ่มเป้าหมายรัฐบาลตั้งไว้ 30ล้านคน ซึ่งดูจาก ความต้องการจากโครงการครั้งที่ผ่านมา ที่เปิดรับลงทะเบียน 20 ล้านคน ครั้งนี้รัฐบาลจึงขยับขึ้นไปให้อีก 10 ล้านคน ซึ่งคิดว่าจะเพียงพอกับประชาชนที่ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างทั่วถึง ถ้าดูจากสถิติของโครงการรัฐบาลที่ผ่านมาเคยมีผู้ลงลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคน เพราะฉะนั้นจึงคิดว่า 30 ล้านคน ก็คงจะเพียงพอ


นายลวรณ ย้ำว่า โครงการ 60:40 ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพ สิ่งที่จะเห็นว่าแตกต่างไปจากโครงการคนละครึ่งพลัส คือ รัฐบาลออกให้ 60 ประชาชนออก 40 ไม่ใช่คนละครึ่ง


ส่วนเกณฑ์อายุเริ่มต้นที่ 18 ปีขึ้นไป โดยดูจากตลาดแรงงาน ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ จะแตกต่างจากครั้งที่แล้วคือร้านค้าที่เป็นภาคบริการ เช่น ร้านทำ ทำเล็บ ร้านนวดสปา ที่เคยเข้าร่วมในโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งนี้จะไม่ได้ เนื่องจากเราต้องการให้เงิน 1,000 บาทในแต่ละเดือนใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างแท้จริง สำหรับการใช้จ่ายจะใช้ได้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน สิ่งที่จะเน้นย้ำคือการเปิดให้ลงทะเบียนสำหรับภาคประชาชนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ถึง 29 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่ 06:00 น. จนถึง 22:00 น.


“เริ่มซ้อมวอร์มนิ้วกันได้ คิดว่า 30 ล้าน คน น่าจะพอ ส่วนร้านค้า ที่อยู่ในระบบเคยร่วม โครงการคนละครึ่งพลัสให้เข้าไปยืนยันเพื่อเข้าร่วมโครงการ สำหรับร้านค้าใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ เปิดรับอยู่ในช่วงวันที่ 25 พฤษภาคมจนถึง 30 พฤษภาคม สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว


ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะที่ Food Deliveree จะตามมาในอีก 2 สัปดาห์ เนื่องจากต้องมีการเชื่อมแพลตฟอร์มของ Food Deliveree 4 เจ้าใหญ่ รัฐบาลยืนยันโครงการไทยช่วยพลัส จะเป็นโครงการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานรากและฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ