เลือกตั้งและการเมือง

“อนุทิน” แถลงนโยบาย ลั่นจะทำทุกวิถีทางขับเคลื่อนประเทศ พาคนไทยตั้งตัวได้ ยันพูดแล้วทำ

3 ชั่วโมงที่แล้ว

23 views

“อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ยึด 3 หลักการ 5 เสาหลัก เร่งบรรเทาผลกระทบจากภัยตะวันออกกลาง เดินหน้าคนละครึ่งพลัส ย้ำเป้าประเทศมั่นคง พาคนไทยตั้งตัวได้ ให้โลกเชื่อมั่น ยัน “พูดแล้วทำ”

วันที่ 9 เม.ย.69 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาทำหน้าที่ประธานการประชุม เริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. โดยในเอกสารแถลงนโยบายของรัฐบาลมีการระบุถึงหลักการทำงาน และนโยบายของรัฐบาล จำนวน 21 หน้า

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลยึดหลัก 3 ประการในการบริหารประเทศ ได้แก่ 1.พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ควบคู่การบริหารราชการแผ่นดินตามหลักธรรมาภิบาล

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลของตนได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การจัดทำมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา และการปกป้องอธิปไตยของประเทศ การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น การสร้างความปลอดภัยและการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว การแก้ปัญหาคอขวดเพื่อกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การยกเลิกมูลค่าขั้นต่ำและเก็บอากรสินค้านำเข้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ การประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เร็วขึ้น

รวมทั้งการจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยรัฐบาลสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มให้กลับมาขยายตัวสูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2593 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายกระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานโดยมีแนวโน้มที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และสถานการณ์นี้ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ภายใต้อำนาจและหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ การบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งโดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม และวัตถุดิบปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ การบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ

เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชนโดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆ ให้กับพี่น้องคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพ การหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการพลิกวิกฤตของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศและการเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อเพิ่มตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ซึ่งจะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศในการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกขณะเดียวกันรัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2570 ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ และจะดำเนินการปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

นอกจากภารกิจในการบริหารสถานการณ์เฉพาะหน้าข้างต้นแล้ว จากการประเมินความท้าทายและฉากทัศน์การพัฒนาในระยะต่อไป ประเทศไทยในวันนี้อยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยที่ภัยส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจจากวิกฤตหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและผลิตภาพโดยรวมที่ถดถอย ภัยด้านสังคมจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำ ปัญหายาเสพติด ความไม่เข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ความเหลื่อมล้ำในสังคม ข้อจำกัดของทุนมนุษย์และระบบสวัสดิการ ภัยด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง และภัยด้านความมั่นคง จากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ระเบียบโลกเดิมที่เคยเกื้อหนุนความมีเสถียรภาพด้านความมั่นคงและการค้าเสรี กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ที่มีความไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยความท้าทาย อาทิ การเก็บภาษีนำเข้าและดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศตน การขัดแย้งด้วยอาวุธ การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

การเข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่และขั้วอำนาจของโลกที่ยังไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่นและสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อนำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคน ควบคู่กับการสร้างอนาคตของคนไทยด้วยการเพิ่มศักยภาพคนไทยให้มีความรู้ ความสามารถและมีทักษะที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัวตอบสนองกับสถานการณ์และความเสี่ยงที่ยากจะคาดการณ์ได้

รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจในภารกิจและทำงานบนเป้าหมายและตัวชี้วัดเดียวกัน โดยยึดความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก และรัฐบาลจะทำหน้าที่รวมพลังภาคเอกชนและประชาชน เพื่อปลุกพลังในสังคมไทยให้เข้มแข็ง สร้างบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีโลกอย่างมีเกียรติภูมิ ปกป้องอธิปไตยและส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ พร้อมทั้งปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย

โดยสาระสำคัญของนโยบายหลักแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ มุ่งสร้างโอกาสอย่างทั่วถึง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้แข่งขันได้ ยกระดับประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง พร้อมขับเคลื่อนการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก พัฒนาเกษตรสู่ เกษตรแม่นยำ-ยั่งยืน และยกระดับการท่องเที่ยวสู่การสร้างมูลค่าสูง

สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ เน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคน ตั้งต้นและไปต่อได้

ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และทางเลือกให้เข้ามาร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า

ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืนควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และด้านการท่องเที่ยวจะสร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาคยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาคยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูงโดย ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจแบบ ทีมประเทศไทย ดูแลความมั่นคงชายแดน แก้ปัญหาข้ามพรมแดน และสานต่อการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี รวมถึงศึกษาแนวทางยกเลิก MOU 2544

พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนใต้ ปราบอาชญากรรมทุกรูปแบบ เช่น ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และฟอกเงิน ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง และจะทบทวนนโยบาย Free Visa รวมถึงพัฒนากองทัพ และโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา แบบสัญญาจ้าง 4 ปี

3.นโยบายด้านสังคม ผลักดัน เรียนฟรี มีงานทำ พัฒนาระบบสาธารณสุข รักษาได้ทุกที่ ยกระดับประกันสังคม และพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ใช้ AI ทางการแพทย์ ส่งเสริมแพทย์แผนไทย และเตรียมพร้อมสังคมสูงวัย

4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วย Big Data และ AI เพิ่มความแม่นยำระดับตำบล ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำ และผลักดันเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ

5.นโยบายด้านบริหารภาครัฐและกฎหมาย ปฏิรูประบบราชการสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผลักดันกฎหมาย Super License ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus Law) เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายใน 1 ปี พร้อมเร่งยกเลิกกฎหมายล้าสมัยกว่า 7,000 ฉบับ แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ รัฐบาลจะบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 162 และยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการยกเครื่องประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศ นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคนได้ตามเป้าหมาย โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ครอบคลุมเศรษฐกิจ การผลิต โครงสร้างพื้นฐาน สังคม และความมั่นคง

นายอนุทิน ยังยืนยันว่า ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล จะดำเนินการ โดยยึดประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบาย จะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก และจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ด้วยความรอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิดการบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐให้มีความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน ในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชนและลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว

นายอนุทิน ระบุด้วยว่า ตนในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่าความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากหยุดนิ่งจะยิ่งถดถอย รัฐบาลพร้อมทุ่มเทเต็มที่เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ยกระดับเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้ประชาชน พร้อมย้ำเป้าหมาย ประเทศไทยต้องมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย


คุณอาจสนใจ

Related News