เลือกตั้งและการเมือง
"อภิสิทธิ์" ลั่นเลือกประชาธิปัตย์ปลอดภัย 100% ไม่เอาทุนเทา-ไม่สร้างความแตกแยก-ระบอบทักษิณ
2 ชั่วโมงที่แล้ว
118 views
วันที่ 11 ม.ค. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ในเวลา 19.50 น. โดยทันทีที่นายอภิสิทธิ์ ขึ้นเวที บรรดากองเชียร์ต่างพากันมอบดอกไม้และพวงมาลัยคล้องคอให้กำลังใจบริเวณด้านหน้าเวที
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ช่วงที่ตนไม่ได้อยู่ในการเมือง เขาบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีคนมาฟังเวทีปราศรัยแล้ว ก่อนแซวผู้ที่มารับฟังคำปราศรัยว่าอยู่ทนในเวทีของพรรคประชาธิปัตย์ตรงนี้ ใช้เวลาแนะนำผู้สมัคร 33 คนของพรรค ไม่ใช่พรรคของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นคนที่มีแนวคิดเดียวกัน ทั้ง 33 คนมีความหมาย ซึ่งทั้ง 33คน รุ่นราวคราวเดียวกันตนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อนที่ตนจะกลับมาเขาสบประมาทว่าพรรคประชาธิปัตย์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว พอตนกลับมา ก็บอกว่ามารวบรวมศิษย์เก่า แต่ตนมองว่าต้องมีบุคลากรที่เป็นหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ และวิสัยทัศน์ที่มีต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ ช่วยทำงานให้เกิดเป็นจริงได้
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า วันนี้สังคมไม่สามารถมองข้ามพรรคประชาธิปัตย์ได้อีกต่อไป และประชาธิปัตย์เป็นคนกำหนดเส้นทางของบ้านเมือง ตนกลับมาเพราะทนกับความอึดอัดและตกต่ำทางการเมือง จากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและทุนเทา ตนจึงพูดตั้งแต่ต้นว่ากลับมาครั้งนี้ ถ้ามีสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้ ตนขอให้เรากลับมาทำบ้านเมืองให้เป็นบ้านเมืองที่สุจริต เพราะถ้าบ้านเมืองไม่สุจริตไม่ต้องคิดเรื่องอื่น เพราะถ้าทุนเทาอยู่ ทุนดีไม่มา เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก เกิดกฎระเบียบมากมาย ไม่มีใครไว้ใจใคร ต่างประเทศมองไทยไม่เหมือนเดิม จากที่เคยเป็นศูนย์กลางเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะกลายเป็นประเทศที่มีศูนย์คอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ อยู่รอบๆ และนำเงินเข้ามาฟอกผ่านระบบการเงินไทย เราอยู่แบบนี้ไม่ได้ ไม่ใช่แค่ระบบทุจริต แต่เป็นการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากการเลือกตั้งก่อน หากถามว่าอะไรปราบทุนเทาได้ดีที่สุด คือประชาชนที่จะไปใช้สิทธิ์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพราะถ้าเงินมันซื้ออำนาจไม่ได้ เงินมันซื้อกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ เงินสร้างความบิดเบี้ยวในระบบต่างๆไม่ได้ เรามีโอกาส ที่จะลืมตาอ้าปาก ความสุจริตซื่อสัตย์ต้องเริ่มจากนักการเมือง
พร้อมเปิดเผยความรู้สึก ตนซาบซึ้งว่า วันที่กลับมาเดินหาเสียงในตลาด ตามที่รองหัวหน้าพรรคกทม.ให้ตนทำ ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอย่างน้อย 3-4 คน เดินเข้ามาจับมือ และพูดเหมือนกันว่ าคุณเป็นนักการเมืองที่รักษาสัจจะ และอยากให้การเมืองเป็นเช่นนี้ ตนต้องเจ็บตัวและสูญเสียการเมืองหลายครั้งเพราะยืนยันในสิ่งที่ตนคิดและเชื่อ เมื่อสังคมไม่เห็นคล้อยตามหรือไม่เข้าใจ แต่ตนยอมรับผลนั้น เพราะต้องยืนหยัดในสิ่งที่คิดว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติสังคมและประชาชน ตนจึงบอกว่า วันนี้พรรคอื่นถ้าซื้อสส.ไป อย่ามาพูดเรื่องการสุจริต หรือการปรับทุจริตหรือปรับทุนเทา คุณเอาเงินมาจากไหนที่เขาพูดตัวเลข 30 ล้าน 50 ล้าน 70 ล้านต่อ 1 คน มีธุรกิจไหนบ้างที่จะมีเงินมากมายขนาดนี้ตนจึงบอกว่าคราวนี้ต้องสู้ และไปภูเก็ตตนจึงปลุกระดมเงินเทามาเอาหรือไม่ เงินสีเทามาเลือกหรือไม่เอาแต่ไม่เลือก จึงจำเป็นต้องตัดวงจร
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า การไปดีเบตครั้งแรก มีแต่คนบอกว่าไม่เอาทุนเทา มองกันไปกันมาแล้วก็หาไม่เจอว่าใครทุนเทา แต่ตนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริงว่าใครเป็นอะไร แต่เห็นประวัติแล้วตนเชื่อว่าเป็นมาตรฐานสากล ไม่ควรที่จะอยู่ในอำนาจรัฐ ตนจึงเอ่ยชื่อไป แต่วันนี้ไม่พูด มีคดีเดียวพอ ก่อนย้ำว่ามาวันนี้เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ยอมรับว่ามีเวลาไม่เพียงพอ แต่จะส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ต่อไป ยอมรับว่าการตัดทุนเทาต้องไปเล่นที่เส้นการเงิน
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึง "คลิป Uncle" หลายคนก็แค่ดู สุดท้ายกลายเป็นเรื่องของศาล และถูกวิจารณ์ว่าทำไมศาลถึงมายุ่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตนบอกว่าหากเป็นตน คงไม่ปล่อยให้ถึงศาล เพราะพรรคต้องรู้ว่าต้องทำอย่างไร หรือสภาต้องรู้ว่าทำอย่างไร แต่พอเลือกตั้งกลับประกาศไม่เอาทุนเทา โทษประหารชีวิต แต่เขาไม่กลัว เพราะเขาคิดว่าไม่มีใครทำอะไรเขาได้ ถึงศาลก็รอด หรือหนีออกนอกประเทศ
ช่วนหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการที่ถูกตั้งคำถามถึงพรรคนั้นจะชวนคนนอก ชวนคนนี้เข้ามาทำงาน ตนว่า หากตนเป็นนายกฯ น้อยคนที่จะปฏิเสธ แต่คนที่ไปหยิบมาจากข้างนอกมันทำงาน ถ้าไม่ได้ซึมซับกระบวนการทางการเมือง ไม่ได้มาตกผลึก กับพรรคการเมืองที่ตนเองต้องทำงานด้วย จะทำงานได้ยากมาก พร้อมยกให้เห็น 1 ท่าน คือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากที่ตนดูการทำงานยืนยันในสิ่งที่ตนเชื่อ ตอนท่านเข้ามา เขาไปเขียนนโยบายว่าจะทำประชามติ MOU ไม่ต้องคุย ก็รู้ว่าในใจของท่านไม่มีทางที่จะเห็นด้วย ตนแอบไปถามว่าที่กระทรวงเห็นด้วยหรือกับนโยบายเช่นนี้ ได้คำตอบมาจากคนข้างในว่าเรื่องนี้เกินเลย แม้แต่รัฐมนตรี ก็กลับไปเป็นนโยบายที่ถูกกำหนด ตนก็คิดว่า หรือตนคิดไปเอง จนที่ท่านต้องมานั่งดีเบตช่อง 3 ถูกถามขึ้นมาเรื่อง MOU 2543 ว่า คิดอย่างไร ในที่สุดท่านก็ตอบตามวิชาชีพของท่านและความเชื่อ ว่า MOU 2543 ควรอยู่ต่อไป ท่านพูดได้แล้วเพราะวันนี้มันไม่มีประชามติแล้ว แต่แปลกว่าเลขาธิการพรรคท่าน พูดว่านโยบายของพรรคที่ท่านสังกัดคือยกเลิก MOU แถมสำทับด้วยว่าพูดแล้วทำ คนดีคนเก่งมีโอกาสเข้ามา แต่คนที่จะทำเป็นทำได้ ต้องเข้ามาในกระบวนการการเมืองเสียตั้งแต่ต้น วันนี้ที่ตนชวนเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรค ตนตัดสินใจอยู่นานหลังจากอดีตหัวหน้าพรรคลาออก ตัดสินใจอยู่นานว่าเห็นควรว่าทิศทางประเทศควรไปในทิศทางเดียวกันอย่างไร ฉะนั้น 3 คน แคนดิเดตนายกฯจึงไม่ได้สวยหรู แต่ทั้ง 3 คน ตกผลึกมาด้วยกัน และถกกันทุกเรื่องเพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ต้องมาตั้งคำถามระหว่างกันแต่ต้องเดินหน้าในภารกิจ วันนี้เป็นเรื่องแปลกที่จะพรรคที่ถูกสบประมาทว่าจะถูกสูญพันธุ์
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลง ว่าการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปหรือปรับปรุงในสิ่งที่ควรจะทำ ตนจึงบอกว่านอกจากการประกาศไม่เอาเรื่องทุนเทา ทุจริต และจะทำเศรษฐกิจให้ดีแล้ว ตนก็จะไม่ยอมให้เอาเรื่องละเอียดอ่อนในบ้านเมืองมาเล่นการเมือง สร้างความแตกแยกอีกต่อไป มาตรา 112 ถามว่ากี่รัฐบาลที่ผ่านมา ลงไปแก้ปัญหาจริงๆรัฐบาลของตน เป็นรัฐบาลที่พูดถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 แต่ในชีวิตตนนับแต่นั้นมา ยังไม่เห็นใครมาบอกว่าตนไม่จงรักภักดี เพราะสิ่งและวิธีที่ตนทำ คนจะเห็นด้วยหรือไม่เป็นสิทธิ์ แต่ไม่มีใครตั้งคำถามได้ว่า ตนเลือกทำ เพราะตนรักและอยากจะปกป้องสถาบัน
แต่มาตรา 112 มีคนถามว่าจะมีอะไรนิรโทษกรรมหรือไม่ มันไม่มีคำตอบ เพราะคนที่ถูกดำเนินคดี เป็นคนที่แสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ คนที่อาจจะเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ประเพณีวัฒนธรรมของไทย และก็มีคนที่แสดงเจตนาอาฆาตมาตรร้ายจริง คนแต่ละประเภทก็ต้องปฏิบัติไม่เหมือนกัน สมัยตนจึงมีคณะกรรมการกลั่นกรอง คดี 112 เพราะรู้ว่าทั้งตำรวจและอัยการถูกกดดัน จึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาช่วยดูให้ มีนักวิชาการสื่อต่างประเทศนักเรียนนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว กรรมการกลั่นกรองดูแล้วว่าถ้าไปทำอย่างนั้น เป็นการตีความเกินเลยตามมาตรา 112 ไม่ได้เกิดประโยชน์มีแต่จะสร้างปัญหาที่มากขึ้น คนเหล่านั้นในที่สุด จากกรรมการที่ตนสร้างไว้ก็ไม่ต้องถูกดำเนินคดี พร้อมระบุว่าการสร้างความแตกแยกมาจากทุกทาง เพราะมีคนรู้ว่ามีคนรักสถาบันมาก และรับไม่ได้ที่สถาบันนั้นถูกละเมิด เหมือนจะนำเป็นเงื่อนไขข้ออ้างทางการเมือง ว่าหากกลัวพรรคนั้น ให้มาเลือกทางนี้ ไม่ว่าทางนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อใดพรรคการเมืองแสดงตัว หรืออ้างตัวว่าผูกขาดความรักหรือการปกป้องสถาบัน นักการเมืองไม่เว้นแม้แต่ตน มีทั้งคนชอบและคนเกลียด มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สถาบันหลักของชาติต้องอยู่เหนือการเมือง และความรู้สึกนี้ ตนจึงบอกว่าวันนี้พูดเรื่องเลือกตั้งยุทธศาสตร์เชิงกลยุทธ์
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า วันนี้อย่าไปหลงว่าน้ำเงินกับส้มกำลังแข่งกัน รู้หรือยังว่าจะไม่ทำMOA กันอีก หัวหน้าพรรคประชาชนบอกอนุทินจะเป็นนายกฯไม่ยกมือให้ ไม่ร่วมรัฐบาล มีเจ้าของพรรคบอกว่านั่นหัวหน้าพรรคพูด แล้วก็ไม่เคยพูด ว่าหากมาที่ 1 จะไม่ชวนสีน้ำเงินเข้าไป ซึ่งแปลกหรือไม่ว่าอะไรก็มาถามแต่ประชาธิปัตย์ แล้วก็หาเรื่องประชาธิปัตย์ เพราะตนบอกว่าไม่ร่วมกับพรรคนั้น แล้วบอกอ๋อเตรียมไปร่วมกับส้ม มันเกี่ยวอะไร แทนที่จะไปคาดคั้นว่าคุณยังกอดอยู่ใช่หรือไม่พรรคนั้น วันนี้แปลกมาก พรรคภูมิใจไทยกล้าที่จะมาวิจารณ์
จากการเปิดสิ่งที่เป็นคำสัมภาษณ์ เมื่อวานนายสกลธี สั่งตนให้ไปเดินตลาดและเอาสื่อฯมาล้อม แล้วมาถามคำถามนี้ว่าปิดทางในการจะร่วมกับพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ตนก็บอกกับเรื่องนี้เงื่อนไขชัดเจนอยู่แล้ว ถ้ามีทุจริต มีทุนเทา มีความแตกแยกไม่เอาทั้งนั้น และกรณีพรรคเพื่อไทย พูดมาตลอดว่าเรานี่แหละสู้กับระบอบทักษิณ ตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้ ต่อไปและในอนาคต แต่ความเป็นประชาธิปัตย์ถ้าตนบอกว่าวันนี้ไม่เอาเพื่อไทย ก็จะบอกว่าสร้างความแตกแยก เขาเปลี่ยนหัวหน้าเปลี่ยนนโยบายแล้ว ทำไมจึงเอาบ้านเมืองอยู่ตรงนั้น ตนพูดเท่านี้ก็ไปบอกว่าจับมือกับพรรคเพื่อไทย ตนบอกว่าตนไม่ได้ปิดประตู แต่ถ้ามีระบอบทักษิณเข้ามา ตนงับมือขาดทันที แล้วพรรคอะไรกล้ามาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย คนใต้ผิดหวังมาก เขานั่นแหละจะเป็นพรรคที่จะมาดูแลภาคใต้
"ขอโทษครับ คุณกล้าประกาศไหม ว่าคุณไม่เอาเพื่อไทย ขอให้สื่อมวลชนไปถามว่าคนใต้ผิดหวังแม้จะเป็นความหวังของคนใต้ ว่าคุณประกาศมาเลยว่าไม่เอาเพื่อไทย แล้วถ้าคนบอกว่าผิดหวังกับประชาธิปัตย์แล้วจะเสื่อมเสีย กล้าประกาศหรือไม่ว่าไม่เอาประชาธิปัตย์ เพราะหากก็ประกาศ ฝ่ายค้านแน่นอน"
พร้อมระบุต่อว่า มาเรียกร้องอะไรตรงนี้ ตนเป็นคนที่ชัดเจนทุกเรื่อง ไม่มีกั๊ก ไม่มีอะไรทั้งนั้น คุณไม่ประกาศไม่พอ พรรคนั้นคุณก็ยังกอดอยู่ใช่หรือไม่ แล้วเราจะบอกว่าฝากความไว้เนื้อเชื่อใจกับสิ่งเหล่านี้ เพียงเพราะว่าต้องไปเอาชนะอีกพักหนึ่ง ทำไมสิทธิ์ที่ของประชาชนเลือกสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากกลัวว่าเลือกประชาธิปัตย์ วันนี้อาจจะยังไม่มาที่หนึ่ง ซึ่งก็ไม่แน่นะ เลือกประชาธิปัตย์เป็นกอบเป็นกำ เราจะทำให้รัฐบาลไม่ว่าฝ่ายใดได้เป็นแล้วเอาร่วมไปร่วม เพราะเรามีเยอะ ต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริงกับทุนเท่าสแกมเมอร์และการทุจริตคอร์รัปชันและถ้าไม่เอาจริ งเราก็จะไม่อยู่ด้วย เลือกเราไปเยอะ พรรคไหนมีนโยบายสร้างความแตกแยก เอาเรื่องละเอียดอ่อนมาเล่นกันเมืองแล้วทำให้เกิดความวุ่นวาย ประชาธิปัตย์ก็ไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นสบายๆ เทไปจะเลือกพรรคนั้นจะเลือกพรรคนี้ ตนดูแล้วไม่มีใครชนะขาดหรอก สุดท้ายก็มาเจรจาต่อรอง MOA อะไรก็ไม่รู้จะเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่ถ้าเทไประวังแทงผิดนะ สิ่งที่คิดว่าไปกันได้กลายเป็นไม่ใช่ แต่ถ้าเลือกประชาธิปัตย์ปลอดภัย 100%
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า ไม่มีรัฐบาลเทา ไม่มีรัฐบาลสร้างความแตกแยก มีแต่รัฐบาลที่ประชาธิปัตย์จะดูแลว่าประชาชนและประเทศชาติต้องมาก่อน นี่คือสิ่งที่ตนอยากบอกกับประชาชน และเหลือเวลาอีก 28 วัน ตนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก แต่ตอนนี้ที่ตนเป็นหัวมีอยู่ 2 เรื่อง หลายคนบอกฟังดูแล้วอย่างนี้ดี เลือกประชาธิปัตย์ไปเป็นนายกฯ เลือกเบอร์ 27 อย่าเพิ่งเฮ ตนจะบอกว่ายังไม่พอ เพราะไปคุยกับภาคใต้ เลือกเบอร์ 27 100% ได้สส.เพียง 12 คน กรุงเทพฯทั้งกรุงเทพฯเลือกปาร์ตี้ลิสเบอร์ 27 ตนได้สส. 12 คน อย่าไปเป็นนายกฯเลย ตั้งวงกินกาแฟก็คบพรรคแล้วในสภา แต่เข้าใจผิดหรือเปล่าว่าอยากได้ประชาธิปัตย์แข็งแกร่ง หรือเรา 3 คน ไปเป็นนายกฯแค่กรุงเทพฯ เลือกตนทุกเขต 13 คน มาตั้ง 33 คน มากกว่าภาคใต้บวกกรุงเทพฯ 100% เลือกเบอร์ 27 เพราะฉะนั้นจะต้องทำความเข้าใจตรงนี้
และอีกหนึ่งเรื่องคือเขตเลือกตั้งที่หลายคนบอกว่ายังไม่แน่ รออะไร ตนก็บอกว่านักวิเคราะห์การเมืองประเทศไทยเก่งมาก สามารถบอกได้ว่าบางพรรคการเมืองมีสส.เท่านั้นเท่านี้ โดยไม่ต้องมีคะแนนนิยมเลย แล้วมาจากไหนมาอย่างไร นี่คือสิ่งที่จะบอกว่าอีก 28 วันข้างหน้า ตนรู้ว่าเดี๋ยวก็ต้องมาเล่นงานเรื่องนั้นเรื่องนี้ เอาคำพูดตรงนี้ไปต่อตรงนั้น แต่ขอให้เราทุกคนที่อยู่ที่นี่มั่นคง ต้องชงให้ชัดว่าเรารู้แล้วว่าประเทศต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คนที่มาบอกท่านและคิดมาด้วยสมองของตัวเอง และพร้อมจะไปทำเพื่อตัวเอง พร้อมแล้วและอยู่ตรงนี้ จึงขอว่าวันนี้ช่วยบอกต่อๆสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมา
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า ตนเข้ามาการเมืองอายุ 27 อยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองหลายเรื่อง บางเรื่องทำสำเร็จ บางเรื่องยังทำไม่ได้ แต่ทุกๆสมัย ตนผูกพันกับการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เลือกสส. เลือกผู้ว่าฯ สก.สข.ในอดีต แพ้บ้างชนะบ้าง แต่ตนเห็นคนกรุงเทพฯพยายามที่จะเป็นพลังที่สำคัญที่จะทำให้การเมืองไปในทิศทางที่ควรจะเป็น บางยุคเลือกทั้งๆที่รู้ว่าเป็นฝ่ายค้าน เราต้องไปคานอำนาจ บางยุคอยากบอกว่าที่ทำมาแล้วดี ก็ไปเลือกฝ่ายรัฐบาล คนกรุงเทพฯคือพลังสำคัญในการชี้นำทิศทาง วันนี้ขออีกสักครั้ง ว่าประชาชนที่อยู่ในศูนย์กลางของความเจริญสัมผัสและไวที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลก บอกคนไทยทั้งประเทศดังๆว่าคนกรุงเทพฯตั้งต้นด้วยการเมืองสุจริต ไม่เอาความแตกแยก และเลือกประชาธิปัตย์ทั้งกรุงเทพฯ
รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/ZtL8cKDhraU
แท็กที่เกี่ยวข้อง อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ,พรรคประชาธิปัตย์ ,ระบอบทักษิณ ,เลือกตั้ง69