เลือกตั้งและการเมือง

“สีหศักดิ์” เปิดวิสัยทัศน์การทูต 2.0 เผยท่าที "กัมพูชา" ไม่พร้อมคุย แต่ "ไทย" พร้อมเดินหน้าก้าวข้ามความขัดแย้ง

2 ชั่วโมงที่แล้ว

44 views

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ด้านนโยบายการต่างประเทศระหว่างงานพบปะสื่อมวลชน ในหัวข้อการทูตในโลก ที่เปลี่ยนแปลง ไทยกำลังมุ่งไปทางไหน (Thai Diplomacy in a changing world where are we heading?) ว่า วันนี้ได้พบปะสื่อมวลชนอีกครั้ง ครั้งที่แล้วที่เจอกัน ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ไม่นานเมื่อเดือนตุลาคม ตอนนั้นคิดว่าเราคงอยู่ไม่นานเพราะมีปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องไทย-กัมพูชาเป็นหลัก หลังจากนั้นมีการเลือกตั้งตนก็คงจะกลับไปใช้ชีวิตช่วงเกษียณเหมือนแต่ก่อนได้ และไม่ได้คิดว่าจะกลับมาในตำแหน่งนี้อีกครั้ง อีกทั้งยังมีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกับทุกคนเพราะการต่างประเทศของไทยในช่วงที่โลกกำลังวุ่นวายไร้ระเบียบ เราจะไปทางไหน อย่างไร และมีความท้าทายอีกเยอะ


นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า การต่างประเทศที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าอาจไม่ได้ เชิงรุก (Proactive) ซึ่งไม่ได้โทษผู้กำหนดนโยบาย แต่สืบเนื่องจากความไม่นิ่งของการเมืองภายใน การเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงของผู้นำ รวมทั้งเศรษฐกิจของเราไม่ค่อยดี


ทั้งนี้ตนคิดว่าการที่รัฐบาลชุดนี้ได้รับการเลือกตั้งด้วยจำนวนเสียงในสภาที่ค่อนข้างมีความมั่นคง เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนหวัง มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะความต่อเนื่อง ในการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศ


นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ไทยด้วยเสถียรภาพทางการเมืองที่มีอยู่เป็นโอกาสที่สำคัญมาก ที่เราจะดำเนินการทูตเชิงรุก แต่ยิ่งกว่านั้นคือการมองไปข้างหน้ามีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยการพูดในเชิงรุกในความหมายของตน คือ 1. ต้องเป็นการทูตที่มียุทธศาสตร์ (Strategic) เราไม่ใช่จัดการปัญหาแบบวันต่อวัน โดยไม่มียุทธศาสตร์ว่าเราจะไปทางไหน ไปสู่เป้าหมายอะไร 2. สถานการณ์ที่ผันแปร เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความรวดเร็วทันท่วงทีด้านการต่างประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญ เช่น กรณีตะวันออกกลาง เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทรวงการต่างประเทศมีการจัดตั้งวอร์รูมทันที เพื่อติดตามสถานการณ์ให้รู้ว่าผลกระทบมีอะไรบ้าง รวมถึงดูแลความปลอดภัยของคนไทย และเรามอนิเตอร์วันต่อวัน 24 ชั่วโมง ดังนั้นความรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ 3. ความเป็นเอกภาพ (Diplomacy) ในเชิงนโยบาย เพราะนโยบายในเชิงการต่างประเทศบางครั้งไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ แต่คาบเกี่ยวกันหลายกระทรวง เช่นกรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศกับฝ่ายทหารต้องมีนโยบายที่เป็นเอกภาพ นอกจากนโยบายที่เป็นเอกภาพแล้วการทำงานก็ต้องเป็นเอกภาพด้วย ซึ่งตนเน้นในเรื่องของทีมไทยแลนด์ 4. ในยุคประชาธิปไตยต้องมีการสื่อสาร เพื่อบอกว่าสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศทำคืออะไร ต้องโปร่งใสและให้ประชาชนเข้าใจว่าสิ่งที่ทำเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร นี่เป็นวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศที่มองไปข้างหน้าและเชิงรุก


รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในความเป็นจริงโลกไม่ได้สวยอย่างที่คิด


“สำหรับตนการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเจอปัญหาแต่ละวัน ที่ต้องแก้ไข เร่งด่วน ในขณะเดียวกันจะทำอย่างไรให้เราไม่ลืมว่าเป้าหมาย และเรามีเข็มทิศว่าสิ่งที่เราต้องการระยะยาวคืออะไร ไม่ใช่ว่าพอเจอเหตุการณ์เราไปซ้ายที ขวาที และลืมเป้าหมายทิศทางของการต่างประเทศ



หากถามว่าอะไรคือความท้าทายเร่งด่วนสำหรับการต่างประเทศของไทยนั่นอาจจะเป็นการวัดศักยภาพของกระทรวงการต่างประเทศด้วย “นายสีหศักดิ์ ระบุ


นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาแรกคือปัญหาไทย-กัมพูชา เรามีการหยุดยิงแต่ประเด็นคือเราจะข้ามความขัดแย้งได้อย่างไร ในที่สุดเราต้องอยู่ร่วมกันกับกัมพูชา แต่งตนคิดจากสัญญาณที่เขาส่งมาว่า เค้ายังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับฝ่ายไทยอย่างจริงจัง เขาใช้วิธีการต่างๆ ในการกดดันสร้างความได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาพร้อมเราก็พร้อมด้วย เราจึงหวังว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้ เราต้องอยู่ด้วยกันเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และเราจะพยายามต่อไป


ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลาง มีคนถามตนเอง ว่า ประเทศไทยไม่มีท่าทีต่อเรื่องนี้หรือ ซึ่งเรื่องนี้เราต้องระวังอย่างมาก เราต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของเราเป็นอย่างไร ต้องรู้สถานะของเราว่าอยู่ตรงไหน เราต้องไม่เยอะเกินไป และก็ไม่น้อยเกินไป เราต้องทำให้พอดี และสิ่งที่ตนเองแถลงตลอดเวลาชัดเจน ว่า เราไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้ และไม่ควรจะเกิดขึ้น เราต้องยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ แต่หากจะให้ประเทศไทยประณาม เราก็ต้องระมัดระวังผลประโยชน์ เพราะเราไม่ได้เป็นคู่กรณี แต่เราเป็นห่วงความปลอดภัยของคนไทย เรายังต้องเอาผลประโยชน์ของไทยเราเป็นที่ตั้ง


ท้ายที่สุดแล้วการต่างประเทศ คือ ผลประโยชน์ และความมั่นคง แต่ความมั่นคงนั้นมีหลายมิติ เราต้องเข้าใจว่าเราต้องการอะไร ถ้าเราไม่มีความมั่นคงชายแดน เราก็ต้องพะวงตลอดเวลา ซึ่งความมั่นคงชายแดนหมายความว่า ว่า ชายแดนต้องปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และความมั่นคงที่ดีที่สุด คือ ความเชื่อมโยง การพัฒนาก้าวหน้าร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราต้องอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านตลอดไป ถ้าเขาก้าวหน้ามั่นคง เราก็ต้องก้าวหน้าอย่างมั่นคง แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย


ขณะที่การแข่งขันของประเทศมหาอำนาจ เราต้องไม่เลือกข้าง แต่เราต้องรักษาจุดยืน เราต้องพยายามนำขั้วต่าง ๆ เข้ามาเสริมสร้างสันติภาพ หากยิ่งมากก็ยิ่งดี เราจะได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น และที่สำคัญแกนนำของอาเซียน ซึ่งประเทศไทยต้องมีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนด้วย


สำหรับการต่างประเทศต้องยึดกับประชาชน เพื่อทำให้รู้สึกว่าการต่างประเทศนั้นมีความมาอย่างไร ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไร ซึ่งเรียกว่า การทูตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ความมั่นคงของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ความมั่นคงของรัฐ แต่หลายปัญหากระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง เช่น โรคระบาด ภัยพิบัติ อาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกม ซึ่งความมั่นคงของมนุษย์ถือเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ทางการทูต


นางสีหศักดิ์ ยังระบุว่า การทูตต่างประเทศ ต้องมีความหมายกับประชาชน ประชาชนต้องจับต้องได้ แต่เราก็ต้องไปไกลกว่านั้น คือ การทูตที่มีอิมแพ็กในเวทีโลก ที่ต้องมองไกลกว่าประเทศไทย โดยเราจะช่วยประชาคมโลกอย่างไรให้ดีขึ้น เพื่อคนรุ่นหลัง สิ่งแรกที่เห็น คือ เราต้องช่วยประชาคมโลกภายใต้ระเบียบกติกา เราต้องสร้างระเบียบโลกใหม่ ที่ไม่ใช่ประเทศใหญ่เป็นใหญ่อย่างเดียว แต่ประเทศเล็กมีสิทธิ์ด้วย เราจะต้องสร้างระเบียบโลกที่จะสามารถเสนอตอบสนองความท้าทายที่เผชิญร่วมกัน


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พูดมาทั้งหมด คือ การทูต 2.0 คือ การพูดที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้ง การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และภาคประชาชน ซึ่งผลประโยชน์เราอยู่ที่ไหนเราก็ต้องไปที่นั่น แล้วเราต้องไปไกลด้วยตัวเราเอง ต้องไม่ยึดประโยชน์กับประชาคมโลก ถ้าเราอยากเป็นประเทศที่ยืนอยู่ในเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี เราต้องทำประเทศไทยให้ไกลไปกว่าประเทศไทย ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนที่เรียกว่าทีมไทยแลนด์


นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน โดยกล่าวว่า กัมพูชาพยายามใช้ความกดดันต่างๆ นานาเพื่อสร้างความได้เปรียบ ในขณะที่เรากำลังหาทางออกก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อให้เราทั้งสองอยู่ด้วยกันได้ เพราะเรามีพรมแดนติดกัน


เมื่อถามว่า กัมพูชาไม่มีความพร้อมในการพูดคุยเจรจากับไทยและอะไรที่เป็นสัญญาณที่กัมพูชาพร้อมในการพูดคุยกับใคร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่กัมพูชาทำอยู่ ถ้าเลิกทำได้ก็จะดี เพราะสงคราม ประเทศไทยไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะถ้าเกิดขึ้นจะเกิดความสูญเสีย ซึ่งเราต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่กัมพูชากลับไม่สร้างความไว้ในเชื่อใจ เช่น กัมพูชาขอให้ไทยเข้าไปคุยเจรจาในที่ประชุม JBC ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งเห็นได้ชัดว่า พยายามสร้างความกดดันให้กับไทย และสร้างความได้เปรียบในทุกวิถีทาง แม้จะบอกว่าต้องการหารือด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แต่ไม่ว่าจะไปในเวทีใดในระดับโลกก็ตาม กัมพูชาจะพยายามสร้างความได้เปรียบเล่าเรื่องราวของตนเองอยู่ฝ่ายเดียว หากกัมพูชายังเป็นเช่นนี้ความสัมพันธ์ก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไปเท่านั้น ฉะนั้นทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันให้ความสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์จึงจะมีความคืบหน้า


ส่วนประเด็น MOU 2543 และ MOU 2544 ที่ทำร่วมกับกัมพูชา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แม้จะไม่มี MOU 44 เราก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ได้ และสามารถตกลงเขตแดนทางทะเลได้ว่าจะพัฒนาร่วมกันอย่างไร / ส่วน MOU 43 เราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรแล้วก็มีความก้าวหน้าแต่ก็ต้องฟังเสียงของประชาชนคนไทยด้วยที่อาจจะมีข้อกังวลเรื่องแผนที่ ซึ่งเราต้องทำให้เกิดความชัดเจน ทบทวน หรือมีการปรับปรุงได้อย่างไร แต่เราไม่สามารถพูดได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราต้องไปเจรจากันต่อกับกัมพูชา ฉะนั้นบางอย่างเราต้องเก็บเอาไว้ก่อน ซึ่งเราทำได้และตนเชื่อว่าเราจะทำได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ