เลือกตั้งและการเมือง
“พรรคเดียวเบอร์เดียว” หรือ “พรรคเดียวหลายเบอร์” ?!
26 ก.พ. 2565
68 views
รุมจวก! ร่าง กม.เลือกตั้งฉบับรัฐบาลทำสับสน นักวิชาการ - อดีต กกต.ยัน “พรรคเดียวเบอร์เดียว” ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
กรณีรัฐสภารับหลักการวาระแรกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่แก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคลอดกับรัฐธรรมนูญ ในการกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยถือเอาร่างฉบับที่คณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลักในการพิจารณานั้น ยังมีประเด็นที่สังคมถกเถียงกัน โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญํติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ คณะรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาลคงหลักการการ ให้แต่พรรคการเมืองมีหมายเลขหาเสียง แบบ “พรรคเดียวหลายเบอร์” คือยึดหมายเลขหาเสียงตามที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 400 เขตจับสลากได้ในแต่ละเขต และ หมายเลขผู้สมัครเขต ยังมีโอกาสแตกต่างกับหมายเลขของ ผู้สมัคร แบบบัญชีรายชื่อ หรือหมายเลขบัตรใบที่2 ในการเลือกพรรคการเมือง


รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้าน พรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้ง กล่าวถึงข้อถกเถียงนี้ว่า การใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ไม่ได้ให้พรรคมีหมายเลขเหมือนกันทั้งประเทศนั้น เป็นความพยายามที่จะทำให้กลไกการเลือกตั้งบิดเบี้ยว แทนที่จะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันพรรคการเมือง โดยการทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้โดยง่ายไม่สับสน
“ความคิดนี้จริงๆแล้วเป็นความคิดที่น่าละอาย จนเรียกว่าหน้าด้านเลยด้วยซ้ำ ถ้าจำกันได้การเลือกตั้งปี2562 ที่ทำให้แต่ละมีคนละเบอร์ประชาชนก็จำสับสนกันมาก แม้จะไม่ปรากฎว่าเป็นบัตรเสีย แต่จากการสัมภาษณ์และการทำวิจัยพบว่าประชาชนสับสน”

รศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวว่า ความสับสนที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่เป้าหมายหลักของคนที่คิดจะใช้บัตร 2ใบแบบคนละเบอร์ นั้นคือการทำลายความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง และความเข้มแข็งของพรรคการเมือง รวมถึงโอกาสที่พรรคจะนำเสนอนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ย้ำว่าแนวคิดนี้เป็นความน่าละอาย ทั้งที่ประเด็นนี้มีการถกเถียงโต้แย้งกันมาแล้วตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 และการเสนอร่างกฎหมายของ กกต. ครั้งนี้ ก็กำหนดให้ใช้รูปแบบ “พรรคเดียวเบอร์เดียว” แต่คณะรัฐมนตรีกลับถอดข้อเสนอของ กกต. ออก ดังนั้นคนที่คิดเรื่องนี้ควรออกมาอธิบายกับประชาชน เพราะอีกมุมหนึ่ง เรื่องนี้อาจมีวาระซ่อนเร้นที่เป็นความพยามสร้างความวุ่นวายในการพิจารณากฎหมายครั้งนี้ให้ไม่สำเร็จได้ และ ยืนยันว่า การใช้รูปแบบพรรคเดียว เบอร์เดียวไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่า ไม่สามารถใช้พรรคเดียวเบอร์เดียวได้ เพราะติดปัญหาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 90 ที่กำหนดให้มีการรับสมัคร ส.ส.เขตก่อนการสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำให้ต้องมีการจับหมายเลขในแต่ละเขตก่อนนั้น

ในมุมของ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. และในฐานะกรรมาธิการพิจารณา ร่างกฎหมายทั้ง 2 เรื่อง ที่รัฐสภาเพิ่งรับหลักการไป ก็ยืนยันว่า รูปแบบ พรรคเดียวเบอร์เดียว สามารถทำได้ โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 90 แต่ยอมรับว่าในอดีตส่วนตัว ก็เชื่อว่าไม่สามารถทำได้ เพราะมาตรา 90 ต้องสมัคร ส.ส.เขตก่อน และต้องมีการจับสลากหมายเลขในแต่ละเขตแล้วจึงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทีหลัง ไม่สามารถเป็นเบอร์เดียวกันได้
แต่ในที่สุด เจ้าหน้าที่ กกต. ก็สามารถออกแบบกฎหมายลูกออกมาให้สามารถทำได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่เก่งมาก มีการใช้เวลาถกกันเป็นสัปดาห์จนหาวิธีการที่ทำให้เบอร์เหมือนกันได้ วด้วยวิธีการให้สมัคร ส.ส.เขตก่อนวันแรก แล้วเปิดรับสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในวันที่ 2 ก็เท่ากับว่าเป็นการสมัคร ส.ส.เขตก่อนตามรัฐธรรมนูญแล้ว เพียงแต่การรับสมัคร ส.ส.เขตวันแรกนั้นผู้สมัครจะยังไม่ได้หมายเลข แต่หมายเลข จะได้ในวันที่พรรคส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อในวันที่ 2 เมื่อได้หมายเลขจากการสมัครบัญชีรายชื่อแล้วก็เอาหมายเลขไปใช้กับ ผู้สมัคร ส.ส.เขตทุกเขตได้ โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
“ขอชื่นชมว่าเจ้าหน้าที่ กกต. ออกแบบได้โคตรเทพเลย แต่ ครม.กลับไม่เอาด้วย เพราะอาจจะกังวลจริงๆว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามองในเชิงการเมือง อาจกลัวว่าการเลือกตั้งที่ง่ายเกินไป ทำให้พรรคซึ่งมีคะแนนนิยมมากอยู่แล้วจะชนะมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ได้เปรียบจากบัตรเลือกตั้ง 2ใบ ดังนั้นการเป็นเบอร์เดียวกันทั้งประเทศเท่ากับไปบวกเพิ่มให้ได้เปรียบมากขึ้น ทำให้ต้องออกกติกามาตัดแข้งตัดขา โดยไม่ได้คิดว่าประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์และตัวคุณเองก็เสียประโยชน์ด้วย”
ส่วนที่มี สมาชิกวุฒิสภา มองว่าการมีหมายเลขต่างกันหลายเบอร์จะทำให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยากขึ้นนั้น อดีต กกต. กล่าวว่า การซื้อเสียงจะทำอย่างไรก็สมารถซื้อได้ถ้าจะตั้งใจซื้อเสียงจริงๆ เพียงแต่การที่เบอร์ไม่เหมือนกัน ก็อาจจะต้องซื้อสองครั้งคือ ซื้อพรรค กับ ซื้อเขต ซึ่งมันไม่ได้แตกต่างกัน แต่ปัญหาซื้อเสียงนั้นอยู่ที่ กกต. ว่าจะสามารถจัดเลือกตั้งโดยไม่ให้มีการซื้อเสียงได้หรือไม่มากกว่า
สำหรับการพิจารณากฎหมายเลือกตั้งทั้ง 2 ฉบับนั้น ต้องติดตามต่อไป ขณะนี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการที่จะเริ่มพิจารณานัดแรก วันที่ 1 มี.ค.นี้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ต้องพิจารณากฎหมายทั้ง2 ฉบับให้เสร็จ ภายใน 180 หรือ 6เดือน รวมวาระที่ 3แล้ว

คอลัมน์: ใต้เตียงการเมือง Ch3Thailandnews
แท็กที่เกี่ยวข้อง ข่าวการเมือง ,ใต้เตียงการเมือง ,เลือกตั้ง