การเมือง

‘ธนาธร’ บอกถึงเวลารัฐสวัสดิการ ห่วงไทยเข้าสู่ประชาคมผู้สูงอายุ ซัด ‘ประยุทธ์’ ไม่แยแสประชาชน เพราะมาจากการซื้อตัวนักการเมือง

โดย pattraporn_a

25 มิ.ย. 2565

108 views

ธนาธร-สุทิน บอกถึงเวลาต้องเป็นรัฐสวัสดิการ เชื่อเป็นไปได้ตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น จัดทำรัฐสวัสดิการ ห่วงไทยเข้าสู่ประชาคมผู้สูงอายุ วัยทำงานต้องดูแลเด็กและคนแก่ 57 คน แนะเปลี่ยนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นบำนาญประชาชน 3,000 บาท แก้เหลื่อมล้ำ บอกนายกฯ ไม่แยแสประชาชน เพราะมาจากการซื้อตัวนักการเมือง


เครือข่าย We Fair จัดเสวนา 8 ปี สวัสดิการสังคมไทยภายใต้ระบอบ ประยุทธ์ กับ อนาคตรัฐสวัสดิการ อนาคตประชาธิปไตยไทย โดยมีตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน และนักการเมืองเข้าร่วม เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นาวาอากาศตรีศิธา ทิวารี ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย , นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่าย We Fair


โดยในวงเสวนามีข้อเสนอให้มีสวัสดิการประชาชนอย่างเท่าเทียม เช่น บำนาญประชาชน 3,000 บาท แทนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บัตรทอง For All เพื่อทุกคน เรียนฟรีตั้งแต่เด็กจนโต และเบี้ยคนพิการ 3,000 ถ้วนหน้า ประกันสังคมถ้วนหน้าเพื่อทุกคน รับเงินอุดหนุนเด็ก 0-6 ปีถ้วนหน้า สิทธิลาคลอดเพื่อเลี้ยงลูก 180 วัน รวมถึงกำหนดค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ ให้ประชาชนมีหลักประกันรายได้ชัดเจน ไม่ใช่รัฐชิงโชค และขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อผลักดันรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงรัฐสวัสดิการสำหรับกลุ่มหลากหลายทางเพศ


นายนิติรัตน์ ได้กล่าวถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในช่วง 8 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่มีมากสุด โดยประชาชนมีหนี้ครัวเรือนมากสุด 14.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 500,000 คน คิดเป็น 90% ของจีดีพี ในทางกลับกันไทยมีมหาเศรษฐีติดลำดับโลก 52 คน เรียกว่า “รวยกระจุก จนกระจาย”


โดยตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 3 คน มั่นใจรัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่ต้องจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรใหม่ โดยตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออก


นายสุทิน กล่าวว่า ตั้งแต่พลเอกประยุทธ์เข้ามาบริหาร ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น มีเศรษฐีบางคนรวยขึ้นมา 200 เท่า ขณะที่ชาวบ้านบางคนไม่มีที่ดินทำกินแม้แต่ตารางวาเดียว ถือว่าพลเอกประยุทธ์เป็นบิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันจะต้องเป็นรัฐสวัสดิการ เพราะ อนาคตประเทศไทยจะเป็นประชาคมผู้สูงอายุ ขณะที่เด็กเกิดใหม่มีน้อยมาก และจะต้องมีการประกันรายได้ขั้นต่ำ ป้องกันหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนแรงงาน ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องขู่เอา โดยสากลงบประมาณด้านสวัสดิการจะอยู่ที่ 21% ของจีดีพี ส่วนประเทศไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางอยู่ที่ 9%


โดยพรรคเพื่อไทย เด็กและครอบครัวให้ 600 บาทถ้วนหน้า รายได้ที่ต่ำกว่า 100,000 บาท เรียนฟรีชั้นอนุบาล-มัธยมต้น วัยทำงานจัดให้มีประกันสังคมถ้วนหน้า เบี้ยผู้สูงอายุ 600-900 ต่อเดือน ผู้พิการ 1,000 บาทต่อเดือน บัตรคนจน 200-300 บาทต่อคน บัตรทองถ้วนหน้า และการศึกษาเรียนฟรี โดยขณะนี้รัฐบาลให้เงินเยียวยาแบบไม่ต่อเนื่อง และไม่มีฐานข้อมูลที่แม่นยำ “มั่ว”


ทางด้าน นายธนาธร กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำในประเทศเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด และจะฉุดรั้งความก้าวหน้าของประเทศ ทำให้ประชาชนไม่มีกำลังใจ ขณะที่คนไทยกว่าครึ่งประเทศมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 6,000 บาท ส่วนเงินเดือน 30,000 ขึ้นไปมี 1% และมีคนไทยรวยติดอันดับโลก 28 คน แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันไทยเข้าสู่ประเทศประชาคมผู้สูงอายุแล้ว โดยคนทำงาน 1 คน ต้องดูแลคนแก่และเด็ก 57 คน อีก 20 ปีจะต้องดูแลผู้สูงวัย 83 คน


ดังนั้นจึงต้องลดภาระสังคม ด้วยการจัดรัฐสวัสดิการ ยันนักการเมืองมีกึ๋น แต่ไม่มีอำนาจ บอกพลเอกประยุทธ์ไม่แยแสประชาชน เพราะมาจากซื้อนักการเมือง และองค์กรอิสระ เพื่อให้อยู่ในตำแหน่ง พร้อมบอก 24 มิถุนายน 2475 ไม่ถูกทำให้เป็นวันสำคัญ เพราะต้องการให้ประชาชนลืม เราต้องไม่ลืม และต้องรำลึก เดินทางต่อไปอีก 10 เดือนข้างหน้าจะมีการเลือกตั้ง รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของภาคประชาชนเพื่อกดดันนักการเมือง และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทำสัญญาประชาคม


ขณะที่ นาวาอากาศตรีศิธา เห็นด้วยกับนายธนาธร และนายสุทินว่า ประชากร 99% แพ้คนรวย 1% ของประเทศ ผ่านตัวแทนนักการเมืองที่ทุจริตเชิงนโยบาย การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เพราะสุดท้ายต้องซื้อของแพงขึ้น เป็นหนี้สูงขึ้นจากราคาสินค้าแพง

คุณอาจสนใจ

Related News