เลือกตั้งและการเมือง

‘ส.ว.เสรี’ ขู่ 7 พรรคร่วม ถูกยุบพรรค โหวตคนขาดคุณสมบัติ นั่งนายกฯ – ‘ดิเรกฤทธิ์’ ชี้เป็นเรื่องดีส่งศาล ตีความก่อนโหวต

11 ก.ค. 2566

393 views

‘เสรี สุวรรณภานนท์’ ยัน ไม่หนุนนายกฯที่มีคุณสมบัติต้องห้าม ฝาก 7 พรรคร่วมฯ ไว้ให้คิด ถ้าเลือกคนไม่มีคุณสมบัติมาเป็นนายกฯ อาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ถูกยุบพรรคได้ ลั่น เป็นนักการเมือง ต้องไม่ยุยงประชาชนลงถนน ถือว่าไม่มีความรับผิดชอบ ยุยงส่งเสริมให้คนทำผิดกฎหมาย สร้างความไม่สงบเรียบร้อย ชี้ ส.ว. ไม่สนเสียงกดดันหน้าสภา ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เย้ย ไม่มี ส.ว.พลังเงียบ ถ้ามีจริงให้แสดงตัวมา ยังเชื่อ ส.ว.หนุนพิธา บวกลบไม่เกิน 5 คน

วันที่ 10 ก.ค.66 นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าการที่ กกต. พิจารณาคำร้องคำร้องเรื่องการถือครองหุ้นไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล มีผลต่อการตัดสินใจโหวตเลือกนายกฯ ของ ส.ว. และส.ว.จะมีการหารือทำความเข้าใจกัน

นายเสรีกล่าวว่า การที่กกต.จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นแนวทางที่จะทำให้เกิดความชัดเจนถูกต้อง และแก้ปัญหาเกี่ยวกับความเห็นที่แตกต่างทั้งในสภาและนอกสภา ซึ่งถือว่า กกต.ทำถูกแล้ว และมองว่า กกต. ควรยื่นคดีอาญาตามมาตรา 151 ตั้งนานแล้ว และมองว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา

นายเสรี ยังระบุว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การสกัดกั้นนายพิธาให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่เรื่องเหล่านี้ เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่า ให้บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องมึคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนั้นการทำหน้าที่ของส.ส. และ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ จะต้องดูคนที่มีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้าม นั่นคือ จะต้องไม่ถือหุ้นสื่อitv ตามที่ปรากฏในสื่อ เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ไม่จำเป็นต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นคุณสมบัติที่มีความผิดในตัวของมันเอง เพียงเเต่ส่งศาลรัฐธรรมนูญให้เกิดข้อยุติเท่านั้น แต่มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว

“ตนยังเป็นห่วงว่า 8 พรรคร่วม ที่ไปร่วมเซ็นต์ MOU กันไว้ จะกล้าตัดสินใจ เลือกคนที่คุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะจะกลายเป็นว่า เลือกคนที่ขาดคุณสมบัติ ก็จะขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่ง 8 พรรคการเมือง ว่าไปแล้วก็เหมือนปลาในข้องเดียว หากยังเลือกคนที่ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม อีก 7 พรรคจะมีปัญหา ก็ฝากให้พรรคการเมืองเหล่านั้นพิจารณาข้อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในส่วนนี้ด้วย

นายเสรี กล่าวย้ำว่า พรรคการเมืองที่สนับสนุนให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ดูรัฐธรรมนูญตามมาตรา 159 หรือไม่ ว่า คนที่จะเลือกได้นั้น จะต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ซึ่งนายพิธาถือหุ้นสื่อมา 17 ปี ก็เข้าข่ายที่จะถูกวินิจฉัยว่าถือหุ้นสื่อและขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น พรรคการเมืองต้องไปดูตรงนี้ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าพรรคกระทำการขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง ที่ไปเลือกคนที่ไม่มีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ไปเป็นนายกรัฐมนตรี จนกลายเป็นว่า ทำการล้มล้างระบบการปกครองหรือไม่ เเต่ก็ยังพยายามที่จะเลือกกัน โดยไม่คำนึงถึงมาตรา 159 และเมื่อขัดตา รัฐธรรมนูญมาตรา 159 จะถูกตีความไปไกลอีกเยอะ และท้ายที่สุดแล้ว จะทำร้ายตัวคุณเอง

ส่วนที่กลัวว่า 188 เสียงขั้วรัฐบาลเดิมจะไปตั้งรัฐบาล นายเสรี กล่าวว่า (ถ้าจะเกิด) มันไม่ได้เกิดจากที่ไหน แต่เกิดจากพวกคุณที่ไปไกลถึงถูกยุบพรรค ซึ่งตนไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น

-----------------------------------

'ดิเรกฤทธิ์' มองเป็น เรื่องดีส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความก่อนโหวตนายกทำให้กระจ่างชัด ห่วงส.ส.-ส.ว.เลือกไปขัดรัฐธรรมนูญ

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภากล่าวถึงกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบสถานภาพของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ว่า สมาชิกรัฐสภามีหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาคือในกรณีของนายพิธา มีคุณสมบัติ ณ วันที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่

ซึ่งองค์กรที่จะวินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ผ่านมามีผู้ไปยื่นร้องเรียนต่อกกต. จึงทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรองเบื้องต้น คล้ายกับพนักงานสอบสวนในคดีอาญา ดังนั้นเมื่อกกต.รับเรื่องไว้แล้วต้องตรวจสอบหลักฐานว่าครบถ้วนหรือไม่ จากนี้ต้องรีบส่งศาลรัฐธรรมนูญ

ตนมองว่า เป็นเรื่องของการให้ความเป็นธรรม นายพิธา จะถูกหรือผิดจะมีคุณสมบัติ ครบถ้วนไม่มีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้ชัดโดยเร็ว เพราะมิเช่นนั้นเมื่อเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 13 กรกฎาคม คงจะมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง และมีการหยิบยกมาตรา272 ซึ่งมีการพูดถึงคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อ ไปโยงกับมาตราอื่นๆ นำไปสู่ข้อสงสัยว่าข้อยุติคืออะไร หากเลือกไปจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่นเดียวกับ โครงสร้างทางคดีอาญาตามมาตรา151 ที่ทราบว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังลงสมัครเลือกตั้ง

ในทำนองเดียวกันหากสมาชิกรัฐสภารู้อยู่แล้วว่านายพิธา ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามแล้วยังเลือก อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งก็มีโทษทางอาญาด้วย เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญ ต่อหลักการ พิจารณาในวันที่ 13 กรกฎาคม สรุปคือเมื่อคุณสมบัติของนายพิธา เป็นหัวใจสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาจะต้องพิจารณา ประกอบการลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ

ฉะนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องแล้ว จะต้องมีคำสั่งที่เกี่ยวข้องโดยด่วนเช่น หากถูกร้องว่ามีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งทางเมืองจะต้องมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร

เพราะเมื่อดำรงตำแหน่งส.ส.ไม่ได้ จะมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันเลือกตั้ง ดังนั้นวิธีการของศาลอาจจะต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน เพราะในทางปฏิบัติหาก นายพิธาชนะ ก็จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ถ้าแพ้ เป็นรัฐมนตรีตำแหน่งส.ส. รวมถึงหากได้รับเลือกเป็นรัฐมนตรีของนายพิธา ก็จะเป็นโมฆะทั้งหมด ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ศาลควรสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน เหมือนกับกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่าการยื่นวินิจฉัยคุณสมบัติ ของนายพิธาส่งผลต่อการพิจารณาของ ส.ว. ที่ตั้งใจจะสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น นายดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า ตนเคยได้ประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณชนไว้ ว่าจะประคับประคองระบอบรัฐสภาไว้ คือส.ส.เสียงข้างมากมีหน้าที่ในการจัดตั้งรัฐบาล ส.ว.ก็ควรสนับสนุน รวมถึงผู้ที่ถูกเสนอจะต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม แต่เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้วมีการร้องกล่าวโทษ นายพิธา ตนจึงได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัด และให้ไปความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา เพราะถ้านายพิธาไม่มีคุณสมบัติตนก็เลือกไม่ได้ และถ้าเลือกไปก็สุ่มเสี่ยงจะเกิดปัญหาทำผิดรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเงื่อนไขที่ 3 ว่านายพิธาจะขับเคลื่อนประเทศให้ เกิดความสงบเรียบร้อยได้หรือไม่

"เรื่องการโหวตไม่ใช่ส่งผลแค่การพิจารณาของส.ว.แต่ส่งผลต่อการพิจารณาของทั้งส.ส.และส.ว เพราะมาตรา 272 ห้ามเลือก คนที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หากไปเลือกเขา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ จะเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง และต้องรับโทษ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องนี้เป็นไปตามกลไกของกฎหมายที่ต้องเคารพ องค์กรที่เกี่ยวข้องต้องทำให้กระจ่าง ไม่มีเงื่อนตายเงื่อนล็อค เพียงแค่ต้องมีความชัดเจน"

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องเลื่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่าวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องของรัฐสภา อยู่ที่คน750 คนที่จะมองว่าหากเลือกไปแล้วจะไม่มีปัญหาตามมา ก็สามารถดำเนินการได้ แต่หากมีบางคนมองว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิด ก็สามารถใช้มติของรัฐสภาในการเลื่อนวาระออกไปได้ ซึ่งจะต้องรอวันที่ 13 กรกฎาคม และส่วนตัวอาจจะยกมือขอหารือในที่ประชุมในประเด็นนี้ด้วย

แต่หากในวันดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำสั่ง ให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีการเลื่อนวาระลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ส.ว.หลายคนอาจใช้วิธีงดออกเสียงเพื่อเป็นทางออกในการเลื่อนวาระดังกล่าว และกลับมาโหวต ในครั้งต่อไปได้


รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QjLsXIUBD54

คุณอาจสนใจ

Related News