เลือกตั้งและการเมือง
เปิดรายชื่อมติเสนอชื่อ 'พิธา' ชิงนายกฯซ้ำ พบสว.โหวตให้เหลือ 8 คน
19 ก.ค. 2566
289 views
รัฐสภามีมติเสียงข้างมาก 395 ต่อ 317เสียง ไม่ให้เสนอชื่อนายพิธาขึ้นมาเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยเห็นว่าผิดข้อบังคับที่ 41 ซึ่งปรากฎว่า สว.13 คน ที่เคยโหวต สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่าวันนี้ มีสว.เพียง 8 คน จาก 13 คนดังกล่าวที่ลงมติเห็นว่าเสนอชื่อนายพิธา ซ้ำอีกครั้งได้
หลังจากใช้เวลาอภิปรายกันอย่างกว้างขวางกว่า 7 ชั่วโมง ถึงข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่41 ที่ห้ามมีการเสนอญัตติซ้ำ ในสมัยประชุมเดียวกัน จนต้องตีความว่าการเสนอ ชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เข้าข่ายเป็นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีซ้ำ ตามข้อบังคับที่ 41 หรือไม่ ในที่สุดประธานรัฐสภา ได้ให้สมาชิกรัฐสภาแสดงตน เพื่อเข้าสู่กระบวนการลงมติ ตามข้อบังคับที่ 151 ว่า การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซ้ำเป็นครั้งที่สองสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งการลงมติตามข้อบังคับ 151 จะต้องใช้เสียงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ของที่ประชุมรัฐสภา 748 คน คือ ต้องใช้เสียง 374 ขึ้นไป
กระทั่งที่ประชุมมีมติในเวลา 17 นาฬิกา 7 นาที มีมติเสียงข้างมาก 395 ต่อ 317 เสียง เห็นด้วยว่าไม่สามารถเสนอชื่อ นายพิธา เพื่อรับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำ ได้ในสมัยประชุมนี้ ตามข้อบังคับที่ 41 จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา สั่งปิดการประชุมทันทีในเวลา 17 นาฬิกา 9 นาที
ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งบันทึกการประชุม กรณีมติการประชุมอย่างเป็นทางการในการโหวต ตามข้อบังคับ 151
โดยระบุว่าที่ประชุม 721 คน มีมติเห็นด้วย ที่ไม่ให้เสนอชื่อนายพิธา เพื่อรับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำอีก จำนวน 395 เสียง และมีมติไม่เห็นด้วย ที่จะไม่ให้เสนอชื่อนายพิธาซ้ำ หรือก็คือเห็นว่า สามารถเสนอ ชื่อนายพิธา เพื่อรับการโหวตซ้ำอีก มีจำนวน 317 เสียง ขณะเดียวกันก็มีผู้งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
ในจำนวน 317 เสียง ที่ลงมติว่าชื่อของนายพิธา สามารถถูกเสนอเพื่อรับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกนั้น หากนับเฉพาะเสียงของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่นับรวม เสียงนายพิธา ที่ถูกสั่งทำหน้าที่สส.ชั่วคราว จะพบว่ามีเสียงทั้งหมด 311 เสียง แต่ผลการลงมติที่ปรากฎมี 309 เสียง หายไป 2 เสียง คือเสียงของนายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ไม่ปรากฏผลการลงมติ และพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ไม่ปรากฏผลการลงมติ เช่นกัน
ส่วน สว. 8 คน ที่ลงมติเห็นว่าสามารถเสนอชื่อนายพิธา ขึ้นรับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำได้อีกประกอบด้วย 1. ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ 2. นายเฉลา พวงมาลัย 3. นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล 4. พลตำรวจโทณัฏฐวัฒน์ รอดบางยาง 5.นายพิศาล มาณวพัฒน์ 6.นายมณเฑียร บุญตัน 7.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์
และ 8.นางประภาศรี สุฉันทบุตร สว.ทั้ง 8 คนนี้ อยู่ในกลุ่ม สว.13 คน ที่เคยโหวตให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ส่วนผลลงมติ 395 เสียง ที่เห็นว่าไม่ให้เสนอชื่อนายพิธา ขึ้นรับการโหวตซ้ำอีก เป็นเสียงของอดีตพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่ลงมติไปในทางเดียวกัน ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคท้องที่ไท พรรคประชาธิปไตยใหม่ ที่ลงคะแนนเหมือนกันโดยไม่มีแตกแถว ยกเว้นนายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลงมติงดออกเสียง
ส่วนฝั่ง สว. ที่อยู่ใน 395 เสียง ที่มีมติ ไม่ให้เสนอชื่อนายพิธาซ้ำ มี 210 คน โดยที่ผู้นำเหล่าทัพคือ พลอากาศเอกอลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพลเอกสนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ลงมติเห็นด้วย ที่จะไม่ให้เสนอชื่อนายพิธาซ้ำอีก
นอกจากนี้ยังมี สว.อีก 23 คน ที่ไม่ปรากฏการลงคะแนนใดๆ เช่น พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ / พลตำรวจเอกดำรงศํกดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด /พลเอกณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นต้น
ประธานรัฐสภากำหนด วันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ โดยจะเปิดให้อภิปรายคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อให้แล้วเสร็จภายใน 5 โมงเย็นก่อนเริ่มโหวต และย้ำด้วยว่า จะเสนอชื่อนายพิธา ไม่ได้อีกแล้ว
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เปิดเผยว่าการประชุมเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีในครั้งถัดไปจะมีในวันที่ 27 กรกฎาคม เวลา 09.30 น. โดยจะ ดำเนินการไปตามกฎหมาย เมื่อเข้าสู่ระเบียบวาระก็จะมีการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมือง จากนั้นก็จะเปิดอภิปรายถึงเรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ หากไม่มีปัญหาก็จะเดินหน้าโหวตตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีการเสนอรายชื่อกี่คน แต่ก็ต้องยึดตัวเลขคนที่ได้เกิน 374 เสียง ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนกรอบเวลาในการอภิปรายจะต้องมีการพูดคุยกับวิปทั้ง 3 ฝ่ายอีกครั้ง แต่จะเสนอชื่อนายพิธาซ้ำไม่ได้อีกแล้ว
ส่วนท่าทีล่าสุดของพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ เฟซบุ๊ก ข้อความระบุว่า การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตย ยืนยันความเห็นร่วมกันว่า การเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้เป็นการเสนอญัตติซ้ำ แม้ที่ประชุมรัฐสภา จะลงมติว่าเป็นญัตติซ้ำ 395 เสียงต่อ 317 เสียง
ขณะที่ในทวิตเตอร์พรรคเพื่อไทย ก็ได้มีการโพสต์ระบุว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันชัดเจนตลอดมา 141 เสียง โหวตให้นายพิธาจนนาทีสุดท้าย ขณะที่แกนนำพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ก็ยังไม่ให้ความเห็นใดๆขณะนี้ แต่มีรายงานว่าวันพรุ่งนี้กรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคเพื่อไทย จะมีการประชุม และกำหนดท่าทีของพรรครวมถึงท่าทีของพรรคก้าวไกลหลังนายพิธาไม่สามารถเสนอชื่อต่อได้
ส่วนนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุมรัฐสภา มีมติไม่เห็นชอบการเสนอรายชื่อนายพิธา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ในส่วนของพรรคเพื่อไทย จะเสนอชื่อนายเศรษฐาครั้งหน้าหรือไม่ ว่า ผู้บริหารพรรคจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งเท่าที่ทราบก็ต้องมีการพูดคุยกับพรรคร่วมว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
พร้อมกันนี้นายสุริยะ เมื่อถามว่าเมื่อที่ประชุมเห็นว่าการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีถือเป็นญัตติไม่สามารถเสนอซ้ำได้ จะส่งผลต่อการเสนอชื่อแครดิเดตของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสุริยะ บอกว่า เมื่อมีการลงมติไปในลักษณะนั้นแล้ว ทางพรรคเพื่อไทยก็พยายามบอกว่ามันไม่น่าเป็นญัตติซ้ำ แต่เมื่อโหวตมาแล้วทางพรรคเพื่อไทย ก็กังวลว่าจะเป็นบรรทัดฐานต่อไป แล้วจะทำให้โหวตไม่ได้ แล้วมองว่าครั้งต่อไปก็จะเป็นบรรทัดฐานเช่นนี้
ขณะที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า "เอาข้อบังคับการประชุมมาทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นง่อย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกฯไว้เป็นการเฉพาะแล้ว สงสารประเทศไทย ผิดหวัง ส.ส.คนที่ไปร่วมลงมติห้ามเสนอชื่อซ้ำ แม้จะอยู่ฝ่ายค้าน ก็ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องทิ้งความเป็นฝ่ายค้าน ทำสิ่งที่ถูกต้อง
แต่การตีความของรัฐสภาไม่เป็นที่สุด คนที่คิดว่าสิทธิของตนถูกกระทบ ไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ ว่ามติรัฐสภาซึ่งเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าผู้ตรวจการไม่ส่งศาล ผู้นั้นยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
จะรอดูคำร้องว่าการกระทำของรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญ และจะดูว่าศาลรัฐธรรมนูญว่ายังไง และทิ้งท้ายว่า สอนรัฐธรรมนูญมาสามสิบกว่าปีต้องทบทวนแล้วว่าจะสอนต่อไหม
แท็กที่เกี่ยวข้อง พิธาลิ้มเจริญรัตน์ ,โหวตนายก ,สว. ,พรรคก้าวไกล ,มติเสนอชื่อ ,ชิงนายก