เลือกตั้งและการเมือง

“สมชัย” จับมือ กมธ.สว.จำลองเลือกตั้ง พบถอดรหัสเช็กย้อนหลังได้ ใครกาเบอร์อะไรจากบาร์โค้ด

4 ชั่วโมงที่แล้ว

94 views

“สมชัย” จับมือ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. จำลองการเลือกตั้งก๋วยเตี๋ยว พิสูจน์ถอดรหัสบาร์โค้ด - คิวอาร์โค้ด ทีมตัวแทนนักสืบถอดรหัสเช็กย้อนหลังได้ ใครกาเบอร์อะไร

วันที่ 4 มี.ค.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวท  มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ การจัดจำลองการเลือกตั้งเพื่อศึกษาว่าการมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยมีทีมนักสืบที่จะมาร่วมถอดรหัสบัตรเลือกตั้งจำลองว่าจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่

โดยมีกลุ่มบุคคลร่วมสังเกตการณ์การจำลองเลือกตั้งครั้งนี้ อาทิ นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว., นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สว., นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว., นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ, นายธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นางสาวนารากร ติยายน อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาธิปัตย์, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์

โดยนายเจษฎ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า ใครบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โมฆะหรือไม่โมฆะแสดงว่ามีธง ซึ่งตนไม่เคยพูดว่าโมฆะหรือไม่โมฆะ แต่พูดอยู่เสมอว่าระดับความลับของการเลือกตั้งมีอยู่ 3 ระดับ 1.เดินผ่านด้านหลังคูหาแล้วมีโอกาสเห็น 2.ระดับเจ้าหน้าที่ที่ถูกตั้งคำถามว่าหัวกับหางมาเจอกันหรือไม่ และ 3.ความลับในระบบที่มีถึง 3 ชั้น ที่เป็นข้อถกเถียงกันว่าสแกนบาร์โค้ดแล้วไปเจอหัวในระบบไปตามเจอได้หรือไม่ แล้วจะไปตามเจอได้อย่างไร

ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนเองได้ประสานนายสมชัย ในแง่ข้อมูลความเสี่ยงในการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นข้อกังวลของหลายคนในตอนนี้ และคิดว่าเป็นการดี หากจะทำให้ข้อมูลนี้ความชัดเจน และน่าจะมีพื้นที่ทำการศึกษาในเชิงวิชาการ โดย กมธ.สามารถเปิดพื้นที่ตรงนี้ได้ และให้เวทีในวันนี้ เป็นการพิสูจน์ความเสี่ยงว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถถูกตรวจสอบกลับไปจนรู้ว่าผู้มาออกเสียง เลือกใครได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เจตนารมย์ในครั้งนี้ของ กมธ.เพื่อเป็นการศึกษาในเชิงวิชาการ เพราะขณะนี้ กมธ.ทำรายงานการเลือกตั้งที่โปร่งใส และเป็นธรรม คือการศึกษาการเลือกตั้ง ทั้งก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง และขอให้การพิสูจน์ในวันนี้ ก็จะนำไปศึกษาและเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต

นายนรเศรษฐ์ ย้ำว่า ข้อสรุปในวันนี้ จะไม่ใช่ประเด็น หรือการตีความในเรื่องข้อกฎหมายว่าลับหรือไม่ลับ หรือผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ กมธ.ได้ศึกษาในวันนี้ แต่เราต้องพิสูจน์ความเสี่ยงของการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น

ด้านนายสมชัย ได้กล่าวชี้แจงกติกาว่า ขอตัวแทนประชาชน 10 คน ที่จะแสดงตนเพื่อรับบัตร เข้าไปกาในคูหา และหย่อนบัตร โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ในระหว่างที่อาสาสมัครรับบัตรนั้นเกิดไฟดับภายในห้องที่ใช้จำลองสถานการณ์ ทำให้นายสมชัย ถึงกับเอ่ยปากแซวว่า “เป็นการจำลองที่เสมือนจริง”

นายสมชัย กล่าวชี้แจงขั้นตอนต่อไปว่า การเลือกในวันนี้จะเป็นการ ลงคะแนนก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อซึ่งประกอบไปด้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น, ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และก๋วยเตี๋ยวเป็ด หลังจากลงคะแนนแล้ว ขอให้อาสาสมัครถ่ายบัตรที่ลงคะแนนไว้และเก็บไว้กับตัวเองเป็นความลับ พร้อมย้ำว่า ตามขั้นตอนของ กกต.แล้ว ไม่มีขั้นตอนนี้ เพราะหากใครละเมิดจะถือว่าผิดกฎหมาย โดยหลังจากอาสาสมัครลงคะแนนแล้ว จะมีทีมนักสืบที่จะถอดรหัส ว่าใครเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยวแบบไหน

ทั้งนี้ อาสาสมัครทั้ง 10 คน ได้มีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี นพ.ทศพร เสรีรักษ์ และ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล และยังมีตัวแทนจากสื่อมวลชนด้วย ขณะที่นักสืบ จะมีตัวแทนจากหลากหลายช่วงวัย และหลากหลายอาชีพ จำนวน 5 ทีม

จากนั้นได้เริ่มนับคะแนน โดยสรุปผลการลงคะแนน พบว่าบัตรดี 7 ใบ บัตรเสีย 2 ใบ และไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ โดยนายสมชายได้ให้ทีมนักสืบถอดรหัสว่าใครเลือกอะไรภายในเวลา 20 นาที

สำหรับผลการถอดรหัสของทีมนักสืบคะแนนปรากฏว่า

คนแรก ทีมนักสืบจาก 5 ทีมตอบถูก 4 ทีม

คนที่สอง ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม

คนที่สาม ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม

คนที่สี่ ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม

คนที่ห้า ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม

คนที่หก ทีมนักสืบตอบถูก 3 ทีม

คนที่เจ็ด ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม

คนที่แปด ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม

คนที่เก้า ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม

คนที่สิบ ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม

โดยทีมที่ตอบถูก 10 ข้อ ทั้ง 3 ทีมได้เปิดเผยวิธีการคำนวณ โดยทีมแรก ระบุว่า ใช้วิธีถ่ายภาพและใช้ App ยิง QR Code ทั่วไปแต่เจอว่าใช้ Application LINE สแกนง่ายกว่า จึงลองใช้สแกนตัวบัตรเต็ม ๆ ซึ่งไวกว่าถ่ายภาพ และตรวจจับได้ไวมาก ขอแค่ตรวจเก็บ QR Code ให้ครบรู้เลยว่าบัตรเสียและเสียเพราะอะไร และรู้ได้ว่าเป็นของผู้ที่ลงคะแนนลำดับที่เท่าไหร่ และเหตุผลที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเพราะอะไร

ส่วนอีกทีมหนึ่งใช้วิธีถ่ายภาพนิ่งให้ชัดเจนและนำมาสแกนเอารหัสและนำรหัสนั้นไปเทียบ กับรายชื่อคนลงคะแนน แต่จะมีปัญหาในบางคนที่สแกนไม่ติด

ขณะที่อีกทีมหนึ่ง ใช้วิธีการตีตารางและไล่ว่าใบที่ 1 ขานอะไร และเมื่อสแกนแล้วแต่ละใบรหัสอะไร ทำให้รู้ได้ว่าแต่ละลำดับเลือกอะไร ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับตอนที่ทีมนี้ใช้ติดตามการลงคะแนนเลือกสว. และใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ถูกทั้งหมด หากมีการเตรียมการล่วงหน้าก็จะสามารถถอดออกมาได้

นายปริญญา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องรอต้นขั้วไม่ต้องมีรายชื่อของผู้ใช้สิทธิ์ ก็สามารถรู้ได้ และถามว่า กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด หรือเขตใด ที่อาจเป็นหัวคะแนน หรือไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร หากประชาชนเลือกมา ก็ต้องมีมีสิทธิ์ที่จะกากบาทในแบบที่กา หรือแม้แต่อยู่ในเขตอิทธิพล หากจะไม่เลือกตั้งใหญ่ ก็ต้องกล้าไม่เลือก ต้องไม่กลัวว่าพรรคที่เลือกไปจะทำให้เดือดร้อนหรือไม่ เป็นหน้าที่ที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ ขอเพียงรู้ลำดับ ก็รู้แล้วว่าใครเลือกใคร

นายเจษฎ์ มองว่า การบอกว่าการเลือกตั้งจะโมฆะ หรือไม่โมฆะของแต่ละคนนั้น ถือว่ามีธง แต่ในระดับความลับการเลือกตั้งนั้น มี 3 ระดับ เช่น การจำลองคูหาเลือกตั้งในปี 2549 ที่ผู้ใช้สิทธิเดินผ่านหลังกันมีสิทธิเห็น ก็จะทำให้ระดับความลับในระดับแลกเสียไป ระดับที่ 2 ในระดับเจ้าหน้าที่ที่เป็นที่ถกเถียงกัน หัวกับหางบัตร ได้เจอกันหรือไม่ หรือถูกแยกกัน แต่หากมีการจับมารวมกัน หรือเจ้าหน้าที่นำจับมาเจอกัน ก็จะเสียความลับไป

ระดับที่ 3 ความลับในระบบ ซึ่งมี 3 ชั้น ชั้นแรก เมื่อแยกหัวหางแล้ว สแกนหางไปเจอหัวได้ ก็จะสแกนแล้วรู้ ซึ่งเป็นขั้นแรก ชั้นที่ 2 ถ้าตามหัว มาเจอกับหางได้ตามที่ต่าง ๆ และต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น ศาลสั่งหรือไม่ และในชั้นที่ 3 คือ การสืบว่า ใครเป็นคนกา ดังนั้น ตนจึงบอกว่า อำนาจอยู่ในระดับ 3 ชั้นที่ 1 ซึ่งกฎหมายคุ้มครองอยู่ แต่ถ้าจะถามหาชั้นที่ 2 และ 3 นั้น ไม่มี เพราะบัตรแต่ละใบไม่มีทั้งการเข้ารหัส และการถอดรหัส พร้อมยังมั่นใจว่า กระบวนการจริงต่าง ๆ ไม่สามารถสืบย้อนหลังไปได้ และขั้วบัตรเลือกตั้งได้แยกจากกันไปแล้ว

ส่วนกระบวนการจำลองการเลือกตั้งในวันนี้ หากทราบลำดับที่ และหมายเลขบัตรเลือกตั้ง จะสามารถทำให้ทราบผลการลงคะแนนได้ และหากมี กปน.ประจำหน่วยถูกซื้อจริง การจำลองการเลือกตั้งในวันนี้ ก็สามารถทำให้ผลการลงคะแนนสามารถเปิดเผยได้ทั้งหน่วย และหาก กกต.คาดเคาได้ว่า เหตุที่เกิดการทราบคะแนนจากการทดลงต่าง ๆ กกต. และเลขาธิการ กกต.ก็อาจถูกกล่าวหา ที่จะรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการนี้ และความแตกต่างระหว่างบัตรเลือกตั้งทั้ง 3 ใบ คืออะไร ระหว่างบัตรเหลือ บัตรเขียว และบัตรชมพู ที่มีการระบุหมายเลขเฉพาะตน และกังวลต่อการทดลองในวันนี้ จึงหวังว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนไม่เชื่อว่า การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม และตราหน้าว่า รัฐบาลมาจากการโกง

นายสมบัติ กล่าวว่า หากสิ่งนี้มีเจตนาซ่อนอยู่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก หากยืนยันว่าจะใช้วิธีการนี้ต่อไปโดยบอกว่าเป็นการลับ ต่อให้ไม่มีการถ่ายรูปก็คงจะมีวิธีการอื่น พร้อมยกตัวอย่างวิธีการนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่พบว่าจำนวนบัตรไม่ตรงกันกับการนับครั้งแรก จึงขอเสนอให้กกต. เปิดหีบจำนวนหนึ่ง อาจจะ 100 - 500 หน่วย ทำแบบเป็นทางลับ ไม่สามารถนำกล้องไปถ่ายขณะที่นับได้ แต่เพื่อดูว่าคะแนนที่ต้องการนั้น ตรงกับคะแนนที่รวบรวมไว้ได้หรือไม่ จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะยืนยันว่าสิ่งที่ทำงานอยู่นั้นเป็นไปด้วยความโปร่งใสและอาจเกิดความผิดพลาดมาจากคณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.)


แท็กที่เกี่ยวข้อง  จำลองการเลือกตั้ง

คุณอาจสนใจ