เลือกตั้งและการเมือง
“กุสุมาลวตี” ร้อง DSI ดำเนินคดี ม.157 “อนุทิน” ปมโผล่ชื่อมีทะเบียนบ้านบุกรุกที่ดินเขากระโดง
3 ชั่วโมงที่แล้ว
9 views
“กุสุมาลวตี” ร้อง DSI ดำเนินคดี ม.157 “อนุทิน” ปมโผล่ชื่อมีทะเบียนบ้านบุกรุกที่ดินเขากระโดง แม้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนด ย้ำเดินหน้าถอดถอนอนุทินจากตำแหน่งการเมือง หลังเคยร้อง ป.ป.ช.ผิดจริยธรรมร้ายแรง แต่เรื่องกลับเงียบ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 ม.ค. 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ดร.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวหน้า (อดีตผู้สมัคร สว.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีคดีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือฮั้ว สว.67 โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เป็นผู้แทนอธิบดีฯ รับเรื่อง
ดร.กุสุมาลวตี เปิดเผยว่า วันนี้ตนเองมายื่นหนังสือถึงดีเอสไอ เพื่อขอให้ดีเอสไอปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด ไม่ต้องกลัวอำนาจใด ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งจะต้องมีการเพิกถอนตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เนื่องจากศาลได้ตัดสินแล้ว และห้ามมิให้ยกอายุความสู้สิทธิ์เหนือแผ่นดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อปี พ.ศ. 2464 ซึ่งห้ามกรรมสิทธิ์ในที่ดินการรถไฟฯ เว้นแต่ว่าจะมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ซึ่งที่ต้องนี้ชัดเจนว่าเป็นของ รฟท. ฉะนั้น เอกชนหรือใครก็ไม่มีสิทธิ์ออกโฉนดได้ การที่มีกลุ่มบุคคลที่มีตำแหน่งให้ออกโฉนดนั้น สามารถเพิกถอนได้ ทั้งนี้ ตนเองขอให้ดีเอสไอฟ้องร้องเอาผิดต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในมาตรา 157 ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่และปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะถือเป็นเรื่องจริยธรรม การดำรงตำแหน่งของนักการเมือง เพราะเรื่องเขากระโดงเป็นความทุกข์ของ รฟท. จึงต้องทวงคืนที่หลวง เราต้องทำให้คนรุ่นหลังเกรงกลัวต่อการทำผิดกฎหมาย เชื่อว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแปร ไม่ให้มีอิทธิพล จึงขอให้อธิบดีดีเอสไอรักษากฎหมายเพื่อทำให้เรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ
ดร.กุสุมาลวตี เผยอีกว่า ตนทราบดีว่าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) ที่จะมีมติรับหรือไม่รับเรื่องใดเป็นคดีพิเศษนั้น จะมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมี รมว.ยธ. เป็นกรรมการ ดังนั้น หากเรื่องสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดงจะขยับไปเป็นคดีพิเศษได้ ก็อาจส่อถูกเตะถ่วง เตะทิ้ง ตนจึงขอรอให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริตก่อน ระหว่างนี้จึงขอให้ดีเอสไอได้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้ก่อน อย่าให้ใครแทรกแซง หรือมีคนมาขอ หรือมีคนเอาข้อมูลไปทิ้ง และเนื่องด้วยประเด็นนี้คือประเด็นสำคัญ นอกจากการมาร้องดีเอสไอให้ดำเนินคดีนายอนุทิน ตนจึงได้ยื่นไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อถอดถอนการดำรงตำแหน่งของนักการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ควบคู่ไปด้วย เพราะนายอนุทินมีทะเบียนบ้านอยู่ในที่ดินเขากระโดง และยังมีเรื่องผลประโยชน์ที่ดินทับซ้อน คือการอนุมัติงบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาทสำหรับงาน MotoGP 2026 ทั้งที่ที่ดินตรงนั้นยังไม่ชัดเจนว่าเป็นของใคร แบบนี้มันผิดระเบียบหรือไม่ จึงขอให้ประชาชนได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง เข้าข่ายผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม เพราะทั้งเรื่องที่ดินเขากระโดง รันเวย์ขนงพระ ฮั้ว สว. และหลายเรื่องที่อยู่ใน ป.ป.ช. ก็เงียบหายไป ไหนจะเรื่องอาคารที่ดิน ในรัฐสภาที่รั่วพัง ผิดแบบ ผิดสเป็ค ไม่ยอมจ่ายค่าปรับ ตนมองว่าทุกคนต้องช่วยกันขจัดสิ่งไม่ดี การทุจริตคอรัปชั่น แม้คนนั้นจะมีตำแหน่ง มีอำนาจ มีอิทธิพลก็ตาม
“เข้าใจว่าพอขั้วการเมืองเปลี่ยนไป ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้มีอำนาจ จะมีบทบาทต่อข้าราชการประจำธรรมดาที่ต้องเกรงกลัวแม้จะรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่เรื่องก็ยังเงียบ ยังชะลออยู่ แต่ตนก็ต้องมากระทุ้งว่าไปเกรงกลัวอำนาจ อิทธิพล เพราะความจริงนั้น ผลประโยชน์ของประเทศมันสำคัญที่สุด แม้ตนเสี่ยงตาย ตนก็ไม่กลัว เรามีหน้าที่ทำความจริงให้กระจ่าง และการฟ้องนายกฯ เป็นสิ่งที่ทำได้“ ดร.กุสุมาลวตีกล่าว
ดร.กุสุมาลวตี เปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้ ตนเคยพูดคุยกับนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีต รมช.มท. ซึ่งท่านก็ยืนยันว่าท่านอยากทำให้เด็ดขาด แต่พอมันมีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน โชคไม่ดี นายเดชอิศม์ ก็ต้องออกจากรัฐบาลไป มันก็ต้องชะลอไป ฉะนั้น ถ้าหลังการเลือกตั้งใหญ่ แม้จะมี ครม.ชุดใหม่ ตนก็ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่ง มท.2 มท.3 ก็ตาม จะต้องแต่งตั้งคนที่ไม่ใช่ฝ่ายพรรคน้ำเงิน ต้องมีความซื่อสัตย์ มีความยุติธรรม กล้าสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และหวังว่านายกฯ คนใหม่ คงจะไม่ใช่ “หนู” แน่นอน เพราะเวลาไปไหนก็มีคนบอกว่า “ไม่เอาเทา ไม่เอาหนู ไม่เอาเขากระโดง ไม่เอาฮั้ว สว.” แต่โพลกลับมาเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่ภาคอีสาน แต่คิดว่าโพลคงสอดรับกับทางการภาคใต้ที่ทนายอั๋นได้พูดว่ามันมีเงินลงไปที่ภาคใต้จำนวนกว่าพันล้านบาท แบบนี้ส่อรับทุจริตหรือไม่ มีการโกงเลือกตั้งของคนบางกลุ่มหรือไม่
ดร.กุสุมาลวตี ยังกล่าวถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือเต้น ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ได้ไปปราศรัยที่จังหวัดชัยภูมิ อ้างว่าอัยการคดีพิเศษได้ตีกลับสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มายังดีเอสไอ โดยระบุว่า 8 ผู้ต้องหาที่สั่งฟ้องไปนั้นยังไม่ครอบคลุมจากพยานหลักฐาน และการสอบปากคำพยาน 1,200 รายทั่วประเทศ ว่า ตนทราบว่าพยานมี 1,200 ราย และตนก็ได้พูดคุยกับทางดีเอสไอ ทราบว่าเขาต้องการความแน่นหนาของข้อมูล 1,200 ราย เพื่อมัดตัวผู้กระทำผิดได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเส้นทางการเงินและการฟอกเงิน แต่ตนเสียใจเรื่องที่ กกต. มีมติ 3 ใน 4 ไม่เอาหลักฐานเส้นทางการเงินจากดีเอสไอ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้มีใบสั่งหรือไม่ เพราะเส้นเงินมันมัดตัวคนบางกลุ่มบางพรรค และจริง ๆ ดีเอสไอมีข้อมูลเรื่องเส้นเงินสมบูรณ์อยู่แล้ว จนสามารถโยงใยไปถึงบุคคลที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง จำนวน 229 ราย ฉะนั้น หาก กกต. กลัวหรือเข้าข้างใคร จนไม่เอาข้อมูลจากดีเอสไอก็เชื่อได้ว่า กกต. เบี่ยงเบนประเด็นช่วยเหลือใครหรือไม่ เพราะ กกต. คือองค์กรอิสระที่ไม่อิสระเสียแล้ว
ดร.กุสุมาลวตี กล่าวอีกว่า ตนเองยังเชื่อในการสอบสวนของดีเอสไอว่าอาจไม่ใช่ผู้ต้องหาเพียงแค่ 8 รายดังกล่าวในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. แต่คงต้องรอสักพัก คาดว่ามันอาจมีอะไรคืบหน้าขึ้น เพราะเขาก็พยายามทำงานให้ดีที่สุด ส่วนกรณีที่คดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้งที่มีการสรุปสำนวนโดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ดำเนินคดี 229 ราย จนถึงตอนนี้ยังค้างอยู่ที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยมีกรอบระยะเวลา 90 วัน ซึ่งยังสามารถยื่นขยายระยะเวลาได้อีก จึงทำให้สำนวนยังไม่ส่งถึงบอร์ดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.ชุดใหญ่) แต่อย่างใดนั้น ตนมองว่ามันก็ยังค้างอยู่ อาจมีกระบวนการอาจช่วยเหลือคนบางคนหรือไม่ และอาจมีคนใน กกต. ทำหรือไม่ ซึ่งมันผิดปกติหรือไม่ และใครแทรกแซงเรื่องนี้อยู่หรือไม่ ทั้งนี้ บ้านเมืองมันต้องมีขื่อมีแปร อย่าพยายามยึดอำนาจกระบวนการยุติธรรม.
แท็กที่เกี่ยวข้อง กุสุมาลวตี ,อนุทิน ชาญวีรกูล ,เขากระโดง