เลือกตั้งและการเมือง

“วีระยุทธ” ซัดเป็นรัฐบาล “ปิดตาธิปไตย” บ้านใหญ่-เทคโนแครต ยอมปิดตาข้างเดียวแลกอำนาจ

5 ชั่วโมงที่แล้ว

20 views

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า ในภาวะวิกฤตประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลเดินนำหน้าประชาชนอย่างน้อย 1 ก้าวรัฐบาลต้องคิดเผื่อประชาชนต้องคิดเผื่อภาคธุรกิจถือธงเดินนำหน้าคอยประคับประคองรองรับ คลื่นลมภูมิประเทศรัฐศาสตร์โลกที่ถาโถมเข้ามา แต่สิ่งที่คนไทยได้รับกลับเป็นรัฐบาลที่เดินตามหลังประชาชนหลายก้าวกว่านายกจะรองรับว่านี่คือวิกฤตครั้งใหญ่และปรับตัวกันทุกภาคส่วนที่เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นแต่ช้าไป 5 อาทิตย์ กว่ารัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบภาคการกลั่นเพื่อลดราคาค่าน้ำมันสำคัญและจำเป็นแต่ช้าไป 4 อาทิตย์ กว่าจะหาตัวไอ้โม่งจับรายใหญ่ที่กักตุนน้ำมันได้สำคัญและจำเป็นแต่ก็ช้าไป 3 อาทิตย์ แต่สิ่งที่ผิดเลยและหันมาโทษประชาชนหาว่ากองทัพมดเป็น ตัวการวิกฤตน้ำมัน การเดินตามหลังประชาชนยิ่งเห็นชัดเจนจากคำแถลงนโยบาย เพราะการเขียนนโยบายทั้งหมดทำราวกับประเทศไทยและโลกใบนี้ยังอยู่สภาวะปกติ ในคำแถลงมีแค่ ย่อหน้าเดียวที่พูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางแต่เนื้อในที่เหลือทั้งหมดเมื่อย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้วหรือ 2 ปีที่แล้ว ในการเขียนนโยบายก็เดาได้ไม่ยากที่เตรียมไว้หลังการเลือกตั้งและเพิ่มย่อหน้าเข้าไปเรื่องวิกฤตตะวันออกกลาง


"เหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างเอาไว้แต่พอโลกวุ่นวายขึ้นมาก็เติมเข้าไปหนึ่งย่อหน้า หวังว่าคุณครูจะเข้าใจ หรือนี่เป็นมาตรฐาน ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทยตนก็ไม่แน่ใจ แต่นี่ไม่ใช่การทำรายงานกลุ่มแต่เป็นการบริหารประเทศในสภาวะวิกฤต คำแถลงฉบับนี้สะท้อนว่ารัฐบาลไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนของประชาชน ถ้ารัฐบาลรู้ร้อนรู้หนาวต้องประเมินได้ชัดเจนแล้วว่าอะไรที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องตัดสินใจและสื่อสารกับประชาชนอะไรที่ต้องเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าเดินนำหน้าประชาชนตอนนี้สิ่งที่คนคาดหวังคือมาตรการเร่งด่วนที่ชัดๆ ว่าจะเอายังไงกับความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศจากราคาน้ำมัน ในระดับนโยบายไม่จำเป็นต้องละเอียดยิบแต่ต้องแสดงให้ประชาชนได้รับรู้เพื่อคลายความกังวล"


นายวีระยุทธ กล่าวว่า วิกฤตน้ำมันขนาดนี้รุนแรงกว่าปี 54 แน่นอนหลายเท่าตัว สถานการณ์ที่ปั่นป่วนแบบนี้ภาคธุรกิจภาคประชาชนจะเบาใจลงได้ต้องมีรัฐบาลที่เดินนำหน้า ประกาศให้ชัดว่าจะมีแนวทางในการบริหารจัดการประเทศอย่างไร แต่เราไม่เห็นการแจ้งนโยบายเร่งด่วนมาเลย ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลจะจัดการราคาน้ำมันอย่างไรและไม่เห็นภาพว่ามีแนวทางในการบริหารการคลังอย่างไร มีพูดถึงแนวทางการช่วยเหลือประชาชนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ระบุว่า หมายถึงใครและด้วยวิธีไหน


และเมื่อไม่ชัดเจนคนไทยทุกคนก็รู้สึกเปราะบาง ซึ่งคำถามที่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจอยากรู้ว่าจะจัดการโครงสร้าง ราคาน้ำมันอย่างไรโดยเฉพาะส่วนที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาลเต็ม ๆ ภาษีสรรพสามิตคิดเป็นต้นทุน 7-8 บาท ของน้ำมัน 1 ลิตร ค่าการกลั่นเดิมเคยเป็น1-2 บาท แต่เดือนนี้เกิดขึ้นมา 16-17 บาทแล้ว จะทำการขอส่วนลดราคารวมกันเท่านั้นใช่หรือไม่ หรือจะกล้าก้าวไปอีกขั้น ไปทำภาษีลาภลอย ให้เป็นระบบเผื่อไปถึงอนาคตด้วย


นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการเตรียมมาตรการระยะกลาง ภาครัฐไทยในสถานการณ์ตอนนี้ต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน ถ้าบังเอิญโชคดีสงครามจบเร็วก็ถือว่าเป็นโบนัสไป ต้องประเมินไว้เลยว่าถ้าสงครามลากยาว 4-5 เดือน เมื่อถ่ายน้ำมันก๊าดถูกทำลายส่งผลต่อเนื่องไปตลอดปี 69 เป็นอย่างน้อยจะทำอย่างไร เพราะผลกระทบจะเชื่อมเป็นลูกโซ่ แต่ต่อให้เป็นลูกโซ่ก็ต้องรู้ว่าอะไร อะไรคือจุดสำคัญของห่วงโซ่ แต่ละจุดเช่นภาคอุตสาหกรรม เม็ดพลาสติก ขาดแน่ส่งผลกระทบต่อขวดบรรจุภัณฑ์ถุงการก่อสร้าง แต่การส่งออกพบ 5 ตัวที่ต้องเฝ้าระวังคือรถยนต์ ยางรถบรรทุก เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ไม้และผ้าไหม


ดังนั้น 5 ตัวส่งออกนี้ เป็นจุดสำคัญ ที่ต้องเตรียมการรับมือไว้ ,ภาคการท่องเที่ยว มีนาคมจำนวนเที่ยวบินหายไป 65% แนวโน้มนักท่องเที่ยวทางอากาศลดลงแน่นอน แต่ข่าวดีคือแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่มาทางบกมีแนวโน้มต่อเนื่องที่จะเพิ่มขึ้นจึงต้อง หาทางสนับสนุน , ส่วนภาคกลางการเกษตรมี 5 ตัวที่สำคัญ ปุ๋ยขาด, อาหารทะเลขาดตลาด, แย่งซื้อสต๊อกปาล์มน้ำมัน, และการส่งออกข้าวกับทูน่า ที่ต้องพึ่งพาตะวันออกกลาง 11-20% นี่คือการเตรียม ประเมินผลกระทบแบบลูกโซ่แต่ต้องมีจุดสำคัญโดยใช้ข้อมูลนำ


ในสภาวะวิกฤตแบบนี้ต้องมีนโยบายเร่งด่วนประกาศนโยบายให้ชัดว่าจะเอายังไง กับราคาภาษีการคลัง การช่วยเฉพาะกลุ่มเพื่อคลายความกังวลลดความไม่แน่นอนให้กับสังคมไทยและต้องมีนโยบายเตรียมรับมือผลกระทบแบบลูกโซ่ไม่ใช่ทำแบบหว่านหรือหมอรวมสามารถเตรียมรับมือแบบมีจุดสำคัญได้ ทางภาคการเกษตรภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว แต่ในภาวะแบบนี้มีนโยบายเร่งด่วนเตรียมรับมือกับลูกโซ่ก็ยังไม่เพียงพอ โรคปั่นป่วนแบบนี้ต้องมีนโยบายเชิงรุกควบคู่ไปด้วย


นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า สถานการณ์วิกฤตแบบนี้รัฐบาลจะต้องถือธงนำสร้างภารกิจแห่งชาติร่วมกันประกาศให้คนไทยทุกคนเห็นความจำเป็นอย่างชัดเจนหนักแน่นมุ่งมั่นเป็นมิชชันที่ทั้งรัฐและเอกชน คนตัวใหญ่คนตัวเล็กในประเทศจะต้องไปด้วยกันจึงขอเสนอว่าภารกิจสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอนนี้คือการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย เพราะตั้งภารกิจเสร็จแล้ว


“ไหน ๆ นโยบายนี้ก็เอาของพรรคประชาชนไปแล้วขอให้เอาธีมใหญ่ไปด้วยเอาเรื่องความมั่นคงพลังงานไปด้วยจะก็อปทั้งทีก็ก๊อปไปให้หมด พอตั้งภารกิจชัดแล้วก็ลงรายละเอียดไปทีละขั้น คือมั่นคงต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่องราคาเอื้อมถึง ต้องปรับโครงสร้างพลังงานเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน” นายวีระยุทธกล่าว


นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ทั้ง 3 ขาต้องเดินไปพร้อมกันโดยไม่ใช้กลไกรัฐหรือกลไกมหาดไทยไปบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทำไม่ได้ แต่ต้องทำให้คนรู้สึกร่วมกันว่านี่คือฉันทามติรูปแบบใหม่คือบ้านที่จะปลอดภัยมากขึ้นเพราะความมั่นคงพลังงานจะนำไปสู่การสร้าง งานใหม่งานดีให้กับสังคมไทยความมั่นคงทางพลังงานจะทำให้ไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้ ความมั่นคงทางพลังงาน ให้เราทุกคนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นหายใจได้รับอากาศบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปด้วยกัน


ฉะนั้นการทำนโยบาย ในภาวะวิกฤตต้องไม่จบแค่เชิงรับ แต่ต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยให้ทุกคน ทุกองคาพยพในประเทศนี้เห็นตรงกันให้คนที่ หนีไฟออกมาหน้าบ้านรู้ว่ากำลังจะวิ่งไปที่ไหน ที่ไหนจะเป็นบ้านหลังใหม่ที่อยู่ร่วมกันเป็นบ้านที่ปลอดภัย มีความมั่นคงทางพลังงานยิ่งกว่าเดิม


นายวีระยุทธกล่าวต่อว่า ต่อให้นโยบายดีไม่ดีครบหรือไม่ครบแต่จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจไทยพบแล้วว่าอยู่ที่ส่วนผสมของรัฐบาลเราเคยมีรัฐบาลทหารล้วน รัฐบาลพรรคเดียวนำ รัฐบาลส่วนผสมหลายพรรคและส่วนผสมนี่แหละจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ


"แล้วถ้าถามว่ารัฐบาลอนุทิน 2 มีส่วนผสมอย่างไร ผมคิดว่าเราเห็นตรงกัน ว่าเป็นการรวมตัวกันของบ้านใหญ่กับเทคโนแครต การเมืองบ้านใหญ่ ก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเองส่วนการทำนโยบาย เทคโนแครต ก็มีจุดแข็งจุดอ่อนในตัวเองเช่นกัน ปัญหาก็คือเวลาเอามารวมกัน ต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่ง ให้กันและกันเพื่ออยู่ร่วมกันได้"นายวีระยุทธกล่าว


นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า การเมืองบ้านใหญ่มีจุดเด่นอยู่ที่ความใจถึงพึ่งได้กล้าได้ค่าเสีย ถ้าตอนนี้เป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วน ผมคิดว่าถ้าเจอเรื่องน้ำมันแพงท่านจะกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิตไปแล้ว 6-7 บาท แต่พอท่านปิดตายอมฟังเทคโนแครตทวงติงเรื่องการจัดเก็บรายได้ กลัวโดนแปะป้ายว่าเป็นรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็ยอมไปทำสิ่งง่ายๆ แทนเช่นกันลดราคาหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท ในทางกลับกันเทคโนแครตที่น่าจะมีจุดเด่นในการใช้หลักวิชา คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวม คิดถึง ประสิทธิภาพความคุ้มค่าไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์แต่มารวมกับบ้านใหญ่อยู่ในอำนาจก็ต้องยอมปิดตาเช่นกันยอมให้รัฐบาลทำโครงการที่น่ากางขาจำนวนมาก เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ MotoGP ที่เจาะจงไปแค่บางจังหวัด เพราะเห็นว่าไม่คุ้มค่าอย่างแน่นอนแต่พอปิดตาข้างหนึ่งให้ฝ่ายบ้านใหญ่ดำเนินโครงการแบบนี้ จำนวนมาก แลกกับการที่เทคโนแครตได้ร่วมรัฐบาลต่อไป ตนจึงเรียกระบอบนี้ว่า"ระบอบปิดตาธิปไตย"


“ตัวอย่างที่ชัดเจนเห็นอยู่แล้วส่งผล ร้ายแรงต่อประเทศคือกรณีที่น้ำมันกักตุนลักลอบทางเรือ 57 ล้านลิตรแล้วล่าสุดยังพบอีกว่ารถเอาน้ำมันไป 11,000คัน ไม่ตรงปั๊มเริ่มตั้งแต่การที่นายกดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมานั่งบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมันโดยเทคโนแคร็กไม่หือไม่อือไม่แย้งอะไรเลยแล้วเทคโนโลยีก็ไม่ต่อสู้เรื่องการเปิดเผยข้อมูล การใช้ GPS ติดตามรถและเรือคนส่งน้ำมันแบบเรียลไทม์ ผลก็คือเกิดความรั่วไหลในระบบเพราะปิดตาอธิปไตยนี่แหละที่มันหลอมรวมบ้านใหญ่กับเทคโนแครกไว้ด้วยกันสุดท้ายการบริหารประเทศในยามวิกฤตจะมีประสิทธิภาพไปอีกขั้นถ้าเราทุกคนโดยเฉพาะรัฐบาลถ้าเป็นผู้นำมองเห็นทางออกปลายทางหรือ End Game ร่วมกัน ว่าเราจะออกวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปด้วยสภาพแบบไหน” นายวีระยุทธกล่าว


นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า รัฐบาลอนุทิน 2 ต้องตั้งหลักให้มั่นว่านี่คือการบริหารประเทศในยามวิกฤตไม่ใช่สภาวะปกติต้องมีนโยบายเชิงรับให้ชัดเจน นโยบายเชิงรุกต้องหนักแน่น เชิงรับต้องสื่อสารให้ชัดว่าจะทำอย่างไรกับราคาน้ำมันภาษีในมือลงกลั่นกับคนที่ต้องใช้น้ำมันทำมาหากินรายวันแต่อีกด้านก็ต้องมีเชิงรุกให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกันว่าจะเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างไร และรัฐเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อยแค่ไหนทุนใหญ่ยอมเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยถูกได้บ้าง หรือไม่เพื่อให้เราออกจากวิกฤตครั้งนี้ให้ได้แบบแข็งแรงกว่าเดิม และออกจากวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ