เลือกตั้งและการเมือง

ครม.เคาะงบกลางกว่า 7.7 พันลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่ง

3 ชั่วโมงที่แล้ว

160 views

ครม.เคาะงบกลางกว่า 7.7 พันลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่ง เกษตรกร SMEs และจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่วประเทศ เล็งออกสินเชื่อ 5 พันล้าน หนุนซื้อ EV ติดโซลาร์เซลล์ เติมเงินบัตรคนจน 100 บาทต่อคน โครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงิน 3 หมื่นล้าน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 แสนคัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน

2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน

โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส" จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น

2. โครงการ “เยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท

3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว


ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสิริพงศ์ อังลคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมกันแถลงผลประชุม คณะรัฐมนตรีนัดแรก เกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ว่า วันนี้ ที่ประชุม ครม . มีมติเห็นชอบชุดมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ ภาคขนส่ง และเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับภาวะเงินเฟ้อสูง (Stagflation) พร้อมผลักดันนโยบายปรับตัวสู่พลังงานสะอาด


โดยรัฐบาลมุ่งเน้นแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนให้ทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันการผลักภาระไปยังผู้บริโภค โดยมาตรการความช่วยเหลือแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้


1.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน

มุ่งเน้นการช่วยเหลือค่าครองชีพเร่งด่วนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ได้แก่การ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.22 ล้านคน โดยขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาท เป็น 400 เป็นระยะเวลา 1 เดือน (13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569)


สำหรับมาตรการหนุนการใช้พลังงานสะอาด กระทรวงการคลังได้สนับสนุน ให้ธนาคารออมสินออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan ) วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับติดตั้ง Solar Cell หรือซื้อรถ EV วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท/ราย ผ่อนนาน 5 ปี ดอกเบี้ยพิเศษ ยื่นคำขอได้ถึง 31 มี.ค. 2570


ในส่วนของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนให้มีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เช่น "สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข" (ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.20% ต่อปี), "สินเชื่อบ้านเบอร์ 5" (ดอกเบี้ยคงที่ 2.69 % ต่อปี ใน 2 ปีแรก) และสินเชื่อ "Solar Roof" สำหรับลูกค้าสวัสดิการ กู้เพิ่มสูงสุด 300,000 บาท


2.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร ได้แก่ โครงการ "สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง" โดย ธ.ก.ส.: วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนจัดซื้อปัจจัยการผลิตและอบรมให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ดินและปุ๋ย


โครงการนี้คืดอัตราดอกเบี้ยปกติ 6% ต่อปี แต่หากเกษตรกรปฏิบัติตามเงื่อนไขรัฐบาลจะช่วยชำระดอกเบี้ยแทน 3% ต่อปี สามารถกู้ได้สูงสุด 100,000 บาท/ราย ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน (ระยะเวลาโครงการ 3 ปี)


3.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ


ดูแลตั้งแต่สภาพคล่องไปจนถึงการสนับสนุนให้ธุรกิจปรับตัว (Transformation) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางผ่อนปรนเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้าง เช่น หากไม่สามารถลงนามสัญญาได้จะไม่ถูกขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานและได้คืนหลักประกัน, อนุญาตให้เจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม รวมถึงขยายเพดานราคากลางน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 51.00 - 69.99 บาท/ลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลาง (ค่า K) สอดคล้องกับสถานการณ์จริง


ส่วนกลุ่ม SMEs และผู้ส่งออก จะช่วยเหลือโดยให้ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อ Soft Loan พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อการลงทุนและปรับตัว


ในส่วนของ SME D Bank จะออกโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ดอกเบี้ย 3 %ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท/ราย เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและ EV


ส่วน E XIM Bank ออกมาตรการ EXIM Support Plus ดอกเบี้ย 4.00% ต่อปี สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยที่แบกรับต้นทุนขนส่งสูงขึ้น พร้อมมอบเบี้ยประกันส่งออกอัตราพิเศษ


4.มาตรการอุดหนุนภาคขนส่ง

ครม. อนุมัติงบประมาณรวม 2,061 ล้านบาท เพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นเวลา 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569) และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางช่วงเทศกาล โดยแบ่งการจัดสรรดังนี้


กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ) จำนวน 1,354 ล้านบาท

กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทางจำนวน 311 ล้านบาท

กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท

กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และ 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท

กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท

กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท

บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) สนับสนุนเงินเพื่อลดภาระค่าโดยสารให้ประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ (6 - 19 เมษายน 2569) จำนวน 200 ล้านบาท

นอกจากมาตรการเยียวยาแล้ว ครม. ยังได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณพิจารณาลดการใช้งบของหน่วยงานรัฐ โดยให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับเปลี่ยนเป็นการจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน พร้อมทั้งให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home) ในส่วนที่ไม่กระทบต่องานบริการประชาชน เพื่อประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย


นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นดำเนินมาตรการข้างต้นเพื่อเร่งบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรรายย่อย ประชาชน และผู้ประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโต และวางรากฐานให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืน


นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังมีงบประมาณในกลุ่มเปราะบางเพิ่มเป็น 6,022 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อซอฟต์โลนใช้วงเงินที่เหลืออยู่ไม่ได้ขอเพิ่ม เป็นการปรับวงเงินเดิม ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ใช้งบประมาณอยู่ที่ประมาณ 260 ล้านบาท และกระทรวงคมนาคมใช้งบประมาณกลาง 1,400 ล้านบาท และใช้งบประมาณของกองทุนเลขสวยประมาณ 700 ล้านบาท


นายเอกนิติ ยอมรับว่าเงินเฟ้อในเดือน ม.ค.-ก.พ.69 ยังติดลบอยู่ แต่เราพยายามควบคุมและป้องกันปัญหาล่วงหน้า จากมาตรการที่เราทำ เราต้องการชะลอผลกระทบที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น หวังว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศไว้


แท็กที่เกี่ยวข้อง  ครม. ,ครม.เคาะงบกลาง

คุณอาจสนใจ

Related News