เลือกตั้งและการเมือง
“เท้ง” ชำแหละงบฯปี 70 แฉงบกระจุกบางพื้นที่-งบลงทุน 13% เตือนประเทศเสี่ยงเจ๊งหากหนี้พุ่งแต่รายได้รัฐไม่โต
11 ก.ค. 2569
35 views
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 กรกฎาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน จัดกิจกรรม “Hack งบ 70” โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดงานและบรรยายถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบงบประมาณ เช่นงบสัมมนา งบการเดินทางต่างประเทศว่ากระทรวงไหน หน่วยงานไหนใช้งบเยอะที่สุด และจะพาไปดูงบปี 70 และงบประมาณในอนาคตควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เรามีข้อมูลที่พร้อมมากขึ้น และมี AI มาช่วยวิเคราะห์งบประมาณซึ่งเป็นพลังที่เราผลักดันให้เปิดเผยข้อมูลแบบ Excel เราภูมิใจที่ทำสำเร็จ เพราะเมื่อเปิดออกมาทำให้มีพลังในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น ส่วนงบประมาณปี 2570 นั้นแบ่งเป็นงบอุดหนุนที่รับแล้วไม่ได้คืน เป็นเงินให้เปล่า 35% งบประมาณรายจ่ายอื่น 27% งบบุคลากร 18% งบลงทุน 13% งบดำเนินการ 7%
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณมีกำหนดสัดส่วนรายจ่ายลงทุนไม่ต่ำกว่า 20% แต่งบลงทุนมีแค่ 13% แต่มีการดึงรายจ่ายบางส่วนมาในรายจ่ายลงทุนเพื่อให้ถูกตามกฎหมาย และดึงเงินบางส่วนไปใส่ในเงินอุดหนุน ซึ่งในส่วนนี้เป็นนิยามที่ตรงไปตรงมา ที่ผ่านมางบดิจิทัลวอลเล็ตมีการตีความว่าเงินที่แจก เป็นเงินที่จะเอาไปให้สถานประกอบการเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำรายจ่ายลงทุน
“เราเรียกร้องเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า ควรจะมีนิยามที่ชัดเจนว่า รายจ่ายลงทุนที่แท้จริงคืออะไร ไม่งั้นจะเปิดช่องให้รัฐบาลแต่ละยุค แต่ละสมัย พลิกไปพลิกมา จริง ๆ เราไม่ได้เอางบประมาณภาษีของทุกคนไปลงทุนกับงบประเทศ แต่เอาไปแจก แล้วพยายามที่จะตีความบิดเบือนให้เข้ากรอบรายจ่ายลงทุน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนยุบพรรคอนาคตใหม่ เราถูกยุบพรรคเพราะเงินกู้เท่ากับรายได้ แต่ในทางบัญชีถ้าเป็นแบบนั้นถือว่าฉิบหาย เป็นความบิดเบือนของระบบ
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่งบประมาณปี 2559-2570 อยู่ที่ 20% มาโดยตลอด เพราะเราหมดงบประมาณไปกับการใช้หนี้ งบบุคลากร ทำให้เหลือพื้นที่เงินเพื่อใช้กับอนาคตของประเทศน้อยมาก ซึ่งบนเวทีเสวนาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2555 บอกในเวทีนี้ว่ามองย้อนหลังไป 15 ปี 3 ปัญหาสำคัญของประเทศ คือ 1.ส่วนใหญ่ใช้กับรายจ่ายประจำไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต 2.ทุจริตคอร์รัปชัน และ 3.รัฐบาลทำโครงการประชานิยม ของแม้วันนี้คำว่าประชานิยมจะไม่ได้อยู่ในกระแสสังคม แต่เรายังเห็นโครงการงบประมาณบางอย่างที่กู้มันแจก เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ออกแบบนโยบายแบบระยะยาว แต่มองถึงคะแนนนิยมเฉพาะหน้า
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สัดส่วนเงินลงทุนคิดเป็น 1 ใน 5 ของจีดีพี ซึ่งในปี 2570 จีดีพีโต 18.5% แต่งบลงทุนมีแค่ 4% ของจีดีพี ซึ่งเป็นงบส่วนกลางของประเทศ แต่หากรวมงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่สามารถหารายได้ได้เอง จะมีงบประมาณต่อจีดีพี 26% ซึ่งเป็นนิยามของ IMF ที่ศึกษารายจ่ายภาครัฐ ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่งบประมาณถูกใช้ไปกับท้องถิ่นและสูงเกือบ 40% หากนำงบส่วนนี้มาหารเป็นรายหัวของไทยจะพบว่างบประมาณกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีงบต่อหัว 22,493 บาทต่อคน ขณะที่ภาคอีสานได้งบเฉลี่ยต่อตัว 5,517 บาทต่อคน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วแม้เขาจะมีรายจ่ายที่มากแต่สามารถจัดเก็บรายได้โดยเฉพาะภาษีได้มากเช่นกัน ซึ่งพบว่ามีรายได้รัฐต่อจีดีพีสูงกว่าประเทศไทยอย่างมาก
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการบอกปัญหาเชิงโครงสร้างในอดีตของไทยว่าประเทศไทยมีหนี้เยอะแต่รายได้น้อย หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อย่างไรประเทศก็เจ๊ง ซึ่งเมื่อมองกลับมาประเทศไทย รายได้กับการจัดเก็บภาษีควรจะโตเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงกับฉีกออกจากกัน แสดงว่ามีรูรั่วในการจัดเก็บรายได้ เศรษฐกิจที่โตขึ้นแต่กลับไม่มีการจัดเก็บภาษีเข้ามา
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงงบผูกพัน ซึ่งในช่วงที่ตนเข้ามาเป็นสส.ครั้งแรก พบว่างบผูกพันแบบระยะยาวที่ลากไปจนถึงพ.ศ.2609 และผูกพันระยะใกล้ ส่วนงบประมาณปี 2570 จุกอยู่ที่ใครบ้างนั้น เราจะต้องดูรูปแบบการใช้เงิน ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1.จ่ายเงินเดือน บุคลากรภาครัฐ เช่นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงกลาโหม ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วงบส่วนใหญ่เหล่านี้อยู่กับงบท้องถิ่น หากเปิดงบประมาณดูโครงสร้างงบประมาณจะถูกเทไปที่งบบุคลากรเยอะ หากศึกษาประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่ารายจ่ายบุคลากรภาครัฐอย่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข จะถูกจัดสรรโดยท้องถิ่น ไม่ได้อยู่กับงบประมาณส่วนกลาง
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า กลุ่มที่ 2 ลงทุนก่อสร้าง เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย ขณะที่กลุ่มที่ 3 ส่งต่อและเงินอุดหนุน เช่น กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อถึงกรณีที่การจัดสรรงบประมาณมักจะใช้งบประมาณเดิมมาเป็นฐานและเพิ่มเติมเข้าไป เราจึงเสนอแนวคิดการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) แม้รัฐบาลบอกว่าจะพยายามจัดสรรงบประมาณตามแนวคิดนี้แล้วแต่พบ 95% ยังเป็นโครงการเดิม สำหรับทางแก้ พรรคประชาชนเตรียมเสนอกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.วิธีการงบงบประมาณหรือชื่อเล่นกฎหมายปฏิรูปงบประมาณ (Budget Reform) พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง และ พ.ร.บ.ยกระดับการทำงานของสำนักงบประมาณรัฐสภาเพื่อให้ได้งบประมาณที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยึดโยงกับประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดเผยคำของบประมาณ เพราะสาธารณชนมองไม่เห็นว่างบประมาณที่มีการขอเกินไปนั้น สำนักงบประมาณเลือกที่จะยกงบตัวไหนเข้างบตัวไหนออก ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะที่ผ่านมางบกระจกตัวอยู่ในบางจังหวัด เช่น บุรีรัมย์ เพื่อให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าการจัดสรรงบประมาณมีเหตุมีผลหรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม เราจะแก้การจัดสรรงบประมาณ ให้การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินไม่ได้พูดแค่เรื่องรายจ่าย แต่ต้องมองถึงฝั่งรายได้ด้วย ถ้าจัดเก็บรายได้น้อยกว่าที่ประมาณการ หรือออกโครงการอะไรที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ควรจะต้องกลับมารายงานต่อสภาฯ ด้วย ซึ่งจะทำให้ประชาชนและสาธารณะร่วมกันตรวจสอบงบประมาณได้
แท็กที่เกี่ยวข้อง