เลือกตั้งและการเมือง
“ทนายชา” แจ้งความ “พีระพันธุ์” รวมไทยสร้างชาติ บิดเบือนรณรงค์ไม่เห็นชอบประชามติ
2 ชั่วโมงที่แล้ว
58 views
“ทนายชา” ลุยแจ้งความเอาผิด “พีระพันธุ์” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เผยแพร่ข้อมูลเข้าข่ายผิดกฎหมายลงประชามติและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทำประชาชนเข้าใจผิด เรื่องของการออกเสียงลงประชามติจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทนายชา นักเคลื่อนไหวรณรงค์เห็นชอบลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แจ้งความพีระพันธุ์ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ฐานบิดเบือนข้อเท็จจริงในการรณรงค์ไม่เห็นชอบลงประชามติรัฐธรรมนูญ หลังอ้างว่าเป็นการเซ็นเช็คเปล่าให้นักการเมือง กลัวประชาชนเข้าใจผิด ยืนยันรณรงค์ให้ "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" ทำได้หมด เป็นเสรีภาพของประชาชน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ปล่อย Fake news
เมื่อเวลา 11:00 น. นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย หรือ "ทนายชา" ผู้รณรงค์ให้เห็นชอบในการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เดินทางมายัง สน.ห้วยขวาง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและอดีตรองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเผยแพร่ข้อมูลอันเข้าข่ายผิดกฎหมายลงประชามติและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อันทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในเรื่องของการออกเสียงลงประชามติจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
โดยทนายชาเปิดเผยว่า เนื่องจากนายพีระพันธุ์ได้พูดผ่านคลิปของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อรณรงค์ไม่เห็นชอบในการออกเสียงลงประชามติ ซึ่งถือเป็นเสรีภาพของประชาชนที่จะสามารถรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
แต่ทว่า นายพีระพันธุ์ได้พูดข้อความในลักษณะที่ว่า การลงประชามติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เปรียบเสมือนเป็นการที่ประชาชนเซ็น "เช็คเปล่า" เพื่อให้นักการเมืองไปกรอกตัวเลขยังไงก็ได้ ซึ่งประชาชนจะไม่สามารถควบคุมได้
ตนมองว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและเกรงว่าจะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในการออกเสียงลงประชามติในครั้งนี้ว่า หากคะแนนเสียงเห็นชอบผ่านประชามติครั้งนี้ จะทำให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่มีการรับฟังเสียงของประชาชนอีก ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เพราะศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่า การทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ต้องทำจำนวนทั้งสิ้น 3 ครั้ง คือ
ครั้งแรก คือการประชามติถามว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ครั้งที่สอง คือการประชามติถามว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีวิธีการและเนื้อหาสำคัญอย่างไร
ครั้งที่สาม คือการประชามติถามว่า เมื่อได้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ประชาชนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ดังนั้น การออกเสียงลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คือการลงประชามติถามประชาชนครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่คำพูดของนายพีระพันธ์ุนั้น อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนในข้อเท็จจริง ถือเป็นการรณรงค์ด้วยการปล่อย Fake news อันไม่อาจจะยอมรับได้ ซึ่งตนกังวลว่า หากประชาชนหลงเชื่อ ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของข้อมูล Fake news นี้
ด้วยเหตุนี้ ตนจึงตัดสินใจเดินทางมาที่ สน.ห้วยขวาง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายพีระพันธุ์ในความผิดตามมาตรา 77 (5) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ในเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ และมาตรา 14 (1) แห่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในเรื่องนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน
ทนายชายังกล่าวอีกว่า ไม่ว่าจะรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการออกเสียงลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ก็ล้วนแต่เป็นเสรีภาพที่ทุกกลุ่มองค์กรการเมืองหรือประชาชนทั่วไปสามารถทำได้ แต่ควรต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง อย่าให้ความจริงแก่ประชาชนเพียงครึ่งเดียว และอย่าปล่อย Fake news ควรจะต้องรณรงค์แบบ Fair game ให้ประชาชนได้รู้ทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนนำไปประกอบข้อมูลการใช้สิทธิเสรีภาพในการออกเสียงลงประชามติได้
อย่างเช่นกรณีที่มีนักการเมืองในพรรครวมไทยสร้างชาติที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง (นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี: พิจารณาการใช้ชื่อ) ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ไม่จำเป็นต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพียงแค่แก้ไขตามรายมาตราได้ก็พอแล้ว ซึ่งนี่ถือเป็นตัวอย่างของการให้ความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว เพราะที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมากถึง 26 ครั้ง แต่กลับถูกสมาชิกวุฒิสภาโหวตคว่ำไป 25 ครั้ง จนทำให้แก้ไขได้เพียงแค่ครั้งเดียว และความจริงแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรานั้น ก็สามารถทำคู่ขนานไปด้วยกันกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพียงแต่ยอมรับว่า มีอุปสรรคคือสมาชิกวุฒิสภาว่าจะร่วมโหวตให้ผ่านตามเงื่อนไขด้วยหรือไม่
โดยตนเองก็กังวลว่า จะมีขบวนการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความสับสนเข้าใจผิด จนทำให้การออกเสียงลงประชามติครั้งนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบ ซึ่งส่วนตัวนั้น ต้องการอยากจะให้การลงประชามติครั้งนี้ผ่าน เพื่อนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะมองว่า หากการลงประชามติครั้งนี้ไม่ผ่าน เราจะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปอีก 10 ปี ซึ่งตนไม่อาจยอมรับได้ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ระบบการเมืองของบ้านเรามีปัญหา เช่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เปลี่ยนกันปีต่อปี และกระบวนการยุบพรรคการเมืองหากทำอะไรที่ไม่ถูกใจ ซึ่งตนหวังว่า ผู้ให้การสนับสนุนทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย หรือที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า "ด้อมส้มกับด้อมแดง" "จะสามารถรวบรวมเสียงให้เกิน 20 ล้านกว่าเสียง เพื่อลงประชามติครั้งนี้ให้ผ่านให้ได้ เพราะตอนเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลหรือปัจจุบันคือพรรคประชาชนได้คะแนนเสียง 14 ล้านเสียง ส่วนพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียง 10 ล้านเสียง
นอกจากนี้ ทนายชายังบอกอีกว่า ตนได้จับตาดูนักการเมืองและกลุ่มบุคคลหลายกลุ่มที่พยายามปล่อยข้อมูลบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกเสียงลงประชามติ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนไม่เห็นชอบกับการลงประชามติ ซึ่งเน้นย้ำว่าการรณรงค์ไม่ให้เห็นชอบนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง หากรวบรวมพยานหลักฐานได้เพิ่มเติม ก็จะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีต่อไป ส่วนเหตุผลที่ดำเนินคดีกับนายพีระพันธุ์ก่อนนั้น เพราะถือว่าเป็นนักการเมืองระดับสูงที่เคยเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน ในวันพรุ่งนี้ตนก็เตรียมเดินทางที่จะไปยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลปกครองสั่งให้ กกต. เพิ่มการลงทะเบียนออกเสียงลงประชามตินอกเขต เนื่องจาก กกต. ได้กำหนดวันลงทะเบียนออกเสียงลงประชามตินอกเขตน้อยจนเกินไป ทำให้มีประชาชนกว่า 8 แสนเสียง ถูกตกหล่นในเรื่องของการลงประชามตินอกเขต
แท็กที่เกี่ยวข้อง พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค ,ประชามติ ,ข่าวการเมือง