เลือกตั้งและการเมือง

นายกฯ ขอโทษประชาชนปั่นป่วนวิกฤตน้ำมันครึ่งเดือนแรก เหตุประเมินสู้รบไม่ยืดเยื้อ

4 ชั่วโมงที่แล้ว

164 views

นายกฯ ขอโทษประชาชน ปั่นป่วนวิกฤตน้ำมันครึ่งเดือนแรก เหตุประเมินสู้รบไม่ยืดเยื้อ ชี้สถานการณ์คลี่คลายขึ้น หลังรัฐบาลหยุดตรึงราคา ปล่อยเป็นไปตามกลไลโลก โวน้ำมันไทย ถูกกว่าอาเซียนหลายประเทศ เผยสัปดาห์หน้าได้รัฐบาลใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเต็มที่ พร้อมรณรงค์ 1 ครอบครัว ลดการใช้น้ำมัน 1 ลิตร ใช้รถสาธารณะ-คาร์พลู ช่วยประหยัด ยัน “คนละครึ่งพลัส” มาแน่

วันนี้ (28 มี.ค. 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ อาทิ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดโอกาสให้บรรณาธิการข่าวแต่ละสำนัก และเหล่าอินฟูลเอนเซอร์ ซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับวิกฤตด้านพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องน้ำมัน ในงาน Meet the Press หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณบรรดาสื่อสารมวลชน ที่ได้มาพบปะกันในวันวันเสาร์ ซึ่งการพูดคุยในวันนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจรัฐบาล และเราจะได้มีเวลาสอบถามกันให้ครบถ้วนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ตนและคณะรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการบริหารสถานการณ์วิกฤติน้ำมัน และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงได้เชิญทุกท่านมาพบปะสื่อทุกคน และยังมีผู้บริหารของหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจ พร้อมมามาให้คำชี้แจง เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด และความโปร่งใสให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับสถานการณ์ตะวันออกกลางตอนนี้ วันนี้ก็เดือด ๆ ทุกประเทศ โดยในโลกนี้ก็ประสบปัญหาวิกฤตด้านพลังงานอย่างเท่าเทียมกันแทบทุกประเทศ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงทั่วโลก และหลายประเทศมีสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมัน และทุกประเทศได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนในประเทศนั้นนั้น ได้ช่วยกันประหยัดพลังงาน จนถึงตอนนี้ก็ถือว่า สถานการณ์ยังมีความทรงตัวอยู่ และมีความพยายามริเริ่มการเจรจาระหว่างประเทศคู่ขัดแย้ง แต่ยังไม่มีสัญญาณอย่างชัดเจนใด ๆ เพราะฉะนั้นมองว่า ทั้งโลกยังต้องปรับตัวกับวิกฤตครั้งนี้ และสามารถที่จะยืนระยะให้ได้ เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งรัฐบาลต้องมีแนวทางการปรับแนวทางการบริหารตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในบริบทเช่นนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งครึ่งเดือนแรกของเดือนมีนาคม ตนต้องขออภัยและขอโทษพี่น้องประชาชนต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น เพราะการบริหารราคาน้ำมัน เราตัดสินใจใน 15 วันแรกที่จะพยุงราคาน้ำมันไว้ เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน และให้มีการปรับตัว เนื่องจากช่วงแรกที่เกิดเหตุการณ์จากการติดตามข่าว เราก็คิดว่า การสู้รบเช่นนี้น่าจะเป็นการสู้รบที่ไม่ลากยาว แต่ว่าวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ดูแล้วไม่น่าจะจบเร็ว รัฐบาลจึงต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาให้เหมาะสม ลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่มีรายได้น้อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมันขนส่งประมงอุตสาหกรรม เพื่อที่จะทำให้การดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆตลอดค่าครองชีพให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ทุกฝ่ายได้ทุ่มเทความพยายามความสามารถ อย่างเช่น กระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้เร่งทำการเจรจากับทุก ๆ ประเทศที่จะทำให้การขนส่งสินค้าการเดินเรือ การสัญจรระบบคมมนาคมให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการเจรจากับประเทศอิหร่าน จนในที่สุดก็สามารถให้เรือขนส่งสินค้าของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ทำให้ความกังวลในเรื่องของน้ำมันดิบ สินค้าต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในภูมิภาคผ่านไปด้วยความเรียบร้อยแล้ว และได้สร้างความมั่นใจได้มากขึ้น

ส่วนเรื่องสถานการณ์น้ำมันขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่ามันช็อต หรือขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊มในบางพื้นที่ก็เริ่มคลี่คลายแล้ว ด้วยการปฎิบัติหลาย ๆ อย่างที่ทาง ศบก.ได้ดำเนินการไป โดยเราพยามที่จะขยายคอขวด ที่ทำให้เกิดการช็อตของน้ำมัน ถึงแม้ว่า เรายังสามารถผลิตได้เท่าเดิมอยู่ มีน้ำมันได้เท่าเดิม แต่ก็ยังนำเข้าน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง มีน้ำมันสำรองเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ประมาท โดยในประเทศเรา ได้แก้ไขปัญหาสถานการณ์ หรือการเพิ่มรอบเพิ่มการขนส่ง แม้กระทั่งการอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าไปในระบบเพื่อไปรองรับความต้องการภายในประเทศ ที่ประชาชนยังอาจอยู่ในภาวะตื่นตระหนก ที่ต้องการนำมาสำรองหรือตุน ซึ่งตนไม่ได้บอกว่า “กักตุน” แต่เป็นการตุน ซึ่งเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ จึงทำให้ปริมาณความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งเราก็ต้องบริหาร เพราะไม่อยากไปเบรคประชาชน เพราะประชาชนยังตื่นตระหนกอยู่ จึงอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าไป

ในขณะเดียวกันเราก็มีการปราบปรามเรื่องของผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ใครกักตุนสินค้าน้ำมันเราก็ใช้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินคดี และล่าสุดคือ การหยุดตรึงราคาให้มีผลอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้เกิดการลดการตักกักตุน และการลักลอบเข้ามาซื้อน้ำมัน หรือการนำน้ำมันเถื่อนออกไปขายเพื่อเอากำไร โดยคำว่า หยุดตรึงราคานี้ ขอทำความเข้าใจว่า ยังไม่เท่ากับการลอยตัวเหมือนกับในประเทศอื่น ซึ่งประเทศไทยเรายังคงใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนอยู่ แต่อุดหนุนในอัตราที่น้อยลง จากที่เคยอุดหนุน ดีเซลลิตรละ 24 บาท เหยือกลิตรละ 16 บาท ปล่อยให้เป็นตามกลไกตลาดโลก และเมื่อราคาใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ความพยายามของคนที่จะใช้โอกาสลักลอบน้ำมันออกไปขายนอกประเทศก็จะไม่มีขึ้น เพราะทำไปก็ไม่คุ้มค่า ก็ทำให้น้ำมันเหล่านี้สามารถใช้ได้ภายในประเทศไทย และมีราคาที่ความเหมาะสม ซึ่งก็ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายประหยัดงบประมาณ ในการอุดหนุนราคาน้ำมัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เราใช้น้ำมันเฉลี่ย ณ วันนี้จำนวน 82,000,000 ลิตร ทั้งที่ในสภาวะปกติ จนถึงวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมาก่อนมีสงคราม เราใช้น้ำมันเพียง 67,000,000 ลิตรต่อวัน เพราะฉะนั้นเราต้องปรับให้สู่เข้าสู่ภาวะปกติให้ได้ สมัยก่อนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ตะวันออกกลาง ที่พี่น้องประชาชนได้ใช้น้ำมันดีเซลเพื่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ อยู่ที่ 67,000,000 ลิตร นั่นคือสภาวะที่ยังไม่ได้รณรงค์ให้เกิดการประหยัด รัฐบาลยืนยันว่า หากเรากลับไปอยู่ในจุดเดิม ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติไปจนถึงเทศกาลสงกรานต์ หรือใช้ทั้งปี

โดยตรัฐบาลจะอยากขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ในส่วนที่เกินไปถึงวันละ 15,000,000 ลิตร ที่อาจจะเกิดจากความกังวลของประชาชน รัฐบาลขอให้มั่นใจว่า ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะน้ำมันมีเพียงพอให้ใช้

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มของไทยทุกวันนี้ก็ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในทุกประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มีราคาที่แพงกว่าไทย มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ราคาถูกกว่าไทยคือ ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศบรูไน เนื่องจากสองประเทศเหล่านี้เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันด้วยตัวเอง

ทั้งนี้เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว ด่านต่อไปก็คือ ค่าครองชีพ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้น้อยไปอันดับแรก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานอย่างเต็มที่กับการสร้างลิสต์สินค้าควบคุม ซึ่ง ณ วันนี้ก็มีถึง 66 รายการ โดยมีเป้าหมายว่า จะควบคุมทั้งหมด 76 รายการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ต้องกราบเรียนประชาชนว่า น่าจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลชุดผม หรือ หนู 1 อนุทิน 1 เพราะว่า ตอนนี้ได้รับรายชื่อของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลถูกพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการส่งตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีใคร มีข้อห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหลังจากการตรวจสอบมาก็มีปัญหาบางคน แต่วันนี้ไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีแล้ววันจันทร์นี้ก็จะมีการประชุมสรุปกับหน่วยงาน เพื่อให้ยืนยันว่า คุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีความครบถ้วน จากนั้นตนก็จะเร่งดำเนินการทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย และโปรดเกล้าฯ ในเวลาควร ซึ่งก็คิดว่า โดยปกติ หากขั้นตอนตามกฎหมายไม่มีปัญหาอะไร เราก็จะน่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ภายในสัปดาห์หน้า เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถที่จะออกมาตรการใด ๆ ที่ทำให้เกิดความผูกพันต่อรัฐบาลใหม่ได้ ถึงแม้ว่า นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนเดิม แต่เรามีกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้ เมื่อได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์แล้วก็จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อที่จะทำให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่มีคำว่า ขอดูงานก่อน ขอทดลองงานก่อน เพราะรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ก็ยังคงทำงานรับใช้ประชาชนต่อไปในรัฐบาลหน้า ซึ่งจะต้องเกิดความรวดเร็วอย่างแน่นอน โดยการแถลงนโยบาย ได้มีการเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว โดยรัฐบาลต่อไปจะกราบเรียนท่านประธานสภาให้นัดประชุมให้เร็วที่สุด เมื่อการแถลงนโยบายเสร็จสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลก็จะหมดข้อจำกัดทางกฎหมาย

ดังนั้นการบริหารสถานการณ์ในภาพรวมของรัฐบาลก็คือ เร่งสร้างความมั่นคงในด้านพลังงานลดผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

สุดท้ายนี้ รัฐบาลขอให้พวกเราทุกคน ช่วยกันสร้างความมั่นใจ และความมั่นคงในเรื่องของพลังงานน้ำมันให้เพิ่มมากขึ้น เราต้องช่วยกันปรับวิถีชีวิต เพื่อประหยัดพลังงาน ยกตัวอย่าง ประเทศไทยเรามีครอบครัวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10,000,000 ครอบครัว โดยลดการใช้น้ำมันครอบครัวเพียงละ 1 ลิตร ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันชนิดไหน ประเทศไทยก็จะลดการใช้น้ำมันได้ถึงวันละ 10,000,000 ลิตร ซึ่งก็เท่ากับการลดการนำเข้า หรือการไปเพิ่มสำรองน้ำมันของเราวันละ 10,000,000 ลิตร และรัฐบาลยังสามารถลดภาระการชดเชยได้ ที่ชดเชยราคาน้ำมันประมาณ 20 บาทต่อลิตร ซึ่งถ้าเราช่วยกันประหยัดเราก็สามารถลดการชดเชยของกองทุนน้ำมันไปแล้ว 200 ล้านบาท หากเฉลี่ยลิตรละ 40 บาท เราก็ลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชนได้ถึง 400 ล้านบาท เพราะฉะนั้นโดยรวมถ้าเราร่วมกันลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้ทั้งหมด 1 ลิตรต่อ 1 ครอบครัว รัฐบาลจะสามารถนำเงินไปช่วยเหลือในมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ก็จะออกมาทันที เพื่อมาลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่เราอยู่ในสถานการณ์วิกฤตด้านน้ำมัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเรามาร่วมมือร่วมใจกัน เราก็สามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้แน่นอน

ขณะที่เทศกาลสงกรานต์นี้ ตนเรียกประชุมทุกหน่วยงาน และได้เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งใช้เวลาประชุมนานมาก ตนได้จี้ไปหลายจังหวัด ถามในจังหวัดที่สำคัญ ๆ ถึงสถานการณ์น้ำมัน และได้แจ้งผู้ว่าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ในแต่ละจังหวัด ถ้าผู้ว่าฯสามารถควบคุมไม่ให้เกิดการช็อต หรือการขาดแคลนน้ำมันในแต่ละจังหวัดได้ ทุกจังหวัดก็จะมีน้ำมันไว้บริการประชาชนในภาวะปกติ แต่ถ้ามีการเอาถัง เอาแกลลอนไปด้วย แทนที่จะเติมวันละ 60 ลิตรต่อถังต่อรถหนึ่งคัน แต่ดันไปเติม 200 ลิตรต่อคัน แบบนี้เท่าไหร่จะพอ ซึ่งไม่ต้องกลัวเลยว่า จะกลับไม่ถึงบ้าน เพราะทุกจังหวัดได้รับข้อสั่งการว่า จะต้องบริหารจัดการ โดยเฉพาะปั๊มน้ำมันที่อยู่บนถนนหลักที่สัญจรไปมาให้มีน้ำมันตลอดเวลา ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดก็ได้ยืนยันว่า จากเมื่อวานนี้แต่ละปั๊มก็มีการจ่ายน้ำมันที่ดีมากขึ้นแล้ว และในส่วนของ Jobber ที่นำน้ำมันไปขายตามชุมชน หรือโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็จะได้ราคาที่ไม่แตกต่างจากราคาหน้าปั๊มแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่ชุมชนนั้นจะมาขอแชร์เติมน้ำมันจากปั๊มทั่วไป เพราะฉะนั้นระบบตรงนี้รัฐบาลได้แก้ไขแล้ว

นายกรัฐมนตรี ขอย้ำคำว่า เรามีกำลังการผลิตน้ำมัน 77,000,000 ลิตรต่อวัน ถ้าเทียบแล้ว ระหว่างการกลั่นน้ำมัน กับการกับความต้องการการใช้ถือว่า มีเพียงพอ และมีเฉลี่ยไปขายที่ประเทศลาววันละ 5,000,000 ลิตรด้วยซ้ำ เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ในขณะนี้ ปตท. และกรมธุรกิจพลังงาน ยังมีขีดความสามารถในการติดต่อประสานซื้อน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามา และเป็นราคาตลาดโลกทั่วไป ซึ่งเราจะเอาส่วนนี้ไปขายประเทศลาว และจากนี้ไปน้ำมันทุกหยดที่กลั่นในประเทศไทยก็จะเก็บเอาไว้ให้คนไทยได้ใช้ แต่ถ้าใช้ด้วยความตระหนัก ส่วนที่เหลือก็จะกลับเป็นน้ำมันสำรอง ที่ทำให้เรามั่นใจว่า ไม่ว่าเหตุการณ์จะยืดเยื้อไปขนาดไหน เราไดีมีน้ำมันสำรองที่เพียงพอ

ส่วนคำถามที่บอกว่า น้ำมันเหล่านี้ไม่ใช่ของรัฐ แต่เป็นของปตท. เป็นของโรงกลั่น เป็นของบริษัทมหาชน ซึ่งเขาสำรองน้ำมันโดยกฎหมาย เมื่อสำรองแล้ว แต่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ รัฐมีอำนาจที่จะเข้าไปดำเนินการใช้น้ำมันสำรองนั้น เพราะบางทีการที่บางคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และทำให้เกิดความไม่สบายใจ ไม่ว่าจะวัตถุประสงค์ใดก็แล้วแต่ ขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงปัจจัยเหล่านั้น เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมย้ำว่า น้ำมันสำรองทุกลิตร ที่มีอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการสำรองตามกฏหมายที่รัฐบังคับให้บริษัทเหล่านั้นสำรอง รัฐบาลสามารถนำน้ำมันสำรองเหล่านี้ไปจัดการ ได้ไม่ว่า ปัจจุบันเหล่านั้นจะเป็นของบริษัทใดก็ตาม

พร้อมกับนี้นายกรัฐมนตรี ยังขอให้ประชาชนร่วมรณรงค์ใช้รถขนส่งสาธารณะมากขึ้น หรือการใช้รถร่วมกัน ทางเดียวกันไปด้วยกัน หรือ คาร์พูล



อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/2jZykrakAw4

คุณอาจสนใจ

Related News