สังคม

เปิดใจ "มนตรี" หนึ่งในกรรมการฝ่ายนายจ้าง เผยยังไม่เห็นความจำเป็นแยกออกจากระบบราชการ

25 ม.ค. 2569

486 views

กรณีที่ นางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ออกมาเคลื่อนไหวถึงประเด็นที่สำนักงานประกันสังคม กรณีการแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่มีสาระสำคัญเป็นการเปลี่ยนสัดส่วนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยมองว่า ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการสกัดทีมประกันสังคมก้าวหน้า และมองว่าเป็นการรัฐประหารประกันสังคม

ดร.มนตรี ฐิรโฆไท กรรมการประกันสังคม ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง เปิดเผยกับทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ แสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าว ระบุว่า การตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ผู้ประกันตนตื่นตัว เนื่องจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้คนออกมาใช้สิทธิ์ค่อนข้างน้อย

ส่วนการจะเปลี่ยนเป็น 1:1 นั้น ดร.มนตรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เลือกได้ 1:7 หากเป็นแบบนี้ผู้ที่มีเสียงเยอะก็จะชนะเลือกตั้ง ส่วนคนที่มีเสียงน้อยก็แพ้การเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยน เป็นเพียงการหยั่งเสียงประชาพิจารณ์เท่านั้น "ฝั่งผู้ชนะก็ต้องบอกว่าแบบเดิมดีแล้ว ส่วนผู้แพ้ซึ่งอาจเป็นเสียงส่วนน้อย แต่ก็อาจมีเสียงจำนวนหนึ่ง เราต้องให้ความสำคัญ ทั้งเสียงจำนวนมากและเสียงจำนวนน้อย" ซี่งในสังคมประชาธิปไตย การเขียนระเบียบเลือกตั้งใดต้องไม่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันต้องมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้คนหลายคนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบอร์ดประกันสังคมได้

เมื่อถามย้ำว่า การที่ออกมาตั้งข้อสังเกตครั้งนี้ของพรรคประชาชนและทีมประกันสังคมก้าวหน้า เนื่องจากมองว่ามีความพยายามสกัดทีมประกันสังคมก้าวหน้า ประเด็นนี้ ดร.มนตรี กล่าวว่า "ไม่จริงหรอกครับ ถ้าผู้ประกันตนที่มีมากกว่า 24 ล้านคน ไปใช้สิทธิ์กันเยอะๆ ก็ไม่แน่ที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้า อาจมีสิทธิ์กลับเข้าไปอีกได้"

เมื่อถามอีกว่า เมื่อมีความพยายามเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งในลักษณะนี้พรรคประชาชนและทีมประกันสังคมก้าวหน้า ถึงขั้นประกาศว่า "เป็นรัฐประหารประกันสังคม" ดร.มนตรี ระบุว่า ก็สามารถมองได้! แต่ผู้ประกันตนเองซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย ที่มีหลายกลุ่ม หลายคน ที่อยากขอโอกาสเข้ามา ในการทำงานเพื่อผู้ประกันตนเช่นเดียวกัน เราจะไม่เปิดโอกาสให้เขาเข้ามาเลยหรือ หรือเราจะผูกขาดความรัก ประกันสังคมไว้เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างกรณีของฝ่ายนายจ้าง ตัวแทนที่เข้ามาก็มาจากสภานายจ้างของแต่ละแห่ง ซึ่งตนก็ลาออกจากตำแหน่งเดิมเพื่อมาทำหน้าที่ตรงนี้ ความเป็นจริงแล้วมาคนเดียวก็ได้ แต่ตอนหลัง ก็มีการพูดคุยกันและรวมตัวกันกับสภานายจ้างอื่นๆ มารวมกันเพื่อเป็นทีมเดียวกัน โดยทีมของตนตอนนั้นมี 4 คน ซึ่งก็ชนะการเลือกตั้งเข้ามา แต่เราก็ไม่ได้ผูกขาด ความรักประกันสังคมไว้กลุ่มเราคนเดียว ส่วนกลุ่มอื่นๆที่มีสิทธิ์มีเสียงก็สามารถรวมกันมาได้ แล้วใครได้คะแนนเสียงมากก็ได้ไป เช่นเดียวกันกับฝ่ายผู้ประกันตน ที่มาจากความหลากหลาย

ดร.มนตรี ย้ำว่า ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะลงสมัครรับการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นแบบ 1 คน 2 คน หรือ 7 คนก็ได้ แต่หากเราให้ 1 คน เลือก 7 เสียง ก็อาจเกิดการกระจุกตัว และเกิดการผูกขาดความรักประกันสังคม ไว้ที่กลุ่มคนกลุ่มเดียว ที่มีคะแนนแต่สู้ไม่ได้ เพราะอยากทำงานเพื่อผู้ประกันตน จะทำอย่างไรแล้ว ระบบแบบนี้ก็จะเป็นการออกเสียงไปในทิศทางเดียวกันทั้ง 7 คน เพราะเป็นลักษณะคล้ายๆกึ่งพรรคการเมือง แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นพรรคการเมืองไม่ได้

ขณะที่ฝั่งของนายจ้างเราทำงานกันแบบไตรภาคี และที่ผ่านมา 2 ปี ถือว่าเราทำงานร่วมกับฝ่ายผู้ประกันตน และฝ่ายข้าราชการค่อนข้างดี ซึ่งนโยบายต่างๆที่ออกมาล้วนเป็นนโยบายที่ทำร่วมกัน ทั้ง 3 ฝ่าย ไม่ได้ทำเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ล้วนเป็นทั้ง 3 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน

ดร.มนตรี ยังกล่าวอีกว่า การตรวจสอบเป็นสิ่งที่ดี เพราะการตรวจสอบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องยอมรับก่อนว่าระบบประกันสังคมที่ผ่านมาเป็นระบบที่ดี หากไม่ดีไม่อยู่ได้ถึง 30 กว่าปี ส่วนคณะทำงาน-เจ้าหน้าในประกันสังคมตั้งใจทำงาน ส่วนไหนที่ไม่ถูกต้องหรือผิดระเบียบ ก็ให้มีการตรวจสอบ ดำเนินการแก้ไขไป

ส่วนที่พรรคประชาชนและทีมประกันสังคมก้าวหน้า ออกมาเปิดโปงไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ตึก Skyy9 , โรงอาหารกระทรวงแรงงาน , TU Dome ฯลฯ ดร.มนตรี ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต้องเปิดโอกาสให้คนที่ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสในการชี้แจงด้วย  อย่างเรื่อง ตึก Skyy9 ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนเรื่องโรงอาหารกระทรวงแรงงาน ก็ต้องดูว่าเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่ได้หากทำได้ทำได้เพราะอะไร หรือไม่ได้เพราะอะไร ส่วนเรื่องการลงทุนได้ยินมาว่ามีมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งการลงทุนดังกล่าวก็ให้ผลตอบแทนมาในระดับหนึ่ง ส่วนตัวถือว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ต้องมีการได้ผลตอบแทนที่ดีหรือน้อยลงไปบ้าง แต่ภาพรวม 2 ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่าเจ้าหน้าที่ทำได้ดี ซึ่งบอร์ดสามารถให้ได้แค่นโยบาย เราไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงได้ว่าจะไปลงทุนอะไรอย่างไร

ทั้งนี้ ดร.มนตรี ยังได้กล่าวขอบคุณทีมประกันสังคมก้าวหน้าและพรรคประชาชน ที่ทำให้เกิดกระแสสังคมที่หันมามองเรื่องประกันสังคมมากขึ้น และทำให้ตื่นรู้เรื่องการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอีกด้วย พร้อมบอกว่า ตนเองเข้ามาเพื่อปกป้องเงินผู้ประกันตนเหมือนกัน เพราะส่วนตัวก็เป็นผู้ประกันตนด้วย จึงขอฝากถึงผู้ประกันตนด้วยว่า เงินของท่าน ท่านต้องตื่นตัว และถึงเวลาท่านต้องไปแสดงความคิดเห็น ถึงเวลาเลือกตั้งก็ต้องใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เชื่อว่าพอมีการรณรงค์แบบนี้ เราอาจจะได้บุคคลที่เป็นผู้ต้องการของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง และมาจากความหลากหลายไม่ได้มาจากกลุ่มก้อนเดียว

ดร.มนตรี กล่าวกรณี “การผลักดันให้ประกันสังคมออกจากระบบราชการ” ว่า ณ ขณะนี้ ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเอาประกันสังคมออกจากระบบราชการ เพราะคิดว่าอยู่ภายใต้ระบบราชการ ยังสามารถตรวจสอบได้มากมาย พอหากออกไปให้เอกชนมาบริหาร หรือออกไปนอกระบบ การตรวจสอบอาจยุ่งยากขึ้นไป แล้วอาจเกิดการผูกขาด หรือครอบงำความรักไว้กับผู้ที่ชนะการเลือกตั้งแต่เพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น ณ ตอนนี้ เรายังขอให้เป็นระบบไตรภาคี อย่างภาครัฐเอง ก็มีตัวแทนจากฝ่ายกระทรวง, ทบวง, กรม อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานก็ให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมาตามสิ่งที่ควรจะเป็น ส่วนฝ่ายนายจ้างก็มาจากหลากหลายสภาองค์การนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน ครั้งนี้มี 6 คน อาจจะมาจากทีมเดียวกัน เพราะฉะนั้นความคิดเห็นจึงอาจไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งถือว่า 2 ปี ที่ผ่านมา ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองในการทำประโยชน์สูงสุดเพื่อผู้ประกันตน

คุณอาจสนใจ

Related News