เลือกตั้งและการเมือง

“เอกนิติ” แจงภาษีสรรพสามิตใช้อุ้ม รพ.-ผู้ป่วย ลดราคาน้ำมันไม่ได้ เตือนจะไม่มีน้ำมันราคาถูกอีก 2 ปี

2 ชั่วโมงที่แล้ว

116 views

“เอกนิติ” ยืนยันรัฐบาลมีแผนรับมือเศรษฐกิจ พร้อมรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง แย้ม 11 เม.ย.นี้ ครม.เตรียมเคาะนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง แจงภาษีสรรพสามิตใช้อุ้ม รพ.-ผู้ป่วย ลดราคาน้ำมันไม่ได้ เตือนจะไม่มีน้ำมันราคาถูกอีก 2 ปี ลั่น! เตรียมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสประเทศไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงนโยบายของรัฐบาล ในที่ประชุมรัฐสภาระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลทั้งโลก และไม่ได้ส่งผลระยะสั้น รวมถึงอาจจะยืดเยื้อ และมีความไม่แน่นอน ซึ่งรัฐบาล ได้ประเมินฉากทัศน์ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย และอื่น ๆ ทำให้สินค้าในอนาคต อาจขาดแคลน กระทบต่อราคาสินค้าอื่น ๆ ตามมาด้วย และอาจจะเกิดภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ซึ่งตนในฐานะที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ได้เตรียมไว้แล้ว โดยระยะเร่งด่วน จะต้องดูแลผลกระทบประชาชน และเตรียมทรัพยากรสำหรับการดูแลคนไทยทุกกลุ่ม แต่ทรัพยากรมีจำกัด จึงต้องดูแลประชาชนให้ตรงจุด และคุ้มค่า ใช้ทุกเครื่องมือ

นายเอกนิติ ชี้แจงถึงข้อเสนอการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อลดราคาน้ำมันว่า ประเทศไทยมีกองทุนน้ำมัน ซึ่งประเทศอื่นไม่มี และการลดภาษีสรรพสามิต ก็ไม่ได้ต่างจากการใช้กองทุนน้ำมัน รวมถึงภาษีสรรพสามิต ยังใช้ดูแลโรงพยาบาล ผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาล รวมถึงค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น จึงอาจได้รับผลกระทบเพิ่ม ดังนั้น ตนจึงจำเป็นต้องใช้ทุกเครื่องมือดูแลคนทุกคน โดยใช้กองทุนน้ำมันเป็นด่านแรก และใช้งบประมาณเท่าที่มีในการลดผลกระทบ ซึ่งสิ่งที่ทั่วโลกดำเนินการ ตนก็คำนึงถึง โดยเฉพาะกับกลุ่มขนส่ง ที่ได้รับผลกระทบ ฉะนั้น หากไม่ดูแลผู้ขนส่ง ก็จะส่งผลกระทบต่อค่าสินค้า และในการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 11 เมษายนนี้ ก็จะมีมาตรการดูแลประชาชนกลุ่มนี้ รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบจากรายได้น้อย และกลุ่มประมง เกษตรกรด้วย รัฐบาล จึงจะต้องสกัดวิกฤตนี้ ก่อนปัญหาลุกลาม ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด และเตรียมงบประมาณดูแลประชาชนในกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งหากใช้งบประมาณไปใช้กับกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง ก็อาจเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต และอาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประชาชนตกงาน ดังนั้น จึงจะต้องมีการป้องกัน และรัฐบาลจะเร่งช่วยในระยะสั้น ช่วยประชาชนที่เดือดร้อน

นายเอกนิติ ยังย้ำว่า การเตรียมพร้อมวิกฤตครั้งนี้ ยังจะต้องเตรียมพร้อมในระยะยาว เพราะวิกฤตนี้ จะเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกหลายมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และยา ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ดังนั้น จึงจะต้องเตรียมความพร้อมก่อนวิกฤตรุกลาม ประเทศไทยจึงจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งอาหาร และสมุนไพร และวิกฤตพลังงาน จะไม่มีน้ำมันราคาถูกอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะสงครามตะวันออกกลาง ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน และต้องรอฟื้นฟู 1-2 ปี ดังนั้น ต้องทำให้ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่าน ส่งเสริมการทำโซลาร์ หรือการใช้เอสทานอลจากอ้อย มันสำปะหลัง หรือปาล์ม ที่จะต้องส่งเสริมให้คนไทย มีโอกาสใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานชีวะมวล และพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ดีด้วย

นายเอกนิติ ยังยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ทำให้คนไทยเก่งขึ้น เพราะคนไทยเกิดน้อยลง ผู้สูงอายุจะมากขึ้น ดังนั้น จึงจะต้องใช้ AI และวางยุทธศาสตร์ทำให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี ใช้ AI หารายได้ได้ ซึ่งในโครงการคนละครึ่งพลัสนั้น จะนำไปช่วยในถุงเงิน เพื่อช่วยวิเคราะห์การขาย วิเคราะห์รายการขายในแต่ละวัน เพื่อเตรียมวัตถุดิบได้ และยังจะมี AI สำหรับผู้ซื้อ ให้ประชาชนใช้ AI ได้ฟรี

ส่วนการลงทุนภาครัฐนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า ภาครัฐไม่สามารถทำโดยลำพังได้ เพราะทรัพยากรมีจำกัด จึงต้องร่วมทุนกับภาคเอกชน ธุรกิจไทยและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งตนพบว่า ต่างประเทศหลายชาติ ต้องการมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งแม้จะมีอุปสรรคในการขออนุมัติ อนุญาต รัฐบาลได้พยายามปลดล็อก เพื่อให้ต่างชาติลงทุนได้ และช่วยเปลี่ยนผ่านให้คนไทย ทำให้คนไทยเก่ง มีรายได้เพิ่ม เชื่อมทักษะคนไทยกับโลกยุคใหม่ มีงานที่ดี และรายได้สูงขึ้น ตามโครงการ Shill Bridge ของรัฐบาล

นายเอกนิติ ยังระบุว่า เมื่อไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจไทยติดหล่ม แต่การให้เอกชนมาช่วยลงทุน จะช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจไทยได้ และทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง เมื่อพ้นวิกฤตประเทศไทยก็จะกลับมาแข็งแกร่ง ดังนั้น จึงจะต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส



คุณอาจสนใจ

Related News