เลือกตั้งและการเมือง
“ศุภโชติ” ชี้ยิ่ง “ฟังพิพัฒน์” ให้สัมภาษณ์ ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลกำลัง “แก้ตัว” มากกว่า “แก้วิกฤต”
4 ชั่วโมงที่แล้ว
59 views
นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นหลังฟังสัมภาษณ์นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอเช้านี้ว่า ยิ่งฟัง ยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามหนักขึ้นว่า รัฐบาลกำลังควบคุมสถานการณ์อยู่จริง หรือแค่พยายามอธิบายความล้มเหลวของตัวเองย้อนหลังวันต่อวัน
ศุภโชติกล่าวว่า ประเด็นแรกที่ฟังแล้วรับไม่ได้ คือการที่นายพิพัฒน์บอกว่า “เพิ่งรู้” เรื่องการปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทในตอนกลางคืน คำพูดนี้เหมือนเป็นการพยายามผลักภาระออกจากตัวเอง ทั้งที่ตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 การตัดสินใจลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลรับทราบและอนุมัติเลย
ยิ่งเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ราคาน้ำมันสิงคโปร์ขยับขึ้นต่อเนื่อง และรัฐบาลก็เลือกใช้นโยบายตรึงราคามาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 15 วันแรกของวิกฤต มันแทบไม่ใช่เรื่องที่คาดเดายากเลยว่าสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดิ่งลงอย่างหนัก และท้ายที่สุดราคาน้ำมันมีโอกาสดีดขึ้นแรงแบบนี้ ถ้านายพิพัฒน์จะบอกว่าตัวเองและรัฐบาล “ประเมินไม่ออก” ว่าสถานการณ์จะมาถึงจุดนี้ แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นความผิดพลาด แต่คือความไร้ประสิทธิภาพของคนที่บริหารสถานการณ์วิกฤตโดยตรง
ศุภโชติ กล่าวถึงประเด็นที่สองว่า ยิ่งตอกย้ำบทบาทรัฐบาลที่ไม่ได้ “บริหาร” วิกฤตนี้ แต่กำลัง “วิ่งไล่ตาม” วิกฤตอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือเมื่อมีการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทภายในคืนเดียว รัฐกลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า หากรัฐบาลประเมินสถานการณ์เป็น ก็ควรเตรียมมาตรการเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่พอขึ้นราคาน้ำมันแล้วค่อยออกมาบอกว่าจะลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท แถมบอกว่าต้องไปขอ กกต. ก่อน (เพราะกลัวผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ)
ทุกอย่างมันกลับหัวกลับหางไปหมด เพราะสิ่งที่ควรทำแต่แรกคือ รัฐต้องประสาน กกต. และเตรียมเครื่องมือทางนโยบายให้พร้อมก่อนขึ้นราคาน้ำมัน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกก่อน แล้วค่อยมาไล่แก้ปัญหาทีหลัง นี่คือการบริหารวิกฤตที่ทำให้เกิดวิกฤตตกต่ำยิ่งกว่าเดิม สิ่งนี้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจงใจทำให้เกิด “คืนหมาหอน” ให้ไอ้โม่งปล่อยของที่กักตุนไว้หรือไม่?
จากนั้น ศุภโชติกล่าวถึงประเด็นที่สาม เรื่องภาษีลาภลอยว่า เรื่องนี้ฟังแล้วชัดมากว่า รัฐบาลเลือกปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมากกว่าปกป้องประชาชน ซึ่งประเด็นนี้ทางพรรคประชาชนได้เสนอเรื่องการเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เกิดวิกฤตแล้ว เพราะในภาวะสงครามที่มีความปั่นป่วนระดับโลก โรงกลั่นน้ำมันได้กำไรสูงผิดปกติจากสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน
แทนที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการเก็บภาษีลาภลอยได้โดยทันที ด้วยการออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย เพื่อเอาเงินส่วนนั้นมาอุดหนุนราคาน้ำมันของพี่น้องประชาชนผ่านกองทุนเชื้อเพลิง และทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับค่าน้ำแพงขนาดนี้ได้ทันที และยังสามารถนำเงินส่วนนั้นไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักก่อนได้ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มขนส่ง เป็นต้น
ศุภโชติกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลเลือกทำคือ “ยืดเวลาออกไปอีก 1 สัปดาห์และขอรับบริจาคจากโรงกลั่นก่อน” เพื่อขอความร่วมมือว่าจะยอมแบ่งเงินจากค่าการกลั่นให้คนไทยเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายน้ำมันแพงเพิ่มอีก 1 สัปดาห์ ฟังแล้วช่างย้อนแย้งอย่างยิ่ง แทนที่รัฐจะเลือกจัดการเก็บเงินจากกลุ่มทุนจากภาษีลาภลอยเพื่อมาช่วยเหลือประชาชนได้ทัน กลับเลือกที่จะอุ้มกลุ่มทุนผ่านการตั้งคำถามและให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจ
ศุภโชติย้ำว่า การให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจเพิ่ม 1 สัปดาห์ = การยืดเวลาให้พี่น้องประชาชนแบกรับราคาน้ำมันแพง สิ่งที่น่าตั้งคำถามกว่านั้นคือ นายพิพัฒน์ยังบอกให้กระทรวงการคลังไปศึกษาเรื่องนี้ก่อน แต่ล่าสุดผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเองก็ยืนยันแล้วว่า กระทรวงการคลังศึกษาเรื่องนี้เสร็จนานแล้ว คำถามคือ แล้วรัฐบาลยังรออะไรอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่กล้าแตะผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน ทั้งที่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลสามารถออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย ได้เลยด้วยซ้ำ หากมีเจตจำนงทางการเมืองมากพอ
ประเด็นสุดท้ายที่ยิ่งฟังยิ่งขัดแย้ง คือเรื่อง “ไอ้โม่ง” จนถึงวันนี้นายพิพัฒน์ก็ยังยืนยันว่า “ไม่มีไอ้โม่ง” ทั้งที่ในรายการเดียวกันกลับยอมรับเองว่าข่าวการจับกุมรถขนน้ำมันที่กำลังจะข้ามแดนที่แม่สอดนั้นเป็นเรื่องจริง ศุภโชติกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่าไม่มีคนฉวยโอกาส? ไม่มีขบวนการลักลอบหากำไรจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ รัฐบาลยังคงพยายามโยนภาระกลับมาที่ประชาชน ด้วยคำอธิบายเดิม ๆ ว่าเป็นเพราะประชาชน “ตื่นตระหนก” หรือ “กักตุนกันเอง” ทั้งที่คำถามที่แท้จริงคือ รัฐบาลเคยตรวจหรือยังว่า รถที่ข้ามแดนไปฝั่งพม่า ลาว หรือกัมพูชา ที่บางครั้งสำแดงสินค้าเป็นของเหลวชนิดอื่น เช่น น้ำมันใช้แล้วนั้น แท้จริงแล้วเป็นน้ำมันที่ถูกลักลอบนำออกไปขายทำกำไรหรือไม่ ถ้ายังไม่ตรวจให้ชัด แล้วจะรีบสรุปว่าไม่มีไอ้โม่งได้อย่างไร
ศุภโชติย้ำว่า ทั้งหมดที่ได้รับฟังในเช้าวันนี้ ให้ความรู้สึกชัดเจนมากว่า นายพิพัฒน์ไม่ได้กำลังออกมา “คลี่คลายข้อสงสัยกับสังคม” แต่กำลังพยายามแก้ตัวให้ตัวเอง แก้ตัวให้นายทุนพลังงาน และกล่าวหาประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงขั้นตัดพ้อว่าตัวเองถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียกับบริษัทพลังงาน และพูดในทำนองว่า “ใครมาบริหารก็คงไม่ต่างกัน” ถ้าอย่างนั้นก็ควรปล่อยให้คนอื่นที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจน้ำมันมาบริหารดูไหม จะได้รู้กันไปเลยว่าต่างกันหรือไม่?
หากเชื่อแบบนั้นจริง ตนว่าก็น่าลองดู เพราะถ้าคนที่กำกับดูแลวิกฤตพลังงานของประเทศยังมองว่าความผิดพลาดทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ และไม่มีใครทำได้ดีกว่านี้ บางทีคำถามที่สังคมควรถามต่อไม่ใช่แค่คำว่า “รัฐบาลจะแก้ยังไง” แต่คือ “ถึงเวลาหรือยังที่คุณพิพัฒน์ควรลาออกจากตำแหน่ง ผอ. ศบก. และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เพื่อเปิดทางให้คนที่มีความสามารถมากกว่านี้เข้ามารับผิดชอบ”
แท็กที่เกี่ยวข้อง