เลือกตั้งและการเมือง

“พิธา” ยันเจตนาอดีต 44 สส.ก้าวไกล ยื่นแก้ ม.112 แค่ใช้พื้นที่สภาฯ แลกเปลี่ยนอย่างสันติ ด้าน “ปิยบุตร” โพสต์เดือด

2 ชั่วโมงที่แล้ว

27 views

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีเป็น 1 ใน 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และยื่นคำร้องให้ศาลฎีกา พิจารณากรณีการร่วมลงชื่อและยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกา นัดฟังคำสั่ง 24 เม.ย.นี้


โดยนายพิธา ระบุว่า ขอยืนยันเจตนาของพวกเราว่า การเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติในครั้งนั้น มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามที่จะใช้ “สภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย


ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง หากปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่โดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยและมีความชอบธรรม ก็มีความเสี่ยงที่จะลุกลามบานปลายเกินกว่าที่พี่น้องประชาชนจะคาดคิด ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ทำ คือนำเรื่องนี้กลับเข้ามาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อให้มีการอภิปราย และแลกเปลี่ยนกันอย่างมีวุฒิภาวะในสภาที่มีข้อบังคับชัดเจน ซึ่งเป็นวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตย และได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในนานาอารยประเทศ


นายพิธา ระบุอีกว่า ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวไม่ควรเป็นคดีมาตั้งแต่ต้น แต่ทั้งหมดคือกระบวนการ “นิติสงคราม” ที่มุ่งหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภาของพวกเรา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน


“ผมอยากให้ทุกฝ่ายลองมองอีกมุมหนึ่งว่า โดยหลักการแล้ว การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” อย่างเข้มข้น โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติ ไร้การถ่วงดุลและตรวจสอบ “มาตรฐานทางจริยธรรม”อาจถูกนำมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงและไร้สัดส่วนได้ และสิ่งนั้นต่างหากที่กำลังเซาะกร่อน บ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยของเราทุกคน" นายพิธา ระบุ


อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ในมุมของคนที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่มาก่อน 6 เดือนก่อนกลับเข้าสภา เห็นว่า พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะ

หนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง

สอง พวกเขามีบทบาทสำคัญในการทำงานของสภา ทั้งการตรากฎหมาย และการควบคุมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

สาม ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง 10 คน ก็ไม่สามารถดำเนินการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภาในลักษณะเดิมซ้ำได้อยู่แล้ว


"ดังนั้น การให้ทั้ง 10 คนยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐหรือการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอลง แต่เป็นการพิทักษ์รักษาระบอบรัฐสภา และความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็งในระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม" นายพิธา ระบุ


ขณะที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณี 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมลงชื่อและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่


โดยนายปิยบุตร ระบุว่า ตั้งแต่คดียุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 10 ปี ในข้อหาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จากกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 ต่อเนื่องมาจนถึงคดีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะ ไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กรณี 44 ส.ส.เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 ซึ่งอาจส่งผลเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต


หากระบอบนี้ ไม่ต้องการให้การแก้ไข มาตรา 112 สำเร็จ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธียุบพรรค / ตัดสิทธิตลอดชีวิต เลย บรรดาผู้กุม ”ใบอนุญาตที่ 2 สามารถใช้กลไกตามครรลองของรัฐธรรมนูญอย่างเป็นอารยะ ด้วยการใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรคว่ำไป หรือให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.แบบนี้ ขัดรัฐธรรมนูญ


“แล้วพวกเขาทำแบบนี้ เพราะอะไร ใครที่คิดอ่านเดินเกมแบบนี้ คงไม่ต้องการแค่เพียง ให้การแก้ไขมาตรา 112 ไม่สำเร็จ แต่พวกเขาคงต้องการ  ”ทำสงครามสั่งสอน“ ทีหลัง พวกเอ็งอย่าริอ่านทำ “วางสนุ้ก“ ต่อไป พรรคไหนมีเสียงข้างมาก ก็อย่าบังอาจทำ ”ล้อมคอก“ ผู้แทนราษฎร มิให้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกตลอดกาล" นายปิยบุตร ระบุ


นายปิยบุตร ระบุอีกว่า แต่โดยที่พวกเขาไม่ตั้งใจ พวกเขากลับทำให้ประเด็นการเมือง (ประกอบด้วย ผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุน 14.4 ล้านเสียง / 151 ส.ส./ ที่ 1 ของประเทศ) ต้องเผชิญหน้ากับประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์


"ผมยืนยันเสมอมาว่า ประเทศไทยต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ แต่การนำประเด็นสถาบันพระมหาษัตริย์มาใช้ประกอบการยุบพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก และตัดสิทธินักการเมืองที่ได้รับความนิยม มีผลงานในสภา ไม่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่น เช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ มีวิธีต่างๆอีกมากมาย ที่สกัดการแก้ไข 112 ได้ ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องทำ ”นิติสงคราม“ ถึงขนาดนี้" นายปิยบุตร ระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ