เลือกตั้งและการเมือง

'เศรษฐา' ลุยระยอง ตรวจเมกะโปรเจ็กต์ 'สนามบินอู่ตะเภา - อีอีซี - รถไฟความเร็วสูง - สนามแข่ง F1'

โดย nattachat_c

24 มิ.ย. 2567

82 views

วานนี้ (23 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เสาร์-อาทิตย์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง โดยในวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายกฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ชลบุรี ก่อนที่วันเดียวกันนี้นายกฯ ลงพื้นที่ จ.ระยอง


เวลา 10.25 น. นายกฯ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา เพื่อพูดคุยหารือประเด็นปัญหา และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ รองรับการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 


นายกฯ กล่าวว่า ที่มาวันนี้เพื่อติดตามเรื่องของสนามบินอู่ตะเภา การพัฒนาอีอีซี รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ที่ถือว่าเป็นเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาลนี้ ซึ่งมีการทำกันมาหลายรัฐบาลแล้ว โดยรัฐบาลนี้ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการเชื่อมโยง และเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความล่าช้าอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดมีความสำคัญอย่างยิ่ง


ด้าน นายจุฬา เลขาฯ อีอีซี กล่าวว่า มีสัญญากำหนดไว้ และมีเงื่อนไขการดำเนินโครงการไว้ 3 ข้อ ซึ่งความจริงแล้วสัญญาเสร็จตั้งแต่ปี 2562 และควรจะเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งตอนนี้เรากำลังบริหารอดีตอยู่ เพราะหลังจากที่มีโควิด บริษัทเอกชนมีปัญหาเรื่องหาคนทำงานไม่ได้ ซึ่งการดำเนินงานต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถเริ่มโครงการได้ และการส่งมอบพื้นที่ได้


ขณะเดียวกันดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น และค่าก่อสร้างยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทำให้เขาไม่สามารถที่จะหาธนาคารมาให้กู้เงินได้ ซึ่งตรงนี้ ในกระบวนการที่ผ่านมา ทำให้เราจำเป็นต้องใช้วิธีการเจรจา


ซึ่งปัจจุบันมีหลักการที่พยายามจะนำเสนอในกระบวนการ ซึ่งในเดือน ก.ค. 67 ตั้งเป้าจะมีการนำเสนอแนวทางการเจรจาเข้าคณะกรรมการอีอีซี และนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป


โดยจะเป็นการเสนอหลักการว่าจะมีการแก้ไขในประเด็นอะไรแค่ไหน ซึ่งหากเราเห็นชอบในหลักการ ก็จะรู้ตัวสัญญาที่จะแก้ไขใหม่ ซึ่งประมาณสิ้นปี 2567 จะเซ็นสัญญาแก้ไขใหม่ได้ โดยจะเริ่มก่อสร้างในต้นเดือน ธ.ค.2567 หรือต้นเดือน ม.ค.2568


นายเศรษฐากล่าวว่า ตนถือว่าโครงการดังกล่าวเป็นหัวใจของการพัฒนาในเขตเศรษฐกิจ ตามความเข้าใจของตน เชื่อว่าฝ่ายเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องสนามบินมีความพร้อม และทำตามข้อตกลงแล้ว แต่หากเรื่องของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังมีความล่าช้าอยู่ จะสร้างความมั่นใจให้เอกชนอย่างไร เพราะทราบว่าการมาร่วมทุนตรงนี้จะเกิดจริงหรือไม่ หากเกิดล่าช้า และไม่เกิด ทำไปมันก็ไม่ต่อภาพไม่ครบการลงทุน ทำต่อไปก็ไม่คุ้ม มันก็เป็นการอิหลักอิเหลื่อ หากสถานการณ์เป็นไปแบบนี้ ตรงนี้ตนอยากให้ชี้แจงความกระจ่าง


นายกฯ กล่าวต่อว่า โครงการนี้ควรจะเริ่มก่อสร้างปี 2564 แต่เกิดปัญหาโควิด เรื่องผู้รับเหมา และเรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ สัญญาอยู่ระหว่างการต่อรองอันนี้ตนไม่ได้พูดถึงความชอบธรรมหรือความถูกต้อง ตนจะสรุปข้อมูลว่าเป็นลักษณะนี้ ในระหว่างที่เราเริ่มงาน 2-3 ปี เป็นเรื่องการต่อรองว่าจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งขณะนี้เวลาของสัญญาหมดไปแล้ว แต่เดี๋ยวจะมีการหาทางออก โดยการตั้งสมมุติฐานทางด้านการเงินใหม่ รวมถึงอาจจะรวมไปถึงการต่อรองกับทางรัฐบาล เรื่องของเงื่อนไขของผลตอบแทน ซึ่งตนไม่ขอคอมเมนต์ว่าทำได้หรือทำไม่ได้ ซึ่งทุกอย่างจะต้องจบให้ได้ภายในสิ้นปี 2567 และก่อสร้างได้ต้นปี 2568


นายกฯ กล่าวอีกว่า คำถามต่อมาคือระหว่างนี้คนที่ทำสนามบินอู่ตะเภา เขาจะเดินหน้าต่อหรือเปล่า และความเสี่ยงมันก็มีว่าหากจบไม่ได้หรือหากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถหาข้อยุติได้ ตัวบทสัญญาจะทำอย่างไรต่อไป ตนขอฝากไว้อย่าให้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการก่อสร้างสนามบินหากรถไฟเชื่อม 3 สนามบินมีปัญหา ตนเชื่อว่าหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์นี้ต้องไปพูดคุยกันให้ดี เพราะสนามบินอู่ตะเภามีความสำคัญอย่างยิ่งกับเมกะโปรเจ็กต์ของเรา ซึ่งเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ตนได้ลงพื้นที่ไปดูเรื่องพื้นที่สร้างสนามแข่งขัน F1 หากไม่มีสนามบินมันก็ลำบากกับเรื่องการกระตุ้นการท่องเที่ยว ฉะนั้นเรื่องของรถไฟเชื่อม 3 สนามบินเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งประมาณสิ้นเดือน ก.ค.เราก็น่าจะได้ข้อสรุปและเป็นข่าวดี.


นายกฯ กล่าวอีกว่า ในฐานะรัฐบาลอยากให้ไปต่อ เพราะถือเป็นจิ๊กซอว์การลงทุนข้ามชาติต่อยอดบริษัทที่จะมาลงทุนในอีอีซี ทำธุรกิจการค้า หรือธุรกรรมการลงทุนต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ถ้าหากขาดไปตัวหนึ่งก็คงลำบาก ซึ่งเราไม่ต้องไปลงรายละเอียดว่าเชื่อม 3 สนามบินต้องไปลิงก์กับสนามบินที่กรุงเทพฯ อย่างไร ย้ำว่าอย่าให้เกิดปัญหาไม่เช่นนั้นหากติดกระดุมเม็ดแรกผิดตั้งแต่ต้นก็จะเกิดปัญหาตามมาเป็นมหากาพย์

-----------------

เวลา 11.10 น.นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางตรวจติดตามพื้นที่ก่อสร้างโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก ที่สนามบินอู่ตะเภา ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เพื่อดูสถานที่ที่จะให้เป็นพื้นที่สร้างสนามแข่งรถ F1


ก่อนที่เวลา 13.00 น. นายกฯ ได้เดินทางมาที่ลานกิจกรรมกลางแจ้งริมหาดบ้านอำเภอ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาดูเส้นทางการแข่งขัน F1 และได้พูดคุยกับ Mr. Mark Hughes ที่ปรึกษาด้านการแข่งขันรถ F1 บริษัท Mrk1 Consulting ซึ่งเป็นผู้จัดการแข่งขัน


นายกฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สำรวจศักยภาพการจัดแข่งขัน F1 ในไทยที่หาดจอมเทียน ที่มีการจัด 2 แบบ แบบแรก คือ Circuit Race ที่ใช้สนามแข่ง ซึ่งจะสามารถควบคุมเรื่องความปลอดภัยได้ง่าย ซึ่งที่อู่ตะเภามีโครงการที่จะสร้างสนามแข่งรถแล้ว และมีความเป็นไปได้ที่จะจัดแข่งได้ตามมาตรฐานของสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA)


และอีกรูปแบบของการจัด คือ แบบ City Race ที่เป็นการแข่งบนถนนจริงๆ เส้นทางเน้นทัศนียภาพ และความสวยงามของเมือง ซึ่งเราดูความเป็นไปได้ทั้งที่กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา


และวันนี้ มาดูความเป็นไปได้ที่จะจัดในเส้นทาง บริเวณรอบหาดจอมเทียน ซึ่งยังจำเป็นต้องมีการปรับปรุงถนน และองค์ประกอบอื่นของสนามแข่ง เช่น อัฒจันทร์ และฉากกั้น เพื่อให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ F1 เป็นงานใหญ่ งานยาก แต่ก็เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาลครับ


ขณะเดียวกัน ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงศักยภาพของเมืองพัทยาในการสร้างสนามแข่งรถ F1 ว่า กำลังดูอยู่หลายที่ในเมืองพัทยา ซึ่งมีอยู่ 3-4 ที่ อีก 1 เดือน หรือเดือนครึ่งน่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น


เมื่อถามว่า นายกฯ ยังไม่ได้เลือกสถานที่ที่ใช้ก่อสร้างสนามใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ตนไม่มีสิทธิเลือก เราต้องทำงานร่วมกับฝ่ายผู้จัดการแข่งขัน หน้าที่เราคือหาทำเลที่ตั้งหลาย ๆ ที่ มาให้เขาเลือกทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุด


เมื่อถามต่อว่า จากการพูดคุยกับ Mr. Mark Hughes ถือว่าผลตอบรับของพัทยาเป็นอย่างไรบ้าง นายเศรษฐากล่าวว่า ถือว่าดี ความจริงแล้วอยู่ที่พัทยา 3-4 จุด หรือที่อู่ตะเภา มีอยู่แค่นี้

-----------------

สุดท้าย นายกฯ ได้ไปดูท่าเรือแหหลมฉบัง ระยะ 3 ได้สั่งเร่งรัด การทำชิฟต์โหมด จากทางถนนไปทางราง และทางน้ำ

-----------------


รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/1eAnscZkS-0


คุณอาจสนใจ

Related News