เลือกตั้งและการเมือง

สภาเดือด! 'ชาดา' ซัด 'พิธา' ชี้ 14 ล้านเสียงไม่ใช่เสียงข้างมาก ลั่นอยากออก กม.ใหม่ ยิงคนหมิ่นสถาบันไม่ติดคุก

14 ก.ค. 2566

571 views

วานนี้ (13 ก.ค. 66) ที่รัฐสภามีการประชุมร่วมรัฐสภาฯ เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นมาเสนอชื่อ 'พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น ไม่มีใครลุกขึ้นมาเสนอชื่อคนอื่นอีก จึงทำให้ 'พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว


ต่อมา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ขออภิปรายเป็นคนแรก


โดยนายชาดา กล่าวว่า ขออภิปรายในฐานะตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย โดยอ่านแถลงการณ์พรรคภูมิใจไทยที่ได้แถลงไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองที่สนับสนุนการแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่แสดงเจตจำนงจัดตั้งรัฐบาลแสดงจุดยืนทางการเมืองของตนต่อกรณีเสนอการแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112


แถลงการณ์ของพรรคภูมิใจไทยระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าพรรคการเมืองที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จพรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างมีคุณภาพและจะคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างเต็มที่


พรรคภูมิใจไทยไม่มีเจตนาที่จะจัดตั้งหรือสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะเราเคารพในมติของประชาชน และยึดมั่นในหลักการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามที่ได้แถลงไว้

-------------

นายชาดา กล่าวว่า ท่านประธานที่เคารพ หัวหน้าพรรคการเมือง 7 พรรคที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้แถลงจุดยืนของพรรคตนเอง ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเหตุให้การจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันการจัดตั้งรัฐบาล (MOU) ของ 8 พรรคการเมืองไม่มีวาระแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112


ตนขอเรียนด้วยความเคารพว่าพรรคการเมือง 8 พรรคจะลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันการจะทุกพรรคร่วมรัฐบาลว่า ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่าภารกิจของทุกพรรคจะผลักดันนั้น ต้องไม่กระทบต่อรูปแบบของรัฐการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


แต่ในทางกลับกันนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อต่อที่ประชุมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคนเดียวที่ยืนยันว่าจะแก้ไขมาตรา 112 โดยจะให้ ส.ส. ของพรรคก้าวไกลเป็นผู้เสนอร่างกฏหมายเอง


นายพิธาได้แถลงและให้สัมภาษณ์กับสื่อในประเทศและต่างประเทศเรื่องก้าวไกลได้คะแนนเสียงจากประชาชน 14 ล้านคนประชาชน เราเข้าใจดีเราชัดเจนและโปร่งใสว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ต้องการผลักดัน โดยมีการอ้างว่าต้องทำเพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยเจตนาดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอเรียนตามตรงว่าตนและพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อ และเป็นสิทธิ์ของพรรคภูมิใจไทยที่จะไม่เชื่อเพราะพฤติกรรมต่างๆที่ผ่านมาทำให้ชัดเจน และหลายคนก็ทราบ ว่าความคิดในเรื่องมาตรา 112 เป็นอย่างไร


“ผมอยากจะถามอีก 7 พรรคการเมืองว่าจะว่าอย่างไร ร่วมรัฐบาลกันมีพรรคร่วมรัฐบาลเสนอเรื่องนี้ขึ้นไปแล้วบอกว่านี่พรรคร่วมต้องเห็นเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่ลำบากนะครับ ต้องถามอีก 7 พรรคร่วมมาว่าอย่างไร เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แม้ในข้อตกลงร่วมไม่มีก็จริง” นายชาดา กล่าว


นายชาดา กล่าวต่อ เชื่อว่าคนที่ลงคะแนนให้พรรคก้าวไกล 14 ล้านเสียง ไม่คิดว่ากำลังจะแก้ไขกฎหมายให้สถาบันกษัตริย์ไม่เป็นสถาบันหลักของชาติอีกต่อไป


“ถ้าท่านได้ 14 ล้านเสียง หลายคนก็พูดถึง 25 ล้านเสียง แต่ในมุมมองของผม ผมอยากจะฝากผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐบาลก็ตาม คนไทยไม่ได้มีแค่ 14 ล้านคนไทย ไม่มีแค่ 25 ล้าน ท่านต้องเป็นนายกของคน 60 กว่าล้านคน ท่านต้องเป็นนายกของประเทศไทย ไม่ได้เป็นนายกของพรรคใดพรรคหนึ่ง ท่านอย่านึกว่ามากมาย อย่าหลงระเริงคะแนน 14 ล้านเสียง เพราะมันไม่ถึง 20% มันไม่ใช่เรื่องชี้ขาดของประเทศนี้” นายชาดากล่าว


นายชาดา กล่าวว่านายพิธา ได้เสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในสมัยที่แล้วและอดีตประธานรัฐสภาไม่เห็นด้วย กฎหมาย 112 เขียนไว้ไม่มาก อ่านง่าย ผู้ใดดูหมิ่นผู้ใดหมิ่นประมาทดูมินหรือแสดงอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ท่านบอกว่าแก้ไขไม่ยกเลิก


การที่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว ถ้าเราเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากความมั่นคงของชาติ ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นส่งเสริมให้สถาบันเป็นประมุข


แต่สิ่งที่ท่านทำและแสดงอาการต่อสาธารณชนมาได้ตลอดว่าสิ่งที่สำคัญของพรรคก้าวไกลคือการละเมิดการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระราชินีอรัชทายาท ส.ส. พรรคก้าวไกลหลายคนเคยถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 และประกันผู้ที่ถูกคดี


นายชาดา กล่าวต่อว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยเสนอร่างกฏหมายประมวลหมายอาญามาตรา 112 ยกเลิกความผิดฐานมินประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการ ไม่ให้เป็นความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทยอีกต่อไป กำหนดหมวดความผิดขึ้นมาใหม่ เป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์และหมวดความผิดต่อพระราชินีและรัชทายาท


ตนไม่ทราบว่าพรรคก้าวไกล มองสถาบันพระมหากษัตริย์ มองพระราชินี องค์รัชทายาทเช่นไร เพราะสิ่งที่เสนอเมื่อครั้งที่แล้ว เป็นการที่ยกเลิกแล้วที่สำคัญหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์กำหนดโทษจำคุกหนึ่งปีเท่ากับความผิดของบุคคลทั่วไป


แต่ที่น่าจะผลมากกว่านั้นการหมิ่นพระราชินีและหมิ่นรัชทายาทและผู้สำเร็จราชการกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน น้อยกว่าความผิดที่หมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา เป็นเดือนที่เจ็บปวดความรู้สึกของคนที่เทิดทูนสถาบัน


นายชาดา ย้ำว่า วันนี้ถ้าถือเป็นความผิดไม่ต้องรับโทษหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ราชินี และรัชทายาท รวมถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ถือเป็นความผิดถ้าเป็นการกระทำโดยอ้างเจตนารมณ์บริสุทธิ์เพื่อประชาชนและสาธารณะ ยิ่งไปแล้วใหญ่


ตนเรียนว่า ที่สำคัญพรรคก้าวไกล ย้ำว่าห้ามหน่วยงานราชการ ห้ามประชาชน หรือผู้อื่นฟ้อง ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ฟ้องเท่านั้น เรียนด้วยความเคารพมันเป็นไปไม่ได้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มาฟ้องลูกบ้านตัวเอง ไม่มาฟ้องคนของท่าน เป็นไปไม่ได้ หากลองนึกภาพกลับไปการแก้ไขแบบนี้เพื่อดำรงสถาบันพระกษัตริย์


ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อว่าปกป้องพระมหากษัตริย์ ในเมื่อจะลดการคุ้มครองพระมหากษัตริย์และลดโทษให้ผู้ที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ รวมไปถึงไม่เอาผิดไม่ลงโทษผู้ละเมิดพระมหากษัตริย์ด้วยเหตุผลเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่


“อะไรไม่ว่า ที่เจ็บปวดมากกว่านั้น มีคำพูดต่อผู้นำทางจิตวิญญาณตอบกลับก้าวไกลว่า ถ้านายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีอจะให้นายพิธาไปลงสัตยาบันในกฎหมายกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งมีสารสำคัญสามารถฟ้อง ผู้เป็นประมุขของรัฐได้ เป็นสิ่งที่ตนรับไม่ได้ทั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะให้คุณพิธาไปลงนาม หมายถึงคนนอกประเทศฟ้องในหลวงได้ ฟ้องพระมหากษัตริย์ได้นอกประเทศเป็นผู้พิจารณา ผมเรียนว่าผมคงทำใจไม่ได้หลับตานึกเลยครับ พระมหากษัตริย์สูงสุดที่คุ้มกะลาหัวพวกเราอยู่ได้ถูกฝรั่งมังค่าสอบสวน มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวและอันตราย ประมุขของรัฐไทยก็คือใคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าท่านบอกจะไปฟ้องทำไมจะรีบร้อนขนาดนั้น จะให้ไปเซ็นเลย ถ้าท่านมีเจตนาดีและผมเคยฟัง เลขาธิการพรรคก้าวไกล เคยพูดว่าการทำอย่างนี้เป็นการปกป้องสถาบันการ ทำอย่างนี้เพื่อไม่ให้ใครมาแอบอ้างสถาบัน ท่านครับถ้าท่านจะปกป้องสถาบันก็ไม่ทำแบบนี้” นายชาดากล่าว


นายชาดา กล่าวว่า นายพิธาพูดถูกว่ามีผู้แอบอ้างมาใช้สถาบันแอบอ้าง ยืนยันว่าจริง แต่ไม่เกี่ยวกับสถาบัน ถ้าจะยกตัวอย่างว่ามีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีอาจารย์ที่ไม่ดีอยู่ 10 คนสอนให้ลูกศิษย์เกลียดชังสังคม ต้องไปไล่อาจารย์ออกไม่ใช่ไปทุบมหาวิทยาลัย


นายชาดา กล่าวต่อว่า ต้องไม่ไปคิดรวมกฎหมายอาญา ไม่คิดล้มตำรวจ ไม่คิดไปล้มใครทั้งนั้นเพราะเขาเป็นกรรมการเป็นผู้รักษากฎหมาย ตนเชื่อว่าพรรคก้าวไกลฟ้องได้


“หากใครเอาพระมหากษัตริย์มาบ้านเพื่อทำลายทางการเมือง เอาให้ร่วงไปเลย เป็นอ้ายอีคนไหน เอาให้ร่วงไปเลย ผมเห็นด้วยอันนี้เป็นเรื่องที่ถูกแต่การอ้างสถาบัน เพื่อทำลายคนอื่น เป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่ไม่ได้ทำแบบนี้ ไม่ใช่ไปลดการคุ้มครองต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาทพร้อมด้วยพระบรมราชินี” นายชาดา กล่าว


ตนอยากจะพูดไม่รบกวนเวลามากมาย ถ้าจะแก้ทั้งมาตราหรือจะทำอะไรก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญ ท่านคิดหรือไม่ว่าถ้าแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บ้านเมืองจะสงบ บ้านเมืองนี้จะเจริญ วันนี้ได้รับเลือกตั้งมาแล้ว


“ท่านเก็บเรื่องนี้ไว้ในกระเป๋าไม่ได้หรือ ประเทศนี้ถ้าแก้กฎหมาย 112ไม่ได้แล้วจะล่มจม ผมไม่ว่าอะไร ท่านเสนอนโยบายถึง 300 ข้อ เป็นความหวังของคนไทย ไม่ต้องไปด่าส.ว. ท่านไม่ต้องไปด่าฝ่ายตรงข้าม ท่านเป็นนายกฯ แน่ ถ้าไม่มี 112 ท่านยังไม่ยอมเลยครับผมถึงอยากจะถามว่าพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลเกิดมาเพื่อแก้อย่างเดียวหรือไม่แก้ 112 ถ้าไม่แก้แล้ววันนี้ประเทศไทยจะล่มจมเลยหนังสือไม่ มันไม่ใช่ มันมีเรื่องเดียวทำเรื่องที่ลุงตู่ทำแล้วไม่ดี ที่ท่านด่า ผมเห็นด้วย ทำไปได้เยอะแยะหมด ความเดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร์ แต่วันนี้ท่านยืนอย่างเดียวดูพฤติกรรมท่าน กูไม่ยอม นี่คือทำให้คิดว่าพรรคอนาคตใหม่กับพรรคก้าวไกลเกิดมาเพื่อล้มล้างหรือไม่ เกิดมาเพื่อแก้กฎหมายหรือไม่ แล้วถ้าแก้แล้วประเทศนี้เป็นเทวดาหมดจะเป็นอย่างไรอย่างไร” นายชาดา กล่าว


นายชาดา เชื่อว่าชาวบ้านไม่รู้ว่ามาตรา 112 พรรคก้าวไกลจะแก้อะไร แต่อาจจะถูกใจนโยบายเรื่องอื่น หวังจะมาเปลี่ยนแปลง เป็นความหวังของคนไทยว่าพรรคก้าวไกลคนรุ่นใหม่จะมาพัฒนาประเทศ ตนก็แอบเชียร์ลึกๆ แต่พรรคก้าวไกลไม่ยอมอะไรเลย จะต้องถือ 112 ไว้ในกระเป๋าต้องทำร้ายทำไมไม่เข้าใจ ตนจะค้านทุกทาง ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่


นายชาดา กล่าวว่า ทำไมไม่ดูตัวเองบ้าง ทำไมท่านไม่ลดลง ก้มลงสักนิด 14 ล้านเสียง ไม่ใช่เทวดา แต่นั่นเป็นเสียงของประชาชน แต่ไม่ถึง 20% อย่างที่ตนบอก เขาบอกว่าฝั่งโน้นเป็นฝั่งประชาธิปไตย แล้วฝั่งผมมาจากไหน ตนก็เดินหาเสียง กลัวสอบตกเหมือนกัน ไม่ได้ว่าลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) แต่งตั้งผมมาหรือคณะคสช. ที่ไหน ตนก็เลือกตั้งมาเหมือนกัน ผมเป็นฝั่งโจรหรือไม่ เป็นโจรก็รักชาติ เป็นโจรก็รักสถาบัน เป็นโจรก็ปกครองบ้านเมืองนี้ ด้วยหัวใจและเลือดเนื้อของผม


ตนก็มาจากต่างประเทศ ได้มาพึ่งพระบรมมาโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอเรียนด้วยความเคารพว่าวันนี้มาเป็นผู้แทนอยู่ดีกินดีกว่าคนไทยแท้แท้อีกเป็นล้านคน ตนเห็นว่าบ้านเรามีเจ้าของ สิ่งที่บรรพบุรุษของเรามีมากมาย เราอาศัยเขามาอยู่ มาขอเขาอยู่ อยู่ไปอยู่มาลูกหลานของเราจะไล่ลูกเจ้าของบ้าน ถ้าไม่ได้เมตตาของระบอบพระมหากษัตริย์ ไม่ได้เลือกตั้ง พร้อมเปรียบเทียบถึงสถานการณ์ในประเทศเมียนมาที่ทหารใช้กำลัง


นายชาดา ยกมือไหว้กลางสภา ตั้งคำถามว่าใครก็รักพ่อรักแม่ ประเมินสถานการณ์ว่าประเทศไทยจะมีการยิงกันแบบฉิบหายวายป่วง ผมอาจจะขอเขาว่า ขออกกฎหมายใหม่ ยิงคนที่หมิ่นสถาบันแล้วไม่ผติดคุก ดีมั้ย มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว อย่าให้ตนต้องคิดว่าพรรคก้าวไกล อนาคตใหม่เกิดมาเพื่อล้มล้าง การยืนเด่นชนทุกคนไม่ใช่บุคลิกของผู้นำประเทศ


ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภากล่าวว่า ขอให้ถอนคำว่าฉิบหาย และให้รวบรัดประเด็น นายชาดา กล่าวว่า ขอถอน ไม่รู้ว่าหลุดไปได้อย่างไร เป็นภาษาชาวบ้าน พร้อมกล่าวขอโทษสมาชิก ขอโทษหัวหน้าและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เดี๋ยวจะหาว่าลูกพรรคไม่เรียบร้อย ไม่มีระเบียบวินัย


จากนั้น นายชาดา กล่าวว่า ตนรักสถาบัน ตนเกิดที่เมืองพระชนกจักรี อุทัยธานี อยากเห็นรัฐบาลชุดนี้จะตั้งโดยเร็วเราต้องให้โอกาส แต่อย่าไปจุดชนวน

-------------------

วานนี้ (13 ก.ค.) นายประพันธุ์ คูณมี ส.ว. อภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อคัดค้านชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ โดยระบุว่า นายพิธาเป็นบุคคลที่มีคุณสมบติและลักษณะต้องห้าม ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และ มาตรา 160 ประกอบกับมาตรา 98 (3) การเสนอชื่อดังกล่าวถือว่าขัดกับข้อบังคับข้อ 136


นายประพันธุ์ กล่าวด้วยว่ากรณีของนายพิธา ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยประเด็นสมาชิกภาพของนายพิธา ได้สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้ลงรับในทางธุรการ และเตรียมเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาสัปดาห์ เป็นข้อเท็จจริงที่ปราศจากข้อสังสัยว่า นายพิธามีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ


“การพิจารณาของสภาฯ มีหน้าที่พิจารณาว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายพิธานั้น เป็นการเสนอชื่อบุคคลที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับหรือไม่และมีปัญหาคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ แม้มีคนแย้งว่าคำชี้ขาดของศาลไม่เป็นที่สุดจะพิจารณาแบบนั้นไม่ได้ แต่ผมมองว่าปัยหานี้ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย เพราะปัญหาคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. เป็นคุณสมมบัติเดียวกันกับคนที่เป็นนายกฯ เป็นเรื่องที่วิญญูชน บุคคลทั่วไปวินิจฉัยได้ ไม่จำเป็นต้องถามศาล เพราะมีวิจารณญาณพิจารณาได้เองซึ่งท่านสามารถรู้ได้เองเหมือนกับว่าท่านจบม.6 หรือไม่”


นายประพันธุ์ กล่าวด้วยว่า รัฐสภาไม่อาจรับชื่อของนายพิธาไว้พิจารณาลงคะแนนเสียงได้ เพราะคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธารมนูญ หากรัฐภาลงมติพิจารณา ย่อมขัดกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะคนที่พิจารณาย่อมถือว่ารู้อยู่แล้วว่าและจงใจทำผิดและฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา หากดึงดันอาจจะถูกร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231(1) จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ส่วนกรณีที่ ส.ว.จะลงมติอาจจะมีปัญหาต่อการทำผิดประมวลจริยธรรมเช่นเดียว

-------------
เมื่อวานนี้ (13 ก.ค.) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นใช้สิทธิชี้แจง ตามที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ติติงคุณสมบัติและภาวะผู้นำของตน ตนก็กำลังพัฒนาอยู่เช่นกัน คือพยามยามให้ตนเป็นคนที่ฟังมากกว่าพูด และต้องเป็นรักษาคำพูด เหมือนสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยว่า “พูดแล้วทำ” ที่สำคัญผู้นำต้องเป็นผู้นำที่อดทนอดกลั้นต่อข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะจริงหรือไม่


นายพิธา กล่าวต่อไปว่า จริงอยู่ที่ประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจร่วมกันของ 8 พรรคร่วม เพราะการเสนอกฎหมายต้องเป็นหน้าที่ทางนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นทางออกของปัญหาทุกอย่างในประเทศ ขณะที่การลงสัตยาบันที่ นายชาดา กังวลนั้น ไม่ได้เป็นประเด็น เพราะประเทศต่างๆ ที่ปกครองด้วยระบอบเดียวกับไทย ก็ล้วนลงนามทั้งสิ้น


“และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการมีคนพูดว่าใครหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ให้เอาปืนยิงเลย ผมไม่แน่ใจว่า คนที่สูญเสียไปโดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิงเมื่อหลายปีก่อน 99 ศพ ที่ราชประสงค์ และย้อนหลังไปถึง 6 ตุลา 14 ตุลา เขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อมีคนอภิปรายในสภาอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย”


ทั้งนี้ นายพิธา ยังชี้แจงข้อกล่าวหาของ นายประพันธุ์ คูณมี ส.ว. ว่า ตนยังมีคุณสมบัติในการเสนอชื่อเป็นนายกฯ อย่างสมบูรณ์ และตนยังไม่รู้เลยว่าข้อกล่าวหาและข้อสงสัยของ กกต. เป็นอย่างไร ตนยังไม่มีโอกาสชี้แจงเลย พร้อมอ้างการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จะให้มีศาลเตี้ยในสภาเช่นนี้ไม่ได้


“ผมรัดกุมมาตลอด กับการยื่น ป.ป.ช. และคุณสมบัติทุกครั้ง ตั้งแต่เป็น ส.ส. ครั้งแรกจนถึงครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ป.ป.ช. ก็ตาม” นายพิธา กล่าวทิ้งท้าย

------------------



รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-cee15Tc-io

คุณอาจสนใจ

Related News