เลือกตั้งและการเมือง

"อภิสิทธิ์" ลั่นเลือกประชาธิปัตย์ปลอดภัย 100% ไม่เอาทุนเทา-ไม่สร้างความแตกแยก-ระบอบทักษิณ

2 ชั่วโมงที่แล้ว

118 views

วันที่ 11 ม.ค. 2569 นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ​ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์​ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่​ ในเวลา​ 19.50 น.​ โดยทันทีที่นายอภิสิทธิ์ ขึ้นเวที​ บรรดากองเชียร์​ต่างพากันมอบดอกไม้และพวงมาลัยคล้องคอให้กำลังใจบริเวณด้านหน้าเวที

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า​ ช่วงที่ตนไม่ได้อยู่ในการเมือง เขาบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีคนมาฟังเวทีปราศรัยแล้ว​ ก่อนแซวผู้ที่มารับฟังคำปราศรัยว่าอยู่ทน​ในเวทีของพรรคประชาธิปัตย์ตรงนี้ ใช้เวลาแนะนำผู้สมัคร 33 คนของพรรค​ ไม่ใช่พรรคของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง​ แต่เป็นคนที่มีแนวคิดเดียวกัน​ ทั้ง​ 33 คนมีความหมาย​ ซึ่งทั้ง 33​คน รุ่นราวคราวเดียวกันตนเมื่อ​ 30 ปีที่แล้ว ก่อนที่ตนจะกลับมาเขาสบประมาทว่าพรรคประชาธิปัตย์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว​ พอตนกลับมา ก็บอกว่ามารวบรวมศิษย์เก่า​ แต่ตนมองว่าต้องมีบุคลากรที่เป็นหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ และวิสัยทัศน์ที่มีต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ ช่วยทำงานให้เกิดเป็นจริงได้

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวว่า​ วันนี้สังคมไม่สามารถมองข้ามพรรคประชาธิปัตย์ได้อีกต่อไป และประชาธิปัตย์เป็นคนกำหนดเส้นทางของบ้านเมือง ตนกลับมาเพราะทนกับความอึดอัดและตกต่ำทางการเมือง จากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและทุนเทา ตนจึงพูดตั้งแต่ต้นว่ากลับมาครั้งนี้ ถ้ามีสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้ ตนขอให้เรากลับมาทำบ้านเมืองให้เป็นบ้านเมืองที่สุจริต เพราะถ้าบ้านเมืองไม่สุจริตไม่ต้องคิดเรื่องอื่น เพราะถ้าทุนเทาอยู่ ทุนดีไม่มา เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก เกิดกฎระเบียบมากมาย ไม่มีใครไว้ใจใคร ต่างประเทศมองไทยไม่เหมือนเดิม จากที่เคยเป็นศูนย์กลางเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะกลายเป็นประเทศที่มีศูนย์คอลเซ็นเตอร์​ สแกมเมอร์ อยู่รอบๆ และนำเงินเข้ามาฟอกผ่านระบบการเงินไทย​ เราอยู่แบบนี้ไม่ได้ ไม่ใช่แค่ระบบทุจริต แต่เป็นการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากการเลือกตั้งก่อน หากถามว่าอะไรปราบทุนเทาได้ดีที่สุด คือ​ประชาชนที่จะไปใช้สิทธิ์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพราะถ้าเงินมันซื้ออำนาจไม่ได้ เงินมันซื้อกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ เงินสร้างความบิดเบี้ยวในระบบต่างๆไม่ได้ เรามีโอกาส ที่จะลืมตาอ้าปาก ความสุจริตซื่อสัตย์ต้องเริ่มจากนักการเมือง

พร้อมเปิดเผยความรู้สึก ตนซาบซึ้งว่า วันที่กลับมาเดินหาเสียงในตลาด ตามที่รองหัวหน้าพรรคกทม.ให้ตนทำ ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอย่างน้อย 3-4 คน เดินเข้ามาจับมือ และพูดเหมือนกันว่ าคุณเป็นนักการเมืองที่รักษาสัจจะ และอยากให้การเมืองเป็นเช่นนี้ ตนต้องเจ็บตัวและสูญเสียการเมืองหลายครั้งเพราะยืนยันในสิ่งที่ตนคิดและเชื่อ เมื่อสังคมไม่เห็นคล้อยตามหรือไม่เข้าใจ แต่ตนยอมรับผลนั้น เพราะต้องยืนหยัดในสิ่งที่คิดว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติสังคมและประชาชน ตนจึงบอกว่า วันนี้พรรคอื่นถ้าซื้อสส.ไป อย่ามาพูดเรื่องการสุจริต หรือการปรับทุจริตหรือปรับทุนเทา คุณเอาเงินมาจากไหนที่เขาพูดตัวเลข 30 ล้าน 50 ล้าน 70 ล้านต่อ 1 คน มีธุรกิจไหนบ้างที่จะมีเงินมากมายขนาดนี้ตนจึงบอกว่าคราวนี้ต้องสู้ และไปภูเก็ตตนจึงปลุกระดมเงินเทามาเอาหรือไม่​ เงินสีเทามาเลือกหรือไม่เอาแต่ไม่เลือ​ก​ จึงจำเป็นต้องตัดวงจร​

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวว่า การไปดีเบตครั้งแรก มีแต่คนบอกว่าไม่เอาทุนเทา​ มองกันไปกันมาแล้วก็หาไม่เจอว่าใครทุนเทา แต่ตนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริงว่าใครเป็นอะไร​ แต่เห็นประวัติแล้วตนเชื่อว่าเป็นมาตรฐานสากล​ ไม่ควรที่จะอยู่ในอำนาจรัฐ​ ตนจึงเอ่ยชื่อไป แต่วันนี้ไม่พูด​ มีคดีเดียวพอ​ ก่อนย้ำว่ามาวันนี้เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ​ ยอมรับว่ามีเวลาไม่เพียงพอ แต่จะส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ต่อไป​ ยอมรับว่าการตัดทุนเทาต้องไปเล่นที่เส้นการเงิน​

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึง​ "คลิป Uncle" หลายคนก็แค่ดู สุดท้ายกลายเป็นเรื่องของศาล และถูกวิจารณ์ว่าทำไมศาลถึงมายุ่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตนบอกว่า​หากเป็นตน คงไม่ปล่อยให้ถึงศาล​ เพราะพรรคต้องรู้ว่าต้องทำอย่างไร​ หรือสภาต้องรู้ว่าทำอย่างไร​ แต่พอเลือกตั้งกลับประกาศไม่เอาทุนเทา​ โทษประหารชีวิต​ แต่เขาไม่กลัว เพราะเขาคิดว่าไม่มีใครทำอะไรเขาได้ ​ถึงศาลก็รอด​ หรือหนีออกนอกประเทศ​

ช่วนหนึ่ง นายอภิสิทธิ์​ กล่าวถึง​การที่ถูกตั้งคำถาม​ถึงพรรคนั้นจะชวนคนนอก​ ชวนคนนี้เข้ามา​ทำงาน​ ตนว่า หากตนเป็นนายกฯ น้อยคนที่จะปฏิเสธ แต่คนที่ไปหยิบมาจากข้างนอกมันทำงาน ถ้าไม่ได้ซึมซับกระบวนการทางการเมือง ไม่ได้มาตกผลึก กับพรรคการเมืองที่ตนเองต้องทำงานด้วย จะทำงานได้ยากมาก พร้อมยกให้เห็น 1 ท่าน คือนายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากที่ตนดูการทำงานยืนยันในสิ่งที่ตนเชื่อ ตอนท่านเข้ามา เขาไปเขียนนโยบายว่าจะทำประชามติ MOU ไม่ต้องคุย​ ก็รู้ว่าในใจของท่านไม่มีทางที่จะเห็นด้วย ตนแอบไปถามว่าที่กระทรวงเห็นด้วยหรือกับนโยบายเช่นนี้ ได้คำตอบมาจากคนข้างในว่าเรื่องนี้เกินเลย แม้แต่รัฐมนตรี ก็กลับไปเป็นนโยบายที่ถูกกำหนด ตนก็คิดว่า หรือตนคิดไปเอง​ จนที่ท่านต้องมานั่งดีเบตช่อง 3 ถูกถามขึ้นมาเรื่อง MOU 2543 ว่า​ คิดอย่างไร ในที่สุดท่านก็ตอบตามวิชาชีพของท่านและความเชื่อ ว่า MOU 2543 ควรอยู่ต่อไป ท่านพูดได้แล้วเพราะวันนี้มันไม่มีประชามติแล้ว แต่แปลกว่าเลขาธิการพรรคท่าน พูดว่านโยบายของพรรคที่ท่านสังกัดคือยกเลิก MOU แถมสำทับด้วยว่าพูดแล้วทำ คนดีคนเก่งมีโอกาสเข้ามา​ แต่คนที่จะทำเป็น​ทำได้​ ต้องเข้ามาในกระบวนการการเมืองเสียตั้ง​แต่ต้น วันนี้ที่ตนชวนเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรค​ ตนตัดสินใจอยู่นานหลังจากอดีตหัวหน้าพรรคลาออก ตัดสินใจอยู่นานว่าเห็นควรว่าทิศทางประเทศควรไปในทิศทางเดียวกันอย่างไร ฉะนั้น 3 คน แคนดิเดตนายกฯจึงไม่ได้สวยหรู แต่ทั้ง 3 คน ตกผลึกมาด้วยกัน และถกกันทุกเรื่องเพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ต้องมาตั้งคำถามระหว่างกันแต่ต้องเดินหน้าในภารกิจ วันนี้เป็นเรื่องแปลกที่จะพรรคที่ถูกสบประมาทว่าจะถูกสูญพันธุ์​

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลง ว่าการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปหรือปรับปรุงในสิ่งที่ควรจะทำ ตนจึงบอกว่านอกจากการประกาศไม่เอาเรื่องทุนเทา​ ทุจริต​ และจะทำเศรษฐกิจให้ดีแล้ว ตนก็จะไม่ยอมให้เอาเรื่องละเอียดอ่อนในบ้านเมืองมาเล่นการเมือง​ สร้างความแตกแยกอีกต่อไป มาตรา 112 ถามว่ากี่รัฐบาลที่ผ่านมา ลงไปแก้ปัญหาจริงๆรัฐบาลของตน เป็นรัฐบาลที่พูดถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 แต่ในชีวิตตนนับแต่นั้นมา ยังไม่เห็นใครมาบอกว่าตนไม่จงรักภักดี เพราะสิ่งและวิธีที่ตนทำ คนจะเห็นด้วยหรือไม่เป็นสิทธิ์ แต่ไม่มีใครตั้งคำถามได้ว่า​ ตนเลือกทำ​ เพราะตนรักและอยากจะปกป้องสถาบัน

แต่มาตรา 112 มีคนถามว่า​จะมีอะไรนิรโทษกรรมหรือไม่​ มันไม่มีคำตอบ​ เพราะคนที่ถูกดำเนินคดี เป็นคนที่แสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ คนที่อาจจะเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ประเพณีวัฒนธรรมของไทย และก็มีคนที่แสดงเจตนาอาฆาตมาตรร้ายจริง คนแต่ละประเภทก็ต้องปฏิบัติไม่เหมือนกัน สมัยตนจึงมีคณะกรรมการกลั่นกรอง คดี 112 เพราะรู้ว่าทั้งตำรวจและอัยการถูกกดดัน จึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาช่วยดูให้ มีนักวิชาการสื่อต่างประเทศนักเรียนนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว กรรมการกลั่นกรองดูแล้วว่าถ้าไปทำอย่างนั้น เป็นการตีความเกินเลยตามมาตรา 112 ไม่ได้เกิดประโยชน์มีแต่จะสร้างปัญหาที่มากขึ้น คนเหล่านั้นในที่สุด จากกรรมการที่ตนสร้างไว้ก็ไม่ต้องถูกดำเนินคดี​ พร้อมระบุว่าการสร้างความแตกแยกมาจากทุกทาง​ เพราะมีคนรู้ว่ามีคนรักสถาบันมาก​ และรับไม่ได้ที่สถาบันนั้นถูกละเมิด เหมือนจะนำเป็นเงื่อนไขข้ออ้างทางการเมือง ว่าหากกลัวพรรคนั้น​ ให้มาเลือกทางนี้​ ไม่ว่าทางนี้จะเป็นอย่างไร​ เมื่อใดพรรคการเมืองแสดงตัว​ หรืออ้างตัวว่าผูกขาดความรักหรือการปกป้องสถาบัน​ นักการเมืองไม่เว้นแม้แต่ตน​ มีทั้งคนชอบและคนเกลียด มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย​ แต่สถาบันหลักของชาติต้องอยู่เหนือการเมือง และความรู้สึกนี้​ ตนจึงบอกว่าวันนี้พูดเรื่องเลือกตั้งยุทธศาสตร์เชิงกลยุทธ์

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวว่า​ วันนี้อย่าไปหลงว่าน้ำเงินกับส้มกำลังแข่งกัน รู้หรือยังว่าจะไม่ทำMOA กันอีก หัวหน้าพรรคประชาชนบอกอนุทินจะเป็นนายกฯไม่ยกมือให้​ ไม่ร่วมรัฐบาล มีเจ้าของพรรคบอกว่านั่นหัวหน้าพรรคพูด แล้วก็ไม่เคยพูด​ ว่าหากมาที่ 1 จะไม่ชวนสีน้ำเงินเข้าไป ซึ่งแปลกหรือไม่ว่าอะไรก็มาถามแต่ประชาธิปัตย์ แล้วก็หาเรื่องประชาธิปัตย์​ เพราะตนบอกว่าไม่ร่วมกับพรรคนั้น แล้วบอกอ๋อเตรียมไปร่วมกับส้ม​ มัน​เกี่ยวอะไร แทนที่จะไปคาดคั้นว่าคุณยังกอดอยู่ใช่หรือไม่พรรคนั้น วันนี้แปลกมาก พรรคภูมิใจไทยกล้าที่จะมาวิจารณ์​

จากการเปิดสิ่งที่เป็นคำสัมภาษณ์ เมื่อวานนายสกลธี สั่งตนให้ไปเดินตลาดและเอาสื่อฯมาล้อม แล้วมาถามคำถามนี้ว่าปิดทางในการจะร่วมกับพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ตนก็บอกกับเรื่องนี้เงื่อนไขชัดเจนอยู่แล้ว ถ้ามีทุจริต​ มีทุนเทา​ มีความแตกแยกไม่เอาทั้งนั้น​ และกรณีพรรคเพื่อไทย​ พูดมาตลอดว่าเรานี่แหละสู้กับระบอบทักษิณ​ ตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้​ ต่อไปและในอนาคต แต่ความเป็นประชาธิปัตย์ถ้าตนบอกว่าวันนี้ไม่เอาเพื่อไทย ก็จะบอกว่าสร้างความแตกแยก​ เขาเปลี่ยนหัวหน้าเปลี่ยนนโยบายแล้ว ทำไมจึงเอาบ้านเมืองอยู่ตรงนั้น ตนพูดเท่านี้ก็ไปบอกว่าจับมือกับพรรคเพื่อไทย ตนบอกว่าตนไม่ได้ปิดประตู แต่ถ้ามีระบอบทักษิณ​เข้ามา ตนงับมือขาดทันที แล้วพรรคอะไรกล้ามาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย​ คนใต้ผิดหวังมาก เขานั่นแหละจะเป็นพรรคที่จะมาดูแลภาคใต้

"ขอโทษครับ คุณกล้าประกาศไหม ว่าคุณไม่เอาเพื่อไทย ขอให้สื่อมวลชนไปถามว่าคนใต้ผิดหวังแม้จะเป็นความหวังของคนใต้ ว่าคุณประกาศมาเลยว่าไม่เอาเพื่อไทย แล้วถ้าคนบอกว่าผิดหวังกับประชาธิปัตย์แล้วจะเสื่อมเสีย กล้าประกาศหรือไม่ว่าไม่เอาประชาธิปัตย์ เพราะหากก็ประกาศ ฝ่ายค้านแน่นอน"

พร้อมระบุต่อว่า​ มาเรียกร้องอะไรตรงนี้​ ตนเป็นคนที่ชัดเจนทุกเรื่อง​ ไม่มีกั๊ก​ ไม่มีอะไรทั้งนั้น คุณไม่ประกาศไม่พอ​ พรรคนั้นคุณก็ยังกอดอยู่ใช่หรือไม่ แล้วเราจะบอกว่าฝากความไว้เนื้อเชื่อใจกับสิ่งเหล่านี้​ เพียงเพราะว่าต้องไปเอาชนะอีกพักหนึ่ง ทำไมสิทธิ์ที่ของประชาชนเลือกสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากกลัวว่าเลือกประชาธิปัตย์​ วันนี้อาจจะยังไม่มาที่หนึ่ง ซึ่งก็ไม่แน่นะ​ เลือกประชาธิปัตย์เป็นกอบเป็นกำ เราจะทำให้รัฐบาลไม่ว่าฝ่ายใดได้เป็นแล้วเอาร่วมไปร่วม เพราะเรามีเยอะ ต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริงกับทุนเท่าสแกมเมอร์และการทุจริตคอร์รัปชันและถ้าไม่เอาจริ งเราก็จะไม่อยู่ด้วย เลือกเราไปเยอะ พรรคไหนมีนโยบายสร้างความแตกแยก เอาเรื่องละเอียดอ่อนมาเล่นกันเมืองแล้วทำให้เกิดความวุ่นวาย ประชาธิปัตย์ก็ไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นสบายๆ เทไปจะเลือกพรรคนั้นจะเลือกพรรคนี้ ตนดูแล้ว​ไม่มีใครชนะขาดหรอก​ สุดท้ายก็มาเจรจาต่อรอง MOA อะไรก็ไม่รู้จะเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่ถ้าเทไประวังแทงผิดนะ สิ่งที่คิดว่าไปกันได้กลายเป็นไม่ใช่ แต่ถ้าเลือกประชาธิปัตย์ปลอดภัย 100%

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวว่า​ ไม่มีรัฐบาลเทา ไม่มีรัฐบาลสร้างความแตกแยก​ มีแต่รัฐบาลที่ประชาธิปัตย์จะดูแล​ว่าประชาชนและประเทศชาติต้องมาก่อน นี่คือสิ่งที่ตนอยากบอกกับประชาชน และเหลือเวลาอีก 28 วัน​ ตนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก แต่ตอนนี้ที่ตนเป็นหัวมีอยู่ 2 เรื่อง หลายคนบอกฟังดูแล้วอย่างนี้ดี เลือกประชาธิปัตย์ไปเป็นนายกฯ เลือกเบอร์ 27 อย่าเพิ่งเฮ ตนจะบอกว่ายังไม่พอ เพราะไปคุยกับภาคใต้ เลือกเบอร์ 27 100% ได้สส.เพียง 12 คน กรุงเทพฯทั้งกรุงเทพฯเลือกปาร์ตี้ลิสเบอร์ 27 ตนได้สส. 12 คน อย่าไปเป็นนายกฯเลย ตั้งวงกินกาแฟก็คบพรรคแล้วในสภา แต่เข้าใจผิดหรือเปล่าว่าอยากได้ประชาธิปัตย์แข็งแกร่ง หรือเรา 3 คน ไปเป็นนายกฯแค่กรุงเทพฯ เลือกตนทุกเขต 13 คน มาตั้ง 33 คน มากกว่าภาคใต้บวกกรุงเทพฯ 100% เลือกเบอร์ 27 เพราะฉะนั้นจะต้องทำความเข้าใจตรงนี้​

และอีกหนึ่งเรื่องคือเขตเลือกตั้งที่หลายคนบอกว่ายังไม่แน่ รออะไร ตนก็บอกว่านักวิเคราะห์การเมืองประเทศไทยเก่งมาก สามารถบอกได้ว่าบางพรรคการเมืองมีสส.เท่านั้นเท่านี้ โดยไม่ต้องมีคะแนนนิยมเลย แล้วมาจากไหนมาอย่างไร นี่คือสิ่งที่จะบอกว่าอีก 28 วันข้างหน้า ตนรู้ว่าเดี๋ยวก็ต้องมาเล่นงานเรื่องนั้นเรื่องนี้ เอาคำพูดตรงนี้ไปต่อตรงนั้น แต่ขอให้เราทุกคนที่อยู่ที่นี่มั่นคง ต้องชงให้ชัดว่าเรารู้แล้วว่าประเทศต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คนที่มาบอกท่านและคิดมาด้วยสมองของตัวเอง และพร้อมจะไปทำเพื่อตัวเอง พร้อมแล้วและอยู่ตรงนี้ จึงขอว่าวันนี้ช่วยบอกต่อๆสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมา

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวว่า​ ตนเข้ามาการเมืองอายุ 27 อยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองหลายเรื่อง บางเรื่องทำสำเร็จ บางเรื่องยังทำไม่ได้ แต่ทุกๆสมัย ตนผูกพันกับการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เลือกสส. เลือกผู้ว่าฯ สก.สข.ในอดีต แพ้บ้างชนะบ้าง​ แต่ตนเห็นคนกรุงเทพฯพยายามที่จะเป็นพลังที่สำคัญที่จะทำให้การเมืองไปในทิศทางที่ควรจะเป็น บางยุคเลือกทั้งๆที่รู้ว่าเป็นฝ่ายค้าน เราต้องไปคานอำนาจ บางยุคอยากบอกว่าที่ทำมาแล้วดี ก็ไปเลือกฝ่ายรัฐบาล คนกรุงเทพฯคือพลังสำคัญในการชี้นำทิศทาง วันนี้ขออีกสักครั้ง ว่าประชาชนที่อยู่ในศูนย์กลางของความเจริญสัมผัสและไวที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลก บอกคนไทยทั้งประเทศดังๆว่าคนกรุงเทพฯตั้งต้นด้วยการเมืองสุจริต ไม่เอาความแตกแยก และเลือกประชาธิปัตย์ทั้งกรุงเทพฯ



รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/ZtL8cKDhraU

คุณอาจสนใจ

Related News