เลือกตั้งและการเมือง
“ฮุน มาเนต” ย้ำพรมแดนเปลี่ยนแปลงไม่ได้จากการบีบบังคับ "สีหศักดิ์" เผยพูดคุยกัมพูชา ยังมีขั้นตอน-ใช้เวลา
2 ชั่วโมงที่แล้ว
49 views
วันที่ 7 พ.ค.69 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงหลังการหารือ 3 ฝ่าย ระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระบุว่า ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ที่ได้จัดการประชุมในวันนี้ขึ้น บทบาทผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของฟิลิปปินส์ในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และเอกภาพของภูมิภาค เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง วันนี้ ตนได้พบกับนายกรัฐมนตรีอนุทินด้วยความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน การหารือของเรามุ่งเน้นไปที่มาตรการลดความตึงเครียดและการสร้างความไว้วางใจ เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างกรอบความสัมพันธ์ที่นำไปสู่สันติภาพถาวร และการทำให้ความสัมพันธ์กลับสู่ภาวะปกติ
เราได้หารือถึงการกลับมาเดินหน้ากลไกความร่วมมือที่มีอยู่ทั้งหมด ได้แก่ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (เจบีซี) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชา (จีบีซี) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) หลังรัฐบาลใหม่ของไทยกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ
นายฮุน มาเนต กล่าวว่า กัมพูชาขอชื่นชมบทบาทสำคัญของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน และขอขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียนสำหรับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง กัมพูชายินดีต่อการที่ฟิลิปปินส์เข้ารับบทบาทผู้นำต่อจากมาเลเซียและได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พร้อมกับขอเรียกร้องให้มีการส่งเสริมความเข้มแข็งของบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในการตรวจสอบและรับรองการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและมาตรการต่างๆ ที่ได้ตกลงกันไว้
พร้อมเสริมว่า เรายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนต่อประชาชน รวมถึงผ่านสมาคมมิตรภาพกัมพูชา–ไทย ในฐานะเสาหลักเสริมในการฟื้นฟูความไว้วางใจและส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกัน ต่อจากนี้ เราได้มอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม และผลักดันเรื่องดังกล่าวต่อไปในลักษณะที่เป็นรูปธรรมและมุ่งผลสัมฤทธิ์ ดังที่ประธานาธิบดีได้กล่าวไว้
“กัมพูชาขอเน้นย้ำว่า พรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดได้ด้วยการใช้กำลังหรือการบีบบังคับอย่างไม่เป็นธรรม ขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการแถลงการณ์ร่วมวันที่ 27 ธันวาคม อย่างครบถ้วนและทันที โดยเฉพาะข้อที่ 3 ซึ่งเรียกร้องให้กรอบความร่วมมือเจบีซีกลับมาเริ่มงานสำรวจและปักปันเขตแดนโดยเร็วตามข้อตกลงที่มีอยู่ เนื่องจากกัมพูชาเชื่อว่า กลไกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยุติการใช้การบีบบังคับในพื้นที่ และรับประกันว่าหลักอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเส้นเขตแดนระหว่างประเทศจะได้รับการเคารพตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนสนธิสัญญาและข้อตกลงที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยสร้างความไว้วางใจและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ”
นายฮุน มาเนต กล่าวอีกว่า เรายังได้หารือถึงแนวทางในอนาคตสำหรับการจัดการข้อพิพาทพื้นที่ทางทะเลทับซ้อน ภายหลังจากที่กัมพูชาตัดสินใจเริ่มกระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังจากไทยถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจปี 2001 กัมพูชาเชื่อว่านี่คือแนวทางสันติที่จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย
นายฮุน มาเนต ทิ้งท้ายว่า กัมพูชายึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่มีอยู่ รวมถึงพันธกรณีที่ได้รับการยืนยันไว้ในปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ วันที่ 26 ตุลาคม 2025 และแถลงการณ์ร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2025 และพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างสร้างสรรค์ รวดเร็ว และด้วยความสุจริตใจ
ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการหารือ 3 ฝ่าย ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ว่า การหารือดังกล่าวมาจากการประสานงานของฝ่ายฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ที่ต้องการให้ไทยและกัมพูชา ได้มาพูดคุยกันว่าจะเดินหน้าคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งอย่างไร ซึ่งไม่ใช่การแทรกแซง แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้มีการพูดคุยกันอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมาในทุกประเด็น และยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งในส่วนของฝ่ายไทยเห็นว่าควรสร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพราะฉะนั้นในการหารือ นายกฯอนุทิน ได้พยายามเสนอมาตรการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหา อาทิ สิ่งที่เราเสนอเมื่อมีการหยุดยิงแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยง "สงครามทางวาจา" กล่าวหาบนเวทีระหว่างประเทศ ที่จะไม่เป็นประโยชน์ต่อการพูดคุย
ส่วนอีกประเด็นสำคัญ คือ การแสวงหาความร่วมมือในบางเรื่องที่ทำร่วมกันได้ โดยเฉพาะการปาบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งมีข้อตกลงกันว่าจะให้ฝ่ายตำรวจของ 2 ประเทศ รื้อฟื้นกรอบการเจรจาที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ประชุมร่วมกันเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังเห็นว่าควรมีการติดต่อกันระหว่างภาคประชาชน ผ่านสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน 2 ประเทศ
ทั้งนี้ ในการประชุม 3 ฝ่ายครั้งนี้ ได้มอบให้ตน ในฐานะรองนายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศ กับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา มาพูดคุยกันโดยเร็ว เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการ ก่อนเดินไปสู่กรอบความร่วมมือต่างๆ และมองกันว่าหากจะเดินหน้าความร่วมมือ จำเป็นต้องมีการติดต่อกันได้โดยตรง สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าสำคัญ คือการส่งอุปทูต กลับไปประจำการสถานทูตของแต่ละฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ยังมีขั้นตอนต้องดำเนินการ
นายสีหศักดิ์ ยังพูดถึงปัญหาเรื่องเขตแดนทางบก คิดว่าก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไทย-กัมพูชา ควรจะต้องมีการประชุมเตรียมการ ซึ่งย้ำว่าไทยไม่ได้บ่ายเบี่ยงการเจรจา แต่ต้องดูว่าการเจรจาจะเริ่มจากจุดไหน ไปสู่จุดไหน บางเรื่องอาจตกลงกันได้ บางเรื่องและอาจต้องใช้เวลา
ส่วนเรื่องเขตแดนทางทะเลนั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นายกฯอนุทิน ได้ชี้แจงว่า การที่ไทย ยกเลิก mou44 ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่าระยะเวลากว่า 20 ปีที่บังคับใช้กันมาไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น ”ถ้าเรายังมุ่งมั่นการเจรจาตามกรอบนี้ ก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่เป็นประโยชน์ผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายในการปักปันเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน นี่คือเจตนาของฝ่ายไทย ฉะนั้นเมื่อไทยและกัมพูชา ต่างเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เราก็สามารถเจรจาในกรอบนี้ได้ ซึ่งมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ“
นายสีหศักดิ์ ย้ำว่าการหารือ 3 ฝ่ายครั้งนี้ เป็นการพูดคุยร่วมกันที่เป็นประโยชน์ ซึ่งนายกฯอนุทิน มุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ ปกป้องอธิปไตยของประเทศ และต้องการข้ามความขัดแย้งไปให้ได้ แต่การจะไปถึงจุดนั้น ต้องก้าวข้ามโดยรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน
ส่วนกรณีที่ประชาชนที่ยังแสดงความกังวล นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การหารือ ยังไม่ได้มีข้อยุติใดๆและพยายามหาแนวทางเดินหน้าไปด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย และการหารือที่เกิดขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้น อาจจะไม่ได้แก้ไขโดยง่าย แต่คิดว่าการพูดคุยน่าจะดีกว่าการปะทะ และใช้ความรุนแรงต่อกัน
แท็กที่เกี่ยวข้อง